“หัวอกนักข่าวทำเนียบ”


Photo courtesy กิตติชัย แสงสรรค์

ประสบการณ์ทำงานข่าว 14 ปี ถือว่า ยังน้อยนัก หากเทียบกับรุ่นพี่ๆ หลายคนที่ทำงานในสนามข่าว “ทำเนียบรัฐบาล”

ตอนนี้ผู้สื่อข่าวที่อายุมากสุดเห็นจะเป็น “เจ๊ยุ-ยุวดี ธัญญสิริ” อายุมากกว่า 60 ปี และเกษียณอายุจากหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ แต่หัวใจความเป็นคนข่าวก็ทำให้เธอต้องพาตัวเองมาทำเนียบรัฐบาลเกือบทุกวัน เพียงแต่ย้ายสังกัด ส่วนคำถามแสบ ๆ คัน ๆ รับประกันไม่มีเปลี่ยน (ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับอารมณ์ด้วย) 

ผู้เขียนจึงไม่รู้จะจำกัดความให้ตัวเองอยู่รุ่นไหนดี !

ถือเป็นความโชคดีที่การเริ่มทำงานในหนังสือพิมพ์เล็ก ๆ ทำให้ผู้สื่อข่าวใหม่ถูกมอบหมายให้ติดตามความเคลื่อนไหวของพรรคการเมืองใหญ่อย่าง “พรรคไทยรักไทย” มี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร (ยศในขณะนั้น) เป็นหัวหน้าพรรคและเป็นนายกรัฐมนตรี

ถือเป็นผู้มีนิสัยชอบปะทะคารมกับนักข่าวเป็นอาชีพ !

มีอยู่วันหนึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ มาประชุมที่พรรคไทยรักไทย (ตึกชินวัตร 3 ) แล้วตอบคำถามผู้สื่อข่าวแบบหัวเสีย ว่าด้วยเรื่องการจ่ายเงินพิเศษให้ ส.ส.พรรคเป็นรายหัวและเรื่องอีกหลายเรื่อง

ปกติแล้วนักข่าวที่ติดตามการทำงานของพรรคการเมืองที่เป็นรัฐบาล มักจะกลายเป็นนักข่าวประจำทำเนียบรัฐบาลไปในตัว เพราะถือว่ารู้จักแหล่งข่าว รู้จักรัฐมนตรี และนายกรัฐมนตรี

ปกติแล้วนักข่าวหนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ วิทยุ ก็จะมีธรรมชาติไม่เหมือนกัน และแบ่งกันเป็นกลุ่ม ๆ ตามธรรมชาติ

แต่วันนั้นกระแสการจ่ายเงินพิเศษให้ ส.ส.พรรคฯ มาแรงแซงทางโค้งหลาย ๆ เรื่อง เพราะเป็นกระแสข่าวที่ทำให้รู้สึกว่า หัวหน้าพรรคทำเสมือนผู้แทนปวงชนเป็นลูกจ้างบริษัท ต้องรับเงินจากกระเป๋าเงินส่วนตัวหัวหน้าพรรค

นักข่าวจึงรวมพลังกันรุมถามจนนายกรัฐมนตรีต้องเอามือล้วงกระเป๋า แล้วเดินหนีขึ้นลิฟท์ไปแบบทันควัน พร้อมกับเอ่ยคำว่า “ไม่ไหวแล้วโว้ย!” เป็นที่มาของพาดหัวข่าวหนังสือพิมพ์บางฉบับในเช้าวันถัดมา พร้อมกับข้ออ้างของนายกฯ หลังจากนั้นว่า “ดาวพุธแทรกจึงให้สัมภาษณ์ไม่ได้”

นักข่าวทำเนียบและนักข่าวประจำพรรคฯ จะมี “หน่วยหน้า” หรือ “นักข่าวขาประจำ” ที่กล้าถามและมีคำถามคมๆ อยู่ชนิดที่นับหัวได้ ตอนนี้บุคคลที่อยู่ในกลุ่มนี้ก็ต่างเติบโต บ้างไปเป็นบรรณาธิการ บัญชาการข่าวในสำนักพิมพ์ บ้างย้ายงาน ย้ายองค์กร แล้วแต่เหตุผลของแต่ละคน

ช่วงที่ผู้เขียนมีทำเนียบรัฐบาลเป็นฐานที่มั่นในการฝึกฝนวิชาชีพข่าว เห็นรุ่นพี่คนหนึ่งที่นับได้ว่าเป็นไม้เบื่อไม้เมากับนายกฯ ทักษิณ หากเอ่ยชื่อคงรู้จักกันดี เกือบทุกครั้งพวกเราจะช่วยกันลุ้นว่า คำถามของพี่เขาจะทำให้วงแตกหรือเปล่า ถ้ารุ่นพี่คนนี้อยู่ร่วมวงสัมภาษณ์ด้วย ก็ไม่ต้องสืบเลย “วันนั้นจะไม่มีข่าวนายกฯ” หรือ มีข่าวว่า “นายกฯ ไม่ยอมตอบคำถาม” หรือ “เกิดวิวาทะของผู้นำกับนักข่าว”

คำถามแรง ๆ ตรง ๆ บางครั้งเสียดแทงใจดำนายกฯ ทำให้คนใกล้ชิดถึงกับเดินมาที่ห้องนักข่าว หรือ ที่เรียกว่า “รังนกกระจอก” เพื่อสืบพฤติกรรมของนักข่าว


อดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร, สมัคร สุนทรเวช, พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์

แต่ละยุค แต่ละสมัย ผู้นำรัฐบาลมักจะปฏิบัติกับนักข่าวแตกต่างกัน แต่ก็ไม่เคยมีครั้งใดที่นักข่าวทำเนียบจะหยุดถามคำถามแรง ๆ ตรง ๆ

ในยุคของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี เป็นช่วงที่แทบไม่มีวิวาทะระหว่างนักข่าวกับผู้นำ จนสมญานามว่า “ขมิ้นกับปูน” แทบจะไม่เกิดขึ้น อาจเป็นเพราะ พล.อ.สุรยุทธ์ ใจเย็นและใช้วิธีการตอบเลี่ยงคำถาม หรือ ยิ้มแทนคำตอบ แม้นักข่าวจะช่วยกันไล่บี้ด้วยคำถามแรง ๆ และมีคำถามเดิม ๆ ว่าด้วยเรื่องการจัดการกับระบอบทักษิณที่เป็นข้ออ้างการยึดอำนาจ แต่พล.อ.สุรยุทธ์ก็ยังยิ้มได้

ตอนนั้นนักข่าวมีวิธีการทำงานด้วยการช่วยกันตะล่อมให้นายกฯ ตอบคำถามให้ได้ เพราะนักข่าวแต่ละสำนักก็ล้วนแล้วแต่มีประเด็นที่ได้รับการคำสั่งจากหัวหน้ามาแตกต่างกัน ในแต่ละวันทำให้เราต้อง “เฝ้าข่าว” หรือ ดักรอเพื่อให้นายกฯ ยอมพูด

ถือเป็นวิธีการทำงานแบบไทย ๆ ที่ผ่านมาแล้วหลายปีผู้เขียนก็ยังเห็นว่า นักข่าวทำเนียบยังมีความสุข (หรือเปล่า) กับวิธีการดักรอสัมภาษณ์แหล่งข่าวหน้าตึกแดง หน้าตึกสันติไมตรี ฯลฯ

ยังไม่ทันที่รัฐบาลที่มาจากการยึดอำนาจจะพ้นไป ผู้เขียนก็ต้องย้ายสังกัด โดยได้รับมอบหมายให้ไปประจำที่สำนักงานคณะกรรมการเลือกตั้ง หรือ กกต. ทำให้ได้พบคุณสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีคนถัดมาต่อจากนั้น (ขณะนี้เสียชีวิตแล้ว)

ตอนนั้นผู้เขียนติดนิสัยนักข่าวทำเนียบที่มักตั้งคำถามตรง ๆ แรง ๆ โดยยังไม่รู้ฤทธิ์ของคนชื่อ “สมัคร สุนทรเวช” แม้จะเคยอ่าน “สันดานหนังสือพิมพ์” ที่คุณสมัครเขียนแล้ว แต่ตัวอักษรก็ไม่ได้ซึมลึกเข้าไปในเส้นเลือดฝอยเลยแม้แต่น้อย  

วันนั้นผู้เขียนถามคุณสมัคร ก่อนที่จะเข้าชี้แจงกับคณะอนุ กกต.ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชาชน (ในตอนนั้น) ผู้เขียนจำไม่ได้แม่นยำว่า เป็นเรื่องการมาชี้แจงแทนกรณีมีผู้กล่าวหาให้ยุบพรรคไทยรักไทยหรือไม่ แต่จำได้แม่นยำว่า วันนั้นผู้เขียนเป็น “หน่วยหน้า” ที่ถามคำถามก่อนใคร

คำถามแรก....ถามถึงทิศทางการทำงานร่วมกับคุณเสนาะ เทียนทอง ในสนามเลือกตั้งอย่างไร เพราะตอนนั้นคุณเสนาะได้ตีจากพรรคไทยรักไทยไปแล้ว

ส่วนอีกคำถาม...เป็นเรื่องคดีความของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบของคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.)จะส่งผลต่อการหาเสียงหรือไม่ ผู้เขียนถามคำถามเรื่องนี้ค่อนข้างตรง จนทำให้คุณสมัครชี้หน้าถามกลับว่า “อยู่สังกัดไหน” ผู้เขียนจึงตอบชื่อต้นสังกัดไป คุณสมัครจึงบอกว่า “จะบอกให้เจ้าของสำนักพิมพ์จัดการ..คอยดู” แต่จังหวะนั้นสันดานนักข่าวทำเนียบฯ บอกให้ผู้เขียนต้องได้คำตอบ จึงถามต่อด้วยคำถามเดิม แต่แทนที่จะได้คำตอบกลับทำให้ผู้ถูกสัมภาษณ์โมโหและเกรี้ยวกราดอย่างหนัก แล้วเดินจากไปโดยไม่ตอบคำถามของเพื่อนผู้สื่อข่าวคนอื่น

ผลของวันนั้น คือ ในรุ่งเช้าไม่มีข่าวที่ต้องการ แต่มีข่าวการปะทะคารมของว่าที่นายกฯ กับนักข่าว

ครั้งนั้นผู้เขียนได้รับบทเรียนว่า “การมีแต่ฝีปากกล้า แต่ไม่มีศิลปะ ถามคำถามแหล่งข่าวบางคนในประเทศนี้ไม่ได้”

โชคดีที่หลังจากนั้น ผู้เขียนแทบไม่มีโอกาสให้ต้องสัมภาษณ์คุณสมัคร ไม่เช่นนั้นคงไม่ถูกถามแค่ต้นสังกัด แต่อาจต้องถามถึงชื่อผู้ปกครองกันเลยทีเดียว !  

แต่ผู้เขียนโชคร้ายที่ในชีวิตนักข่าวยังไม่เคยทำงานร่วมกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน เพราะก็ได้ยินข่าวมาว่า ท่านเป็นคนมีอารมณ์ขัน แม้จะปากดี แต่ใจอาจไม่ร้ายเหมือนปากก็ได้

เสียดาย....เพราะการทำงานร่วมกับนายกฯ คนนี้ อาจมีเรื่องให้ต้องบันทึกไว้ให้ลูกหลานเรียนรู้ทุกวันก็เป็นได้

เกี่ยวกับผู้เขียน: เริ่มงานข่าวที่หนังสือพิมพ์แนวหน้าเป็นผู้สื่อข่าวการเมืองประจำทำเนียบรัฐบาลปี 2545 และติดตามความเคลื่อนไหวพรรคไทยรักไทย จากนั้นเปลี่ยนงานเป็นเจ้าหน้าที่สื่อสารองค์กรของสำนักงานสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ก่อนจะกลับเข้าสู่วงการข่าวอีกครั้งด้วยการผู้สื่อข่าวการเมืองของหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ก่อนจะย้ายค่ายไปอยู่ที่หนังสือพิมพ์มติชน เป็นผู้สื่อข่าวการเมือง ประจำคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กระโดดเข้าสู่ลู่วิ่งใหม่ในวงการทีวีปี 2553 ด้วยการเป็นโปรดิวเซอร์รายการตอบโจทย์ เป็นผู้ช่วยบรรณาธิการรายการ “เปิดปม” ที่สถานีไทยพีบีเอส ปัจจุบันเป็นผู้สื่อข่าวเฉพาะกิจของไทยพีบีเอส