“เถียงให้รู้เรื่อง”: คุณธรรมของสื่อคือความเป็นกลางเท่านั้นรึ

เรื่องครึกโครมว่าด้วยมาตรฐานในการทำงานของสื่อสาธารณะแห่งเดียวของไทย แพร่หลายไปในหมู่ผู้ใช้โซเชียลมีเดียอย่างคึกคักวานนี้ นั่นก็คือกรณีที่รายการ “เถียงให้รู้เรื่อง” ทางโทรทัศน์ไทยพีบีเอส ตัดต่อรายการตอน "สัมปทานปิโตรเลียมรอบใหม่ ได้คุ้มเสียจริงหรือ?"  โดยตัดช่วงของผู้ที่ได้รับเชิญมาเป็นผู้ให้ความเห็น 2 คนออกไปทั้งหมด เหลือเพียงการถกเถียงของผู้นำเสนอหลัก 2 คน คือ มนูญ ศิริวรรณ ในฐานะตัวแทนของกลุ่มปฏิรูปพลังงานเพื่อความยั่งยืน (ERS) กับ รสนา โตสิตระกูล ในฐานะตัวแทนของเครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย(คปพ.) โดย นางสาว รสนาเป็นผู้ท้วงติงกับทางรายการว่าไม่มีความหลากหลายเนื่องจากความเห็นของผู้ร่วมรายการรายอื่น ๆ เป็นไปในทิศทางเดียวกันหมด

ไทยพีบีเอสตอบสนองต่อข้อท้วงติงของคุณรสนาด้วยการตัดความเห็นของ ดร.พรายพล คุ้มทรัพย์ นักวิชาการด้านแรงงานและ ผศ.ฐิติศักดิ์ บุญปราโมทย์ หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมเหมืองแร่และปิโตรเลียม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ออกไปทั้งหมด คงไว้เพียง ความเห็นของนายมนูญ ในฐานะผู้เปิดประเด็น และน.ส. รสนาในฐานะผู้แสดงความเห็น

เวทีแห่งการอภิปรายจึงย้ายมาสู่เฟซบุ๊กส่วนตัวของผู้ร่วมรายการ และประเด็นการอภิปรายก็ย้ายมาสู่การทำหน้าที่สื่อสาธารณะของไทยพีบีเอสแทนการถกเถียงเรื่องข้อมูลเกี่ยวกับธุรกิจพลังงานของไทย ที่ต่างฝ่ายต่างยืนคนละจุด ใช้ข้อมูลคนละชุด

แม้ไทยพีบีเอสจะแถลงว่าการพิจารณาตัดทอนเนื้อหานั้นเป็นไปเพื่อ “ความสมดุลของข้อมูล ยืนยันไม่มีการแทรกแซงจากภายนอก” แต่นั่นดูจะไม่เพียงพอสำหรับการอธิบายต่อสาธารณะ และแม้แต่การยืนยันว่า “ไม่มีการแทรกแซงจากภายนอก” ก็อาจจะไม่เพียงพอต่อการบอกว่า ไทยพีบีเอสนั้น “เป็นอิสระ” ในการตัดสินใจตัดทอนหรือไม่ตัดทอนรายการครั้งนี้

คุณธรรมของสื่อ ไม่ใช่หลักว่าด้วยความดีความชั่ว หากแต่คือหลักปฏิบัติในการทำงานให้ได้มาซึ่งข้อมูลข่าวสารที่เชื่อว่ามีคุณค่าต่อการนำเสนอต่อผู้รับสาร ซึ่งสื่อแต่ละสำนักจะมีอยู่อย่างไรบ้าง ก็สุดแท้แต่จะตกลงกันไปในแต่ละสำนัก แต่หลักๆ ที่เห็นร่วมกันบ้าง ทะเลาะกันเรื่องความหมายที่แท้จริงของมันบ้างแบบหนัก ๆ ในสังคมไทย ก็คือความเป็นกลาง (impartial) ซึ่งหลายที่ก็พูดกันคร่าว ๆ ว่าทำได้ด้วยการสร้างสมดุลให้เสียงที่แตกต่างได้มีพื้นที่สำหรับข่าวสารในประเด็นเดียวกัน

คุณธรรมในการทำสื่อยังมีอีกหลายประการ อาทิ ความเป็นธรรม (fairness) ต่อทั้งผู้เสพและต่อผู้เป็นแหล่งข่าว นั้นหมายถึงวิธีที่สื่อจะปฏิบัติต่อแหล่งข่าวอย่างไรด้วยความเคารพ ไม่ปลิ้นปล้อนหลอกลวง ทำให้แหล่งข่าวเสื่อมเสีย รักษาสัญญาที่ให้กับแหล่งข่าว เช่น ตกลงว่า “ออฟเรคคอร์ด” ก็ต้องไม่ปล่อยเนื้อหาที่ห้ามบันทึกนั้นออกสู่สาธารณะ คุณธรรมประการนี้ก็จะไปโยงกับคุณธรรมอีกประการ คือ ความรับผิดชอบ (responsibility) ของสื่อ  และความเชื่อถือเชื่อมั่น (trust) ที่คนอ่านและแหล่งข่าวจะให้สื่อ

อีกเรื่องคือความถูกต้องของข้อมูล  (accurate) เรื่องนี้พูดกันเป็นหลักขั้นพื้นฐานที่สุด แต่ปฏิบัติจริงแสนยาก นี่คือคุณค่าของสื่อที่จะดำรงอยู่ในท่ามกลางกระแสที่ใคร ๆ ก็สื่อสารได้ สื่อต้องทำงานไปให้ไกลกว่า ใช้เวลาในการตรวจสอบ แต่แน่นอน หลายครั้ง สื่อก็สัมภาษณ์แหล่งข่าวที่พูดจาไม่จริง ไม่ว่าโดยเจตนาหรือเชื่อในข้อมูลที่ตนพูดอย่างบริสุทธิ์ใจก็ตาม อย่างไรก็ตาม สำหรับสื่อแล้ว เมื่อแหล่งข่าวเอาข้อมูลไม่จริงมาพูดแล้วยังปล่อยให้เผยแพร่ต่อไปในสื่อของตนโดยไม่ตรวจสอบ ก็สะท้อนความอ่อนด้อยของการทำงาน บางกรณีร้ายแรง สำหรับสื่อบางแห่งก็ไล่ออกกันไป ข้อมูลบางเรื่อง ไม่ใช่แค่เสนอความเห็นแล้วจบ หากแต่ต้องการพิสูจน์ข้อเท็จจริง ก็เป็นเรื่องที่นักข่าวต้องทำหน้าที่นั้นๆ ไม่ใช่เป็นฝ่ายหันเหจากการทำให้ข้อเท็จจริงเป็นที่ยุติข้ามไปพูดเรื่องความเห็นบนข้อมูลที่ยังหาข้อสรุปไม่ได้

การเคารพในสิทธิต่าง ๆ ก็เป็นอีกเรื่อง ทั้งสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา สิทธิเด็ก สิทธิทางเพศ ฯลฯ ก็เป็นคุณธรรมอีกประการที่สื่อบางแห่งเคร่งครัด บางที่ก็ไม่ ในสังคมที่ผู้ชมเข้มแข็ง ก็อาจจะเรียกร้องให้สื่อปรับแนวทางไปให้สอดคล้องกับมาตรฐานบางอย่าง

และสื่อบางแห่ง ก็เน้นย้ำถึงคุณธรรมอีกประการ  "ความเป็นอิสระ" (independence) เรา ๆ ท่าน ๆ อาจจะคุ้นเคยกับการพูดเรื่องความเป็นอิสระจากรัฐและทุน แต่สื่อบางที่ โดยเฉพาะสื่อใหญ่ ๆ ระดับโลก บอกว่าต้องอิสระจากการครอบงำทางความคิดทุกแบบ รวมถึงคนดี ๆ ที่ทำงานเพื่อสังคม ทั้งองค์กรศาสนาและเอ็นจีโอด้วย เพราะพวกเขาล้วนมาพร้อมวาระที่หนักแน่นของเขาเอง การตีความความเป็นอิสระที่แปลว่าปลอดพ้นจากการถูกโน้มนำทางความคิดนี้ ทำให้สื่อบางแห่งบอกให้นักข่าวของในสังกัดเว้นระยะกับเอ็นจีโอด้วย

คุณธรรมทั้งหมดนี้ ไม่ใช่ว่าทุกสื่อต้องสมาทานเหมือนกันหมด อยู่ที่ว่าองค์กรนั้น ๆ ตกลงกันว่าอย่างไร และในสังคมนั้น ๆ ให้ความสำคัญกับคุณธรรมที่ว่ามาแค่ไหน แต่เมื่อสมาทานโดยการประกาศต่อสังคมแล้ว ก็เป็นเรื่องความโปร่งใส่ และเปิดโอกาสให้สังคมได้ตรวจสอบว่าองค์กรสื่อนั้นปฏิบัติตามเงื่อนไขการทำงานของตัวเองหรือไม่

กรณีของคุณรสนา เธอจะเรียกร้องกับสื่ออย่างไร ก็ย่อมเป็นสิทธิเรียกร้องได้เพราะเธอไม่ใช่คนทำงานสื่อ เธอไม่จำเป็นจะต้องมีความรู้ความเข้าใจเรื่องที่กล่าวไปข้างต้น และสังคมย่อมมีความคิดเห็นต่อข้อเรียกร้องของเธอได้เช่นกัน บางความเห็นบอกว่าเธอใจแคบ แพ้ไม่เป็น ไม่คุ้นเคยกับการอภิปราย ข้อมูลไม่แน่นพอ นั่นล้วนเป็นเสียงสะท้อนที่มีกลับไปที่ตัวเธอโดยตรง และเป็นเรื่องที่เธอต้องแบกรับไปเอง ใครไปช่วยไมได้

ในฐานะองค์กรสื่อที่รับข้อร้องเรียนจากคุณรสนา ไทยพีบีเอสย่อมสามารถตอบสนองหรือตอบปฏิเสธในทางใดทางหนึ่ง ผู้เขียนเชื่อว่าสถานีโทรทัศน์สาธารณะแห่งนี้ย่อมไม่ได้รับคำร้องเรียนจากผู้ร่วมรายการและผู้ชมเป็นครั้งแรก และนี่ก็จะไม่ใช่ครั้งสุดท้าย มาตรฐานการตอบสนองต่อข้อร้องเรียนของไทยพีบีเอสย่อมเป็นเรื่องที่สาธารณะควรสนใจ เพราะนี่คือการยืนยันมาตรฐานการทำงานของสื่อสาธารณะที่ใช้งบประมาณจากภาษีของประชาชน หากแต่ดูเหมือนว่าครั้งนี้ สาธารณะจะเห็นว่า ความเป็นธรรม ต่อผู้ร่วมรายการอย่างคุณรสนา เป็นความสำคัญอันดับต้นๆ และมากกว่าผู้ที่ถูกตัดออกจากรายการแม้ว่าพวกเขาจะได้รับเชิญมา และเข้าร่วมอภิปรายด้วยสติปัญญาและข้อมูลของฝ่ายตนเองไม่ต่างกับคุณรสนา  และความสมดุลของเนื้อหานั้นนับได้ด้วยการนับหัวจำนวนผู้อภิปรายอย่างตรงไปตรงมา ขณะที่คุณธรรมในการทำสื่อข้ออื่นๆ ไม่ได้ถูกหยิบยกมาอ้างอิงและใช้ในการพิจารณาในครั้งนี้

เกี่ยวกับผู้เขียน:    พิณผกา งามสม อดีตบรรณาธิการสำนักข่าวประชาไท สนใจข่าวสารในประเด็นสิทธิมนุษยชน และสนใจเป็นพิเศษต่อบทบาทสื่อในภาวะที่ถูกท้าทายด้วยวัฒนธรรมและเทคโนโลยีการสื่อสารที่เปลี่ยนไป