ส่วนขยายของรัฐและเสรีภาพที่พูดด้วยริมฝีปากเพียงข้างเดียว


นายแดเนียล รัสเซล ผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ ให้สัมภาษณ์ ณัฏฐา โกมลวาทิน” ผู้ดำเนินรายการ "ตอบโจทย์" ทางสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส (ภาพจาก https://www.facebook.com/usembassybkk/photos_stream)

อาจารย์บุญรักษ์ บุญญะเขตมาลา ปรมาจารย์ทางด้านสื่อสารมวลชน เป็นผู้ประดิษฐ์คำว่า “ส่วนขยายของรัฐ”และ “เสรีภาพที่พูดด้วยริมฝีปากเพียงข้างเดียว” เพื่ออธิบายสถานะของวงการสื่อสารมวลชนไทยในยุคทศวรรษที่ 1980-1990

ในความหมายเดิมของอาจารย์บุญรักษ์นั้นสื่อมวลชนที่ทำตัวเป็นส่วนขยายของรัฐคือบรรดาวิทยุกระจายเสียงและโทรทัศน์ซึ่งทำหน้าที่ในการโฆษณาประชาสัมพันธ์ให้กับรัฐมากกว่าจะทำตัวเหมือนพวกฐานันดรที่สี่ที่คอยวิพากษ์วิจารณ์รัฐอย่างพวกหนังสือพิมพ์ ความจริงก็ไม่แปลกอะไรที่สื่อเหล่านั้นจะทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงทางด้านการเมือง อุดมการณ์และวัฒนธรรมให้กับรัฐเพื่อกล่อมเกลาสังคมเพราะว่าสื่อเหล่านั้นเป็นของรัฐหรืออยู่ภายใต้การควบคุมอย่างเข็มแข็งของรัฐอยู่แล้ว

ส่วนเสรีภาพที่พูดด้วยริมฝีปากเพียงข้างเดียวนั้น อาจารย์บุญรักษ์ใช้เรียกสถานการณ์ของเสรีภาพวงการสื่อสารมวลชนไทยในยุคที่อยู่ภายใต้การควบคุมอย่างเข้มงวด คือการที่รัฐหรือผู้มีอำนาจควบคุมให้สื่อสารมวลชนให้อยู่แต่ในกรอบหรือภายในเส้นที่ตัวเองต้องการเท่านั้น

ถ้าจะใช้คำศัพท์เหล่านั้นมาอธิบายสถานการณ์ของสื่อสารมวลชนไทยปัจจุบันคงจะต้องมีการดัดแปลงสักเล็กน้อย กล่าวคือ สื่อมวลชนปัจจุบันส่วนที่อยู่ในความครอบครองของรัฐมีไม่มากนัก หลักๆก็ยังได้แก่บรรดาโทรทัศน์และวิทยุในระบบเก่าซึ่งก็รวมถึงอะไรที่เรียกว่าสื่อสาธารณะด้วย แต่สื่อส่วนใหญ่นั้นปัจจุบันอยู่ในมือเอกชนและกลุ่มทุน ทั้งสิ่งพิมพ์ และดิจิตอลในรูปแบบต่างๆ (ทีวี อินเดอร์เนท เป็นต้น) ตามหลักแล้วสื่อเหล่านี้น่าจะสามารถหลุดพ้นจากการควบคุมของรัฐหรือรัฐบาลได้แล้ว

ในประวัติศาสตร์การสื่อสารมวลชนไทยก็มักปรากฏว่า สื่อเอกชนนั้นจะขัดแย้งกับภาครัฐเสมอๆจนเกือบจะเป็นสภาพธรรมชาติ เพราะเอกชนนั้นถือว่า ตัวมีเสรีภาพพื้นฐานในการแสดงออกอยู่แล้ว ไม่มีความจำเป็นอะไรที่จะต้องคล้อยตามรัฐหรือรัฐบาลเลย และรัฐก็ไม่สิทธิอะไรจะมาควบคุมด้วย ความพยายามจะควบคุมจึงกลายเป็นความขัดแย้งเสมอ

แต่ปัจจุบันสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไปมาก สื่อมวลชนไทยจำกัดความขัดแย้งของตัวเองเอาไว้ที่กลุ่มทุนหรือกลุ่มการเมืองเฉพาะกลุ่มเท่านั้น พูดตรงไปตรงมาคือ พร้อมใจกันต่อต้านกลุ่มทักษิณเป็นสำคัญ เมื่อใดที่กลุ่มทักษิณมีอำนาจควบคุมรัฐบาล เมื่อนั้นสื่อก็จะเป็นปรปักษ์ต่อรัฐและเรียกร้องเสรีภาพของสื่อมวลชนกันอย่างขยันขันแข็ง

แต่สถานการณ์ในปัจจุบัน การเมืองเปลี่ยนข้างฝ่ายต่อต้านทักษิณสมคบกับกองทัพยึดอำนาจรัฐได้ สื่อมวลชนที่ต่อต้านทักษิณจึงพร้อมใจกันทำตัวเป็น “ส่วนขยาย” ของรัฐทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงให้กับรัฐและรัฐบาลไปเสียทั้งหมด โดยที่ประโยชน์สาธารณะและเสรีภาพประชาธิปไตยอย่างที่สื่อมวลชนในอดีตเคยสัญญาว่าจะรักษาเอาไว้ด้วยชีวิตของตัวเองนั้นหายไปจากสารบบการสื่อสารมวลชนในประเทศไทยมาสักพักหนึ่งแล้ว นิยามของเสรีภาพประชาธิปไตยและประโยชน์สาธารณะถูกจำกัดกรอบเอาไว้แต่เพียงแคบๆว่า เท่ากับอะไรที่ตรงกันข้ามกับกลุ่มและผลประโยชน์ทักษิณเท่านั้นเอง

ดังนั้นการอธิบายและท่าทีของสื่อมวลชนไทยต่อปัญหาความสัมพันธ์ไทย-สหรัฐในระยะนี้เป็นสิ่งที่ทำความเข้าใจได้ไม่ยากนัก ว่าทำไมสื่อมวลไทยจึงพร้อมอกพร้อมใจเป็นสื่อชาตินิยมกันอย่างมาก รายงานข่าวและวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเหมือนกับ คณะรักษาความสงบแห่งชาติและรัฐบาลอย่างไม่ผิดเพี้ยน

 

สื่อมวลชนไทยนั้น ในอดีตที่ผ่านมาเป็นฝ่ายก้าวหน้าที่มักจะไม่ค่อยเห็นด้วยกับนโยบายต่างประเทศสหรัฐ แต่ระยะสิบกว่าปีผ่านมานี้ เฉพาะอย่างยิ่งหลังเหตุการณ์ 9/11 เมื่อเผชิญหน้ากับปัญหาการก่อการร้ายสากล กระแสหลักในวงการสื่อสารมวลชนไทยมีความเห็นอกเห็นใจและคล้อยตามสหรัฐอเมริกาอยู่ไม่ใช่น้อย การที่สหรัฐโจมตีประเทศนั้นประเทศนี้ด้วยข้ออ้างเรื่องการปราบก่อการร้าย มักไม่ค่อยได้รับการวิพากษ์วิจารณ์หรือต่อต้านอะไรจากสื่อมวลไทยเท่าใดนัก แม้แต่มีรายงานข่าวในสื่อตะวันตกว่า สหรัฐใช้ประเทศไทยอย่างลับๆในการปฏิบัติการต่อต้านการก่อการร้าย ก็ไม่มีสื่อมวลชนไทยแสดงความวิตกกังวลเกี่ยวกับปัญหานี้มากมายนัก ส่วนใหญ่มักมีความโน้มเอียงว่า สหรัฐเป็นมิตรประเทศของไทย แต่สื่อมวลชนก็ยังพอมีความเป็นธรรมอยู่บ้างที่ยอมรายงานความเห็นของนักวิชาการที่แสดงความห่วงใยว่าเรื่องแบบนี้จะเป็นการชักศึกเข้าบ้าน แต่โดยทั่วไปแล้ว ไม่มีใครเรียกร้องให้รัฐบาล (ทหาร) ต้องตรวจสอบติดตามอะไรมากมายนัก เมื่อทางการบอกว่า ไม่เคยมีเรื่องพวกนี้อยู่ในประเทศไทย สื่อทั้งหลายก็รามือไป ที่พอเห็นมีแสดงความกระตือรือร้นจะพูดเรื่องนี้บ้างเมื่อพอจับได้เลาๆว่า เรื่องพวกนี้น่าจะเกิดราวๆสมัยรัฐบาลทักษิณ แต่ก็อีกนั่นแหละพอสืบไปลึกๆว่า ก็มีบุคลากรของกองทัพที่เป็นใหญ่เป็นโตอยู่ทุกวันนี้คงจะพอรู้เรื่องบ้างก็เลยทำเป็นเฉยเสีย

ความรู้สึกในทางลบต่อสหรัฐในหมู่สื่อมวลชนไทยมาคุกรุ่นเอาเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมานี่เอง เมื่อ ผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ แดเนียล รัสเซล เดินทางมาวิจารณ์ คสช. อันเป็นที่รักของพวกเขาถึงในบ้าน ด้วย 3 ประเด็นหลักคือ เรื่องกฎอัยการศึก (ที่คงอยู่ยาวนาน) การปฏิรูป (ที่คับแคบ) และ การถอดถอนยิ่งลักษณ์ (อย่างไม่เป็นธรรมและไม่ชอบด้วยหลักนิติรัฐ)

 

สื่อมวลชนไทยจำนวนหนึ่งตั้งสมมติฐานเอาไว้ก่อนและยัดปากให้ที่ปรึกษารัฐบาลคนหนึ่งพูดจนได้ว่า กลุ่มอำนาจเก่า (ซึ่งหมายถึงกลุ่มทักษิณ) ใช้อำนาจ (ทางการเงิน) ของตัวเองเหนือรัฐบาลในวอชิงตันให้เคลื่อนไหวกดดัน คสช. ให้เลิกกฎอัยการศึก เพื่อเปิดทางให้กลุ่มเสื้อแดงและพรรคพวกของทักษิณได้เคลื่อนไหว ทั้งยังวิจารณ์แบบหยามเหยียดอันสร้างความปวดร้าวให้กับเจ้าหน้าที่ในรัฐบาลไทย (ย้ำว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐเท่านั้นประชาชนไทยส่วนใหญ่ไม่มีใครแสดงรู้สึกอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้) ว่ากระบวนการถอดถอนอดีตนายกรัฐมนตรีนั้น ไม่ใช่กระบวนการที่ชอบธรรมอะไรหากแต่มีแรงจูงใจจากปัญหาการเมืองล้วนๆ

สื่อมวลชนไทยซึ่งบัดนี้เป็นส่วนขยายอันสมบูรณ์แบบของรัฐแล้วจึงได้พร้อมใจกันใช้เสรีภาพที่พูดด้วยริมฝีปากเพียงข้างเดียวนั้น “จัดหนัก” บางเจ้าก็ “จัดเต็ม” ส่งกระแสเสียงไปถึงวอชิงตันถึงความร้าวรานใจอันหาที่เปรียบมิได้ไปเรียบร้อยแล้ว

ที่พอจะมีความรู้เกี่ยวกับการเมืองระหว่างประเทศระยะนี้อยู่บ้างก็โยนไปว่า สหรัฐต้องการบีบให้ไทยเป็นพวกเพื่อคานอำนาจกับจีนในเอเชียแปซิฟิก เพราะเห็นว่าไทยนั้นกำลังมีแสดงความโน้มเอียงเข้าไปหาจีนและให้ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจกับจีนอย่างล้นเหลือ แต่ก็พากันเตือนสหรัฐว่า เวลานี้ไทยถือไพ่เหนือกว่าสหรัฐหลายขุม ยิ่งสหรัฐด่าทอไทยมากเท่าไหร่ นั่นมันเท่ากับเป็นการผลักดันให้ไทยเข้าไปหาปักกิ่งอย่างไม่มีทางเลือก สื่อมวลชนอาวุโสบางคนรู้ดีว่า ไทยคงไม่สามารถและมันก็อันตรายเกินไปที่ไทยจะกระชับความสัมพันธ์ให้ใกล้กับจีนเข้าไปอีกเพียงเพื่อตอบโต้สหรัฐ จึงได้เสนอว่า ไทยควรมองไปที่อินเดียเป็นทางเลือกในแนวนโยบายต่างประเทศ เพราะอินเดียยุคปัจจุบันไม่ค่อยวิพากษ์วิจารณ์การเมืองภายในของใครเท่าไหร่แล้ว นับแต่เริ่มใช้นโยบายมองตะวันออก แต่ข้อเสนอนี้ดูจะช้าไปหลายก้าว เพราะโอบามา เยือนอินเดียอย่างแกรนด์ขณะที่ส่งรัสเซลมาด่าคสช.ถึงบ้านเมื่อสัปดาห์ก่อน

 

ไม่มีเลยสักรายในหมู่สื่อมวลชนอาวุโสที่แม้แต่เคยพูดจาเรียกร้องเรื่องสิทธิ เสรีภาพ และประชาธิปไตยมาชั่วชีวิตจะได้ตระหนักว่า สถานการณ์การเมืองไทยในปัจจุบันนี้สร้างปัญหาให้กับการพัฒนาประชาธิปไตยไทยจริงๆ หรือเห็นว่ากฎอัยการศึกนั้นเป็นปัญหาต่อเสรีภาพของประชาชนและที่สำคัญต่อสื่อมวลชนเองด้วย ทั้งๆที่รู้อยู่แก่ใจว่า ประชาชนไทยจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะในภาคท่องเที่ยวและภาคประชาชน ได้เรียกร้องมานานแล้วว่า กฎอัยการศึกนั้นสร้างผลเสียให้กับชีวิตและความเป็นอยู่ให้กับประชาชนจริงๆ เพราะในขณะที่พากันรายงานว่าประเทศไทยอยู่สุขสบายดีภายใต้กฎอัยการศึกนั้นก็ปรากฏว่า คสช. สั่งห้ามการแถลงข่าวเรื่องดัชนีชี้วัดเสรีภาพสื่อมวลไทย และรายงานสิทธิมนุษยชนไทย ยังไม่นับว่า สถานะของสิทธิมนุษยชนไทยถูกลดชั้น

เวลานี้ก็ยังไม่สาย ความจริงก็เป็นโอกาสอันดีด้วยซ้ำ ที่วงการสื่อสารมวลชนไทยจะได้ทบทวนตัวเองกันเสียทีว่า โรคเกลียดและกลัวทักษิณนั้น มันทำให้ความรู้ ความเข้าใจ ของสื่อมวลชนไทยต่อโลกและความสัมพันธ์ของมนุษย์โลกผิดเพี้ยนไปแค่ไหนเพียงใด  การกำจัดทักษิณและพวกนั้นเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ในทางการเมือง แต่ต้องโดยกระบวนการที่ชอบธรรมและเป็นประชาธิปไตยด้วย การที่พากันตอบโต้สหรัฐอย่างที่กำลังทำๆกันอยู่นั้น ไม่เพียงแต่ไม่ช่วยให้ความชอบธรรมแก่การรัฐประหารเท่านั้น หากแต่ยังทำให้วงการสื่อสารมวลชนไทยกลายเป็นพวกมือถือสากปากคาบนกหวีดที่ไร้ความน่าเชื่อถืออย่างไม่จบไม่สิ้น

เกี่ยวกับผู้เขียน: สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี บรรณาธิการข่าวต่างประเทศ หนังสือพิมพ์ เดอะ เนชั่น (The Nation)  มีประสบการณ์ในการทำข่าวความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวมทั้งลุ่มแม่น้ำโขงและปัญหาชายแดนมากว่า 20 ปี