การจัดการสื่อต่างประเทศ

ระเบียบใหม่ของกระทรวงการต่างประเทศไทยว่าด้วยการออกวีซ่าให้กับผู้สื่อข่าวต่างประเทศ ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 21 มีนาคม 2559 ได้เปลี่ยนฐานะประเทศไทยจากประเทศที่มีเสรีภาพสื่อมวลชนมากที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไปรวมอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีการควบคุมสื่อมวลชนอย่างเข้มแข็งอย่างลาว พม่า และ เวียดนามไปแล้ว

จุดยืนของรัฐบาลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต่อสื่อมวลชนต่างประเทศนั้นตรงกันทั้งหมดกล่าวคือต้องการให้สื่อมวลชนต่างประเทศช่วยประชาสัมพันธ์ภาพพจน์ที่ดีของประเทศและรัฐบาลของตนเป็นสำคัญ จึงได้ใช้วีซ่า ในอนุญาตทำงานหรือตั้งสำนักงานเป็นเครื่องมือในการบีบบังคับให้สื่อมวลชนให้ความร่วมมือในการประชาสัมพันธ์ดังกล่าว

แต่ในโลกของความเป็นจริงไม่มีสื่อมวลชน (journalist) ที่ไหนในโลกนี้ต้องการทำหน้าที่เป็นประชาสัมพันธ์ให้กับรัฐบาลต่างประเทศที่ตัวเองไปรายงานข่าว พวกเขาต้องการจะรายงาน “ข้อเท็จจริง” ของเหตุการณ์ทางสังคม เศรษฐกิจ การเมือง ของประเทศนั้นๆอย่างที่มันเป็นอยู่จริงด้วยกันทั้งนั้น ดังนั้นเราจะได้พบเห็นความขัดแย้งและการปะทะกันระหว่างรัฐบาลและสื่อมวลชนต่างประเทศอยู่เนืองๆ

หลักสากลว่าด้วยเสรีภาพในการแสดงออกหรือเสรีภาพสื่อมวลชนนั้นใช้ไม่ได้กับประเทศที่ไม่ยึดถือหลักสิทธิมนุษยชน รัฐบาลหลายประเทศอ้างระเบียบ กฎหมาย คำสั่ง และวัฒนธรรมประเพณีของตัวเองในการปิดกั้นเสรีภาพสื่อมวลชนต่างประเทศ การระงับวีซ่า การขึ้นบัญชีดำเป็นบุคคลไม่ได้รับการต้อนรับ (persona non-grata)  และรวมตลอดถึงการส่งกลับ (deport) เป็นเครื่องมือปกติที่นิยมใช้กันทั่วไปในประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ประเทศไทยก็ทำเช่นกันเหมือนกัน ปรากฏว่ามีผู้สื่อข่าวต่างประเทศไม่ได้รับการต่อวีซ่าและถูกห้ามเข้าประเทศเป็นจำนวนมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังความขัดแย้งทางการเมืองนับแต่ปี 2549 เป็นต้นมา เมื่อกลุ่มอนุรักษ์นิยมฝ่ายขวามีอำนาจทางการเมืองมากขึ้นและต้องการควบคุมข่าวสารข้อมูลเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์และผลประโยชน์ของพวกเขาอย่างเข้มงวด

ระดับการควบคุมผู้สื่อข่าวต่างประเทศในไทยเริ่มมากขึ้นหลังจากคณะรัฐประหารชุดปัจจุบันภายใต้การนำของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับการปกครองแบบเผด็จการของเขาและความไร้ฝีมือในการจัดการเศรษฐกิจ รวมตลอดถึงความเกี่ยวเนื่องของสถาบันกษัตริย์กับการเมือง การคอร์รัปชั่นและเรื่องฉาวโฉ่ในแวดวงการเมืองการปกครองของไทยในปัจจุบัน

ระเบียบใหม่ของกระทรวงการต่างประเทศไทยก็มุ่งจำกัดบทบาทของสื่อมวลชนต่างประเทศมากขึ้น โดยการกำหนดว่าบุคคลที่จะได้รับวีซ่าชนิด M ซึ่งเป็นวีซ่าทำงานของสื่อมวลชนนั้น จะต้องปรากฏว่า เป็นบุคคลที่ “ต้องอยู่ในสังกัดสำนักข่าวที่ได้รับการจดทะเบียนจัดตั้งสำนักงานอย่างถูกต้องในประเทศไทยหรือในต่างประเทศ ประกอบอาชีพผู้สื่อข่าวเต็มเวลา และต้องไม่ประกอบอาชีพอื่นใดระหว่างพำนักในประเทศไทย นอกจากเป็นผู้สื่อข่าว รายงานข่าวหรือผลิตผลงานที่เกี่ยวข้องกับประเทศไทยในระหว่างที่พำนักในประเทศไทย โดยต้องพำนักเพื่อทำข่าวเป็นระยะเวลา 3 เดือนขึ้นไป”

ที่สำคัญ “ต้องไม่มีผลงานหรือพฤติการณ์เป็นที่น่าเชื่อว่าเป็นบุคคลที่เป็นภัยต่อสังคม หรือจะก่อเหตุร้ายให้เกิดอันตรายต่อความสงบสุขหรือความปลอดภัยของประชาชน หรือความมั่นคงของราชอาณาจักร หรือเป็นบุคคลซึ่งเจ้าหน้าที่รัฐบาลต่างประเทศได้ออกหมายจับ”

โดยผลแห่งคำสั่งนี้ผู้สื่อข่าวที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ ผู้สื่อข่าวอิสระหรือในวงการเรียกว่า freelance ที่ไม่ปรากฏว่าเขียนหรือรายงานข่าวให้ใครอย่างแน่นอนชัดเจนหรือสื่อสารผ่านโซเชียลมีเดียหรือนักวาดการ์ตูนหรือเคยเขียนวิพากษ์วิจารณ์การเมืองและสถาบันกษัตริย์ของไทย

แม้ว่าจะไม่มีการเขียนเอาไว้ในระเบียบโดยชัดแจ้ง แต่ผู้สื่อข่าวต่างประเทศรายหนึ่งที่ทำงานในประเทศไทยเป็นเวลานานให้ข้อมูลว่า ในการขอวีซ่าสื่อมวลชนนั้นพวกเขาจะถูกถามถึงทัศนคติเกี่ยวกับการเมืองและสถาบันกษัตริย์ของไทย เป็นที่ชัดเจนว่าหากพวกเขามีความเห็นทางการเมืองเป็นลบต่อรัฐบาลและสถาบันกษัตริย์ไทยพวกเขาจะไม่ได้รับอนุญาตให้ทำงานในประเทศไทยในฐานะสื่อมวลชน

ความพยายามในการควบคุมทัศนคติสื่อมวลชนของทางการไทยเช่นนี้ เหมือนกับลาว ซึ่งรัฐบาลในเวียงจันทน์เพิ่งออกระเบียบใหม่ว่าด้วยการรายงานข่าวของผู้สื่อข่าวต่างประเทศ ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 14 มกราคมที่ผ่านมา

คำสั่งนายกรัฐมนตรีของลาวฉบับใหม่ นั้นอนุญาตให้สื่อมวลชนต่างประเทศรายงานและตั้งสำนักงานเพื่อทำงานในลาวได้ แต่บนเงื่อนไขที่ว่าจะต้องส่งต้นฉบับให้ทางการลาวตรวจก่อนมีการเผยแพร่

มาตรา 14 ของระเบียบดังกล่าวกำหนดว่า องค์กรข่าวและผู้สื่อข่าวต่างประเทศที่จะรายงานข่าวจากประเทศลาวจะต้องปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ ระเบียบ กฎหมาย วัฒนธรรมประเพณีอันดีของลาว และเพื่อให้การรายงานข่าวเป็นไปตามทิศทางดังกล่าว บรรดาผู้สื่อข่าวและองค์กรข่าวจะต้องส่งต้นฉบับให้กระทรวงการต่างประเทศลาวตรวจก่อนทุกครั้งก่อนมีการเผยแพร่

ก่อนหน้านี้ทางการลาวอนุญาตเฉพาะองค์กรข่าวของประเทศในกลุ่มสังคมนิยมคอมมิวนิสต์อย่างจีนและเวียดนามเท่านั้นเข้าไปตั้งสำนักงานและรายงานข่าว องค์กรข่าวจากประเทศนอกกลุ่มคอมมิวนิสต์นั้นขออนุญาตเข้าไปได้เป็นครั้งคราว ผ่านกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งจะส่งเจ้าหน้าที่มาติดตามผู้สื่อข่าวต่างประเทศตลอดเวลา โดยผู้สื่อข่าวต่างประเทศมีภาระจะต้องเลี้ยงดูและจ่ายเบี้ยเลี้ยงให้กับเจ้าหน้าที่ดังกล่าว นอกเหนือไปจากการจ่ายค่าธรรมเนียมในการรายงานข่าวให้กับกรมข่าวกระทรวงการต่างประเทศของลาว

ระเบียบและหลักปฏิบัตินี้คล้ายกับเวียดนามซึ่งควบคุมการทำงานของสื่อมวลชนต่างประเทศอย่างใกล้ชิดเช่นกัน เพียงแต่เวียดนามได้อนุญาตให้สำนักข่าวและองค์กรสื่อมวลชนนอกกลุ่มสังคมนิยมไปเปิดสำนักงานมานานแล้ว บรรดาผู้ที่ไม่มีสำนักงานจะต้องอนุญาตเข้าไปเป็นคราวๆจ่ายค่าธรรมเนียม (ซึ่งปัจจุบันขึ้นราคาจาก 100 เป็น 200 ดอลล่าร์สหรัฐต่อวัน) ให้กับ ศูนย์ข่าวต่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ พร้อมกับเลี้ยงดูเจ้าหน้าที่ผู้ติดตาม แต่ในกรณีของเวียดนามนั้นจะให้บริการที่ดีกว่าลาวเล็กน้อย ผู้ติดตามนั้นความจริงทำหน้าที่ประสานงาน นัดหมาย รวมทั้งเป็นล่ามให้ด้วย ในกรณีที่รู้จักคุ้นเคยกันเป็นการส่วนตัวก็มักจะอะลุ่มอล่วยเรื่องเนื้อหาการรายงาน และเวียดนามไม่มีระเบียบว่าด้วยการตรวจต้นฉบับก่อนการเผยแพร่ เคยมีการขอกันเป็นการส่วนตัว (เพื่อความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ผู้ประสานงานเอง) แต่ผู้สื่อข่าวต่างประเทศสามารถปฏิเสธได้

พม่าในระบอบใหม่คือในยุคปัจจุบันนี้ การเข้าไปทำข่าวของผู้สื่อข่าวต่างประเทศก็ยังไม่ได้เป็นไปโดยเสรี จำเป็นต้องอนุญาตจากกระทรวงข่าวสารพม่าก่อนเช่นกัน สถานทูตพม่าจะสามารถออกวีซ่าผู้สื่อข่าวให้ได้ก็ต่อเมื่อบุคคลนั้นได้รับอนุมัติจากกระทรวงข่าวสารแล้วเท่านั้น ผู้สื่อข่าวที่ถูกจับได้ว่าเข้าไปทำงานโดยวีซ่าชนิดอื่นจะถูกส่งกลับทันที ในบางกรณีอาจจะมีการยึดอุปกรณ์ด้วย ในระบอบเก่านั้นกระทรวงข่าวสารจะส่งเจ้าหน้าที่มาปะกบผู้สื่อข่าวต่างประเทศในระหว่างการทำงานด้วย แต่ปัจจุบันพม่าเปิดกว้างมากขึ้นอีกทั้งบุคลากรในกระทรวงข่าวสารไม่เพียงพอเนื่องจากมีผู้สื่อข่าวต่างประเทศเข้าไปเป็นจำนวนมาก พม่าเลิกส่งเจ้าหน้าที่ติดตาม เพียงแต่จะขอทราบพื้นที่ซึ่งผู้สื่อข่าวต่างประเทศประสงค์จะเข้าไปด้วย

การเปิดสำนักงานสื่อต่างประเทศในพม่าเป็นสิ่งที่ทำได้ ปัจจุบันมีสื่อต่างประเทศจากทั่วโลก ยกเว้นประเทศไทย ได้รับอนุญาตให้เปิดสำนักงานในพม่าได้ บนเงื่อนไขที่ว่าจะต้องมีการจ้างงานคนท้องถิ่นและเสียค่าธรรมเนียมด้วย ระเบียบเช่นว่านี้ก็ไม่ปรากฏชัดเจนนักว่าเป็นเช่นใด ผู้เขียนมีประสบการณ์ในการยื่นคำขอเปิดสำนักงานนับแต่ รัฐบาลเตงเส่งขึ้นสู่อำนาจใหม่ๆ จนกระทั่งปัจจุบันเตงเส่งหมดวาระและแพ้เลือกตั้งเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2558  ก็ยังไม่ได้รับคำตอบจากกระทรวงข่าวสารพม่าว่าข้อเสนอดังกล่าวได้รับการพิจารณาอยู่หรือว่าถูกปฏิเสธไปแล้ว

ปัจจุบันมีแนวโน้มว่าอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงหลังรัฐบาลใหม่และรัฐมนตรีข่าวสารคนใหม่ ท่าทีของพรรคเอ็นแอลดีต่อสื่อมวลชนแม้ว่าจะเย่อหยิ่งอยู่บ้างแต่นโยบายโดยรวมน่าจะดีกว่าของพรรคยูเอสดีพี ทว่าเรื่องนี้ก็ยังตัดสินไม่ได้ในชั้นนี้จนกว่าจะได้มีการทดสอบด้วยการยืนคำขอเข้าไปอีกครั้งหนึ่ง

การทำข่าวในแผ่นดินใหญ่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่น่าจะได้ชื่อว่าเสรีที่สุดเห็นจะได้แก่กัมพูชา เนื่องจากกัมพูชาไม่มีระเบียบในการควบคุมผู้สื่อข่าวต่างประเทศชัดเจนนัก การขอเปิดสำนักงานข่าวในกัมพูชาเป็นสิ่งที่ทำได้ การเดินทางไปทำข่าวหากไม่ใช่การประชุมนานาชาติที่ต้องการจัดระเบียบอย่างเป็นทางการเช่นการประชุมอาเซียนแล้ว การลงทะเบียนล่วงหน้าเป็นสิ่งไม่จำเป็น ผู้สื่อข่าวต่างประเทศเดินทางไปได้อย่างเสรี ในกรณีของผู้สื่อข่าวจากกลุ่มอาเซียนซึ่งไม่มีความจำเป็นต้องขอวีซ่าด้วยแล้ว พกเพียงหนังสือเดินทางก็สามารถเข้าไปทำข่าวในกัมพูชาได้แล้ว

ในบางกรณีรัฐบาลกัมพูชาอาจจะไม่พอใจรายงานข่าวของต่างประเทศบ้าง แต่ส่วนใหญ่แล้วมักใช้การตอบโต้ สำนักงานนายกรัฐมนตรีกัมพูชาได้จัดตั้งหน่วยตอบโต้เร็วขึ้นมาตอบโต้และชี้แจงเรื่องต่างๆมากกว่าจะใช้การปิดกั้นด้วยระเบียบการเดินทางเข้าประเทศหรือการใบอนุญาตทำงาน

 

เกี่ยวกับผู้เขียน: สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี บรรณาธิการข่าวต่างประเทศ หนังสือพิมพ์ เดอะ เนชั่น (The Nation) มีประสบการณ์ในการทำข่าวความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวมทั้งลุ่มแม่น้ำโขงและปัญหาชายแดนมากว่า 20 ปี