มาตรฐานสื่อ มาตรฐานใคร: เสรีภาพสื่อ เสรีภาพใคร


ขอบคุณภาพจากมติชน

เมื่อวาน (15 ก.พ.) กลุ่มมีเดีย อินไซด์ เอ้าท์ (MIO) จัดคุยเรื่องร่าง พรบ.สื่อที่สื่อรวมพลังต้านในเวลานี้ โทนจากการคุยกันของเวทีเมื่อวาน ขอสรุปอย่างนี้

ประการแรกคือ ความรู้สึกของคนทั่วไปไม่อินเท่าไหร่กับความเดือดร้อนของสื่อ การออกมาประท้วงของบรรดาสมาคมสื่อต่างๆ ในเรื่องนี้ได้รับความสนใจอยู่ในข่าว แต่นอกข่าวดูเหมือนผู้คนจะเฉยๆ

สุชาดา จักรพิสุทธิ์ ผู้อำนวยการเว็บไซท์ TCIJ พูดทิ้งไว้ประโยคเด็ดว่าเพราะ "เสรีภาพสื่อเท่ากับเสรีภาพประชาชนนั้น เป็นแค่มายาคติ"

ปรากฎการณ์ที่เห็น แม้คนทั่วไปจะยังพึ่งพาข่าวจากสื่อหลักอยู่ แต่พอมาถึงข่าวสำคัญหลายๆ ข่าวเรากลับต้องไปหาจากที่อื่น มันหดหายไปด้วยเหตุผลนานัปการ สิ่งนี้ทำให้อิทธิพลของสื่อหลักในความรู้สึกของประชาชน คนเสพข่าวลดลง โดยเฉพาะกับประชาชนอีกกลุ่มหนึ่ง

แน่นอนการที่ข่าวสำคัญหายไปจากพื้นที่สื่อหลักนั้น หลายเรื่องมาจากความต้องการของผู้มีอำนาจที่แสดงผ่านลงมาไม่ว่าจะโดยตรงหรือโดยอ้อม จนกระทั่งทำให้ต้องเซ็นเซอร์ตัวเองบ้าง แต่หลายเรื่องที่การนำเสนอบกพร่อง (พูดแบบนักการทูต) มันมาจากอะเจนด้าของพวกเขาเอง จุดนี้ขอทิ้งไว้ในฐานที่เข้าใจ

เมื่อเป็นเช่นนี้ แม้ว่าจะมีข้อเสนอแก้ไขร่าง พรบ.สื่อ โดยข้อเสนอใหม่มีแก่นอยู่ที่การปรับองค์ประกอบของตัวสภาวิชาชีพหรือตัวองค์กรที่จะมาเป็นผู้สร้างมาตรฐานหรือกำกับจริยธรรมอันนั้น ว่าให้เอาตัวแทนรัฐออกไปหรือลดลง ใส่ตัวแทนสื่อเพิ่มเข้ามาแทน ข้อเสนอนี้ก็ยังไม่เซ็กซี่ในสายตาคนนอกวง เพราะว่ามันไม่แก้ไขข้อวิตกกังวลที่ว่า การกำกับและสร้างจริยธรรมสื่อมันจะกลายเป็นการใช้มาตรฐาน/ จริยธรรมของคนกลุ่มเดียวและที่จะไปกดทับมาตรฐาน/ จริยธรรมที่ตนไม่เห็นด้วย

แถมเมื่อดูจากการตรวจสอบตัวเองที่ผ่านมาของสื่อ ก็ไม่เห็นตัวอย่างเด็ดดวงที่จะทำให้เชื่อได้ว่า กำกับตัวเองแล้วได้ผล เพราะไม่มีตัวอย่างการตั้งคำถามกับตัวเอง หรือว่าในแง่การตรวจสอบสมาชิกในกลุ่มเองในกรณีที่มีการร้องเรียนก็ไม่ชัดเจนว่าผลเป็นอย่างไร มองเข้าไปไม่เห็นว่าทำอะไรกันแค่ไหนและอย่างไร

เมื่อพวกเขาไม่ได้เป็นกระบอกเสียงให้คนทุกกลุ่มอย่างถ้วนทั่ว ความเดือดร้อนของ "สื่อ" ก็ไม่เป็นความเดือดร้อนร่วม คงจะพูดกันได้หยาบๆแบบนี้


ขอบคุณภาพจากมติชน

วงสนทนายังมองไปที่ชุมชนสองชุมชน หนึ่งในนั้นคือผู้เสพสื่อ ซึ่งเป็นคนที่สื่อควรจะตอบโจทย์ให้พวกเขา ควรจะเป็นคนสำคัญที่สุดในองค์ความคิดเรื่องการจัดระเบียบสื่อ แต่พวกเขายังไม่มีที่ทางที่จะเข้าไปมีบทบาทมากนักในการกำกับจริยธรรม/ มาตรฐานของสื่อ พวกเขาหายไปไหนในความคิดและแผนการทั้งหมดในเรื่องนี้ – ในแผนปัจจุบันที่ร่าง พรบ.ข้อเสนอ 4 ฉบับมีนั้น องคาพยพในการกำกับมาจากรัฐ จากสื่อหลัก และจากองค์กรที่ไม่ได้เป็นตัวแทนผู้บริโภคในวงกว้างแต่อย่างใด

ชุมชนอีกชุมชนหนึ่งที่น่าจะน่าสนใจสำหรับผู้เสพข้อมูลก็คือชุมชนการสื่อสารผ่านโลกดิจิตอล/ อินเตอร์เนต/ โซเชียลมีเดีย สื่อทางเลือกที่อาศัยช่องทางนี้แม้จะมีจุดอ่อนหลายอย่าง แต่สิ่งสำคัญที่ทำให้มันเป็นทางเลือกที่สตรอง ก็คือการที่มันถมช่องว่างที่สื่อหลักทิ้งเอาไว้ให้ มันเปิดประเด็น และยิ่งนานวัน มันกำลังจะกลายเป็นว่า ข่าวในสื่อหลักคือข่าวที่รัฐบาล คสช.โอเคด้วย ส่วนข่าวจริงที่เป็นของจริงต้องไปหาเอานอกสื่อหลัก ชุมชนโซเชียลและสื่อทางเลือกมันจึงไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป คำถามคือ มันจะได้รับผลกระทบอย่างไรไหมจากงานนี้ อาทิตย์ สุริยะวงศ์กุล จากกลุ่มพลเมืองเนตชี้เอาไว้หลายจุดแต่ว่ายังไม่มีข้อสรุปแบบฟันธงว่ามันจะกระเทือนหนักแค่ไหน แต่จุดใหญ่ที่ควรดูคือเรื่องของข้อกำหนดเรื่องการจดทะเบียนสื่อ โดยเฉพาะในกรณีคุณสมบัติ

(แต่ในความเห็นส่วนตัว หากโครงสร้างในการกำกับสื่อออกมาจริงตามข้อเสนอของร่าง พรบ.สื่อ ไม่ว่าจะของใครก็ตาม สิ่งสำคัญคือทัศนะต่อสื่อทางเลือกที่ติดลบโดยรวมของคนที่อยู่ในวงการและในองคาพยพของรัฐจะทำให้การกำกับออกมาในทิศที่ไม่เป็นคุณต่อคนทำสื่อในชุมชนนี้อย่างแหงแซะ)

แต่ทั้งหลายทั้งหมดนี้วงสนทนาก็ไม่ได้บอกว่าเราท่านควรเพิกเฉยต่อการเคลื่อนไหวของการออก พรบ.สื่อฉบับนี้ พวกเขาเห็นตรงกันว่า ร่างกฎหมายนี้เนื้อหาถอยหลัง โดยหลักการถือเป็นการจำกัดเสรีภาพในการแสดงออก จึงควรสนับสนุนองค์กรสื่อต่างๆ ที่แสดงอาการคัดค้าน แต่ว่าในขณะเดียวกันก็ต้องเรียกร้องกับองค์กรสื่อเหล่านี้ให้ปรับมาตรฐานของตัวเองใหม่ให้ครอบคลุมไปถึงสื่อที่ไม่ใช่พวกตนเองด้วย

(ผู้สรุปอยากจะตั้งคำถามไว้นิดว่า ประเด็นหลังนี้ มันไม่ใช่แค่สื่อจะทำได้หรือไม่ แต่คำถามสำคัญคือ จะทำไหม มันไม่แน่ว่าหลายคนอาจมั่นใจว่าอำนาจต่อรองของสื่อหลักต่อ คสช.มีมากอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องอาศัยการสนับสนุนจากคนกลุ่มอื่นในสังคม เสียงเรียกร้องของเขานั้น ถึงยังไงองคาพยพของ คสช.ก็ต้องฟัง เพราะ คสช.เองก็ต้องมีมวลชนหนุน..)

สรุปสั้นๆ หยาบๆ ก็อย่างนี้ ที่ยังมีอะไรตกหล่นไปหลายอย่างนั้น อีกไม่นาน Media Inside Out หรือ MIO คงจะสรุปออกมาให้ได้อ่านกัน

เกี่ยวกับผู้เขียน :    นวลน้อย ธรรมเสถียร ผู้สื่อข่าวและผู้ผลิตสารคดีอิสระ และเป็นสมาชิกก่อตั้งกลุ่มมีเดีย อินไซด์ เอ้าท์