ผู้นำกับการสื่อสาร

ถ้าไม่นับพวกที่ไม่ยอมสื่อสารกับสังคมเลย ผู้นำไทยน่าจะจัดอยู่ในกลุ่มที่สื่อสารไม่เป็นและล้มเหลวแห่งอาเซียนเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากกองงานโฆษกสำนักนายกรัฐมนตรีออกระเบียบใหม่เพื่อจัดระเบียบการทำข่าวของผู้สื่อข่าวที่ทำเนียบรัฐบาล โดยกำหนดให้ผู้สื่อข่าวต้องแจ้งชื่อและสังกัดก่อนจะตั้งคำถามกับนายกรัฐมนตรีและจำกัดคำถามในการการถามแต่ละครั้งไม่เกิน 4 คำถามเท่านั้น

ระเบียบปฏิบัติดังกล่าวออกหลังจากที่นายกรัฐมนตรีได้แสดงความพลุ่งพล่านบันดาลโทสะต่อหน้าธารกำนันถึงขั้นผรุสวาทใส่ผู้สื่อข่าวอย่างเอาเป็นเอาตาย เพราะโกรธใครมาก็ไม่ทราบ ส่งผลให้ภาพพจน์แห่งความเป็นผู้นำเสียหายย่อยยับ แต่ทว่าความพยายามที่จะกู้ชื่อด้วยการออกระเบียบแบบนั้นยิ่งกลับกลายเป็นสิ่งซ้ำเติมความอ่อนด้อยของงานสื่อสารมวลชนของรัฐบาลเข้าไปอีก

ความจริงแล้ววิธีการที่สำนักนายกรัฐมนตรีนำมาใช้นั้นก็ไม่ได้เป็นสิ่งแปลกใหม่หรือผิดปกติอะไร แม้แต่กับผู้สื่อข่าวไทยซึ่งระยะหลังเริ่มเคยชินกับการถูกจัดระเบียบแล้ว ผู้นำหลายประเทศในโลกไม่ว่าในโลกเสรีหรือในโลกไม่เสรีก็ล้วนไม่นิยมการตอบคำถามแบบถูกรุมล้อมซักถามจนไม่ได้ความ พวกเขาต่างอยากฟังคำถามที่ชัดเจน จากผู้สื่อข่าวที่แจ้งนามและสังกัดอย่างชัดเจน เพื่อจะให้ได้รู้จักกันหรือรู้แนวทางของการนำเสนอไว้บ้าง ในการจัดการแถลงข่าวไม่ว่าระดับไหน ระดับชาติหรือระดับโลก ผู้จัดการมักจะแจ้งต่อผู้สื่อข่าวไว้ก่อนเสมอว่า ท่านผู้นำมีเวลาเท่าใด ท่านจะตอบคำถามได้กี่คำถาม ก่อนตั้งคำถามขอให้ผู้ถามแนะนำตัวเองด้วยชื่อและต้นสังกัด เรื่องนี้เป็นสิ่งปกติมาก ไม่จำเป็นที่หน่วยงานของท่านผู้นำจะต้องออกระเบียบเป็นลายลักษณ์อักษรแต่อย่างใด


นายกรัฐมนตรี ลี เซียน ลุง โพสต์ภาพนี้โดยบรรยายว่า “Wefie with Cambodian PM Hun Sen, Vietnamese PM Nguyễn Tấn Dũng, and Laotian DPM and Foreign Minister Thongloun Sisoulith.”

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าหลายประเทศหรือผู้นำหลายคนมีแนวทางในการให้ข่าวแบบขึ้นโพเดียมแถลง แต่ในหลายกรณีการให้สัมภาษณ์ก็เป็นไปแบบไม่ได้เตรียมการ เช่นถูกนักข่าวดักรอถามก่อนขึ้นหรือลงจากรถหรือก่อนเข้าที่ประชุมที่ทำงาน เช่นนั้นย่อมไม่อาจจะจัดระเบียบได้เพราะเป็นการเสียเวลาทั้งสองฝ่าย สถานการณ์เช่นนั้นผู้นำอาจจะเลือกหลีกเลี่ยงไม่ตอบคำถามหรือเดินหนีไปเสียก็ย่อมทำได้ แต่อาจจะพลาดโอกาสที่จะได้ชี้แจงเรื่องสำคัญในเวลาเร่งด่วนไปได้ ผู้นำที่ดีมักจะหยุดตอบคำถามที่สำคัญสัก 2-3 คำถามแล้วก็จากไป ก็เป็นการสมประโยชน์สมประสงค์กันทั้งสองฝ่าย ผู้นำก็ได้ชี้แจงหรือตอบข้อสงสัย สังคมนักข่าวก็ได้เรื่องไปส่งสำนักงาน ความสัมพันธ์ก็จะไปได้โดยราบรื่นไม่ต้องหงุดหงิดใส่กัน

แต่สถานการณ์และความก้าวหน้าของการสื่อสารในยุคปัจจุบันนี้ ทำให้ผู้นำและนักข่าวมีทางเลือกมากมายในการออกข่าวและแสวงหาข่าว ผู้นำระดับโลกตั้งแต่ประธานาธิบดีสหรัฐไปจนถึงนายกรัฐมนตรีของกัมพูชา ต่างใช้โซเชียลมีเดียกันอย่างคล่องแคล่วและหลายรายสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทวิตเตอร์และเฟซบุ๊กดูเหมือนจะเป็นช่องทางที่ได้รับความนิยมมากในหมู่ผู้นำปัจจุบัน

ผู้นำที่ฉลาดจะใช้การสื่อสารทางโซเชียลมีเดียใน 2 ลักษณะคือ ใช้เพื่อประชาสัมพันธ์กิจกรรมและนโยบายของตัวเองและประการที่สองใช้เพื่อชี้แจงเรื่องสำคัญที่ต้องการอย่างเร่งด่วน ในกรณีที่ไม่มีเวลา(หรือไม่ต้องการ) พบปะกับผู้สื่อข่าว ผู้นำสำคัญของโลก เช่นที่ ทำเนียบขาวของสหรัฐและกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐมีทีมงานสำหรับการสื่อสารทางนี้อยู่แล้ว แต่ผู้นำหลายคนมักจะมีบัญชีส่วนตัวและลงมือสื่อสารด้วยตัวเองหรือบอกให้ทีมงานจัดทำในเวลาที่ต้องการ

ในกลุ่มอาเซียนมีผู้นำเพียง 4 จาก 10 เท่านั้นที่ใช้โซเชียลมีเดียในการสื่อสารได้ดี กล่าวคือ นายกรัฐมนตรี ลี เซียน ลุง แห่งสิงคโปร์ นายกรัฐมนตรี ฮุนเซน แห่งกัมพูชา นายกรัฐมนตรี นาจิบ ราซัค แห่งมาเลเซีย และประธานาธิบดี อาคีโน แห่งฟิลิปปินส์ คนอื่นๆเช่น ประธานาธิบดี โจโค วิโดโด แห่งอินโดนีเซีย และประธานาธิบดี เต็งเส่ง แห่งพม่า มีบัญชีทางการในชื่อของตัวเองแต่ดำเนินการและจัดการโดยเจ้าหน้าที่รัฐบาล ไม่ได้ทำด้วยตัวเอง

ในกรณีของพม่านั้นผู้นำคนสำคัญในระดับรอง เช่นพลเอก อาวุโส มิน อ่อง หล่าย และ อดีตประธานสภาฉ่วย มาน จัดได้ว่าเป็นผู้ที่ใช้การสื่อสารทางโซเชียลมีเดียได้อย่างมีประสิทธิภาพมาก สองท่านนี้ให้ข่าวที่สำคัญและแสดงท่าทีทางการเมืองผ่านโซเชียลมีเดียมากกว่าใครทั้งหมด ฉ่วย มาน แถลงยอมรับความพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งและแสดงความยินดีต่ออ่องซานซูจีผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ในขณะที่ มิน อ่อง หล่าย แจ้งข่าวการพบปะกับอ่องซาน ซูจีทุกครั้งผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว

ในบรรดาผู้นำรัฐบาลที่ใช้โซเชียลมีเดียได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุดได้แก่ นายกรัฐมนตรีลี แห่งสิงคโปร์ เพราะทำด้วยตนเอง รู้เวลา และเนื้อหาที่ควรจะสื่อสารอย่างชัดเจน ในการเดินทางเยือนสหรัฐเพื่อร่วมประชุมสุดยอดอาเซียนสหรัฐเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา นายกลี ได้ใช้เฟซบุ๊กของเขาสื่อสารกับประชาชนตลอดเวลาว่าเขาได้พบผู้นำสำคัญในโลกและทำกิจกรรมอะไรบ้าง มีความหมายอย่างไร การโฟสข้อความของนายกลีเป็นไปอย่างมีสีสัน ไม่แห้งแล้งเหมือนผู้นำคนอื่นๆ อีกทั้งสอดแทรกนโยบายของรัฐบาลไปด้วยเสมอๆ

นายกรัฐมนตรีนาจิบ โพสต์เพื่อแสดงความรู้สึกของเขาในเรื่องที่คนมาเลเซียให้ความสนใจมากอยู่เรื่องหนึ่งคือฟุตบอลโดยเฉพาะอย่างยิ่งลูกฟรีคิกพิสดารของนักเตะมาเลย์คนหนึ่งเมื่อเร็ว ๆ นี้เพื่อแสดงให้เห็นว่า เขาก็ติดตามในเรื่องที่ประชาชนธรรมดาสามัญให้ความสนใจเช่นกัน

นายกรัฐมนตรีฮุนเซน เริ่มใช้เฟซบุ๊กเพื่อสื่อสารกับประชาชนเมื่อไม่นานมานี้เอง แต่ก็ยังถือว่าอยู่ในระดับเริ่มต้นและยังไม่มีทิศทางที่ดีนักเมื่อเปรียบเทียบลีเซียนลุงหรือมินอ่องหล่าย เพราะว่าไม่เป็นที่ต้องตาต้องใจของสื่อมวลชนเท่าใดนัก ฮุนเซน ใช้เฟซบุ๊กเพื่อแสดงกิจกรรมในลักษณะโปรโมทตัวเองมากเกินไป แต่ก็มีบ้างบางครั้งเช่นการโพสต์รูปตัวเองไปรดน้ำต้นไม้ที่สวนสาธารณะหน้าวิมานเอกราชเพื่อกระตุ้นให้ประชาชนช่วยกันรักษาสภาพแวดล้อมและความสะอาดของกรุงพนมเปญ แต่ก็ยังไม่เป็นที่ฮือฮามากเท่าใดนัก แต่ก็จัดได้ว่ามีความพยายามและมองเห็นความสำคัญในการสื่อสารกับประชาชนผ่านช่องทางนี้แล้ว

ผู้นำที่แสดงความไม่สนใจหรือแม้แต่รังเกียจรังงอนโซเชียลมีเดียคือ อ่องซาน ซูจี แห่งพม่า และ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ของไทย ซูจีนั้นบ่นว่าประชาชนโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ติดโซเชียลมีเดียมากเกินไปจนไม่เป็นอันทำอะไร ในขณะที่พลเอกประยุทธ์นั้นความจริงก็เล่นไลน์กับคนสนิท แต่กลับไม่สนใจใช้โซเชียลมีเดียสื่อสารกับประชาชนในวงกว้าง ทั้งชอบแสดงความหงุดหงิดให้คนเอาไปเม้าท์กันในโลกโซเซียลบ่อยๆ

ผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ย่อมไม่ดูแคลนการสื่อสารในโซเชียลมีเดียหรือเสียเวลาไปทะเลาะกับผู้สื่อข่าวด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่อง ทำนองว่าผู้สื่อข่าวควรถามอะไรและตัวเองควรตอบอะไร ผู้นำที่ฉลาดจะช่วงชิงการสื่อสารไปยังประชาชนได้เสมอโดยไม่ต้องรอผู้สื่อข่าวซึ่งบางครั้งก็อาจจะเซ่อซ่าหรือไม่ก็เอาแต่ด่าทอ บางพวกก็เอาแต่จะมุ่งประจบประแจงผู้นำจนเกินไปจนทำให้บดบังเนื้อหาที่ต้องการสื่อสารไปจนสิ้น  การสื่อสารทางโซเชียลมีเดียปัจจุบันนี้ครอบคลุมและเข้าถึงประชาชนได้มาก นายกรัฐมนตรีฮุนเซน ได้ 2 ล้านกว่าไลค์ ในขณะที่นายกลีได้ล้านกว่า แน่นอนในจำนวนนั้นอาจจะมี make ขึ้นมาบ้างแต่เชื่อว่าอีกจำนวนไม่น้อยเป็นของจริง ซึ่งก็น่าจะเป็นจำนวนคนติดตามที่ไม่ได้ด้อยกว่าสื่อกระแสหลักหรืออาจจะมากกว่าด้วยซ้ำไปถ้าหากเปรียบเทียบกับกับยอดพิมพ์ของหนังสือพิมพ์ในประเทศไทย

เกี่ยวกับผู้เขียน: สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี บรรณาธิการข่าวต่างประเทศ หนังสือพิมพ์ เดอะ เนชั่น(The Nation) มีประสบการณ์ในการทำข่าวความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวมทั้งลุ่มแม่น้ำโขงและปัญหาชายแดนมากว่า 20 ปี