ความรู้นักข่าว

บรรดาครูบาอาจารย์ทั้งในวงการสื่อสารมวลชนและนอกวงการต่างพูดกันเป็นเสียงเดียวว่า นักข่าวไทยสมัยนี้ไม่ค่อยมีความรู้หรือมีก็แค่งูๆปลาๆ เกินกว่าจะรู้เรื่องที่ตัวเองทำอย่างละเอียดละออแตกฉานพอจะสื่อสารและสร้างสรรค์ความคิดใหม่ๆให้กับสังคมนั้นหาทำยายากเต็มทน

คำปรารภเช่นนี้เห็นทีว่าจะจริง  และที่จริงนั้นก็ไม่เพียงแต่ว่า นักข่าวรุ่นใหม่ๆไม่ค่อยศึกษาหาความรู้กันเท่านั้น นักข่าวรุ่นเก่าๆก็พลอยทึกทักเอาว่า สิ่งที่ตัวเองรู้มาถูกต้องที่สุดแล้วอีกต่างหาก ไม่ค่อยจะได้ตรวจสอบกันเท่าไหร่ว่า ความรู้เช่นว่านั้นมาอย่างไร ตั้งอยู่บนมูลฐานของอคติแบบใดบ้างหรือเปล่า

ก็ไม่ค่อยแปลกอะไรที่เราจะเห็นนักข่าวทั้งใหญ่น้อยทุกวันนี้ แสดงความคิดเห็นแต่สิ่งเชยๆหรือโอ้อวดความเขลาในที่สาธารณะกันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน

หลายวันก่อนอ่านเจอข้อความที่สื่อมวลชนอาวุโสท่านหนึ่งแสดงความเห็นเรื่อง UNHCR (ข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ) กรณีจัดการให้คนไทยคนหนึ่ง ได้ลี้ภัยไปต่างประเทศโดยมีคนไทยกลุ่มหนึ่งเคลื่อนไหวเพื่อยุติการให้เงินบริจาคแก่ยูเอ็น ทำนองว่า..... “การให้สถานะผู้ลี้ภัยแก่นายตั้ง อาชีวะ และได้รับผลตอบสนองจากคนไทยที่ต่อต้านและรณรงค์ให้เลิกบริจาคเงินนั้น...เจ้าหน้าที่ยูเอ็นเอชซีอาร์ก็ต้องยอมรับผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการกระทำของตนเอง และทำหน้าที่ของตนต่อไปโดยไม่ต้องมาเรียกร้องขอความเห็นใจหรือยกเอาเรื่องการช่วยเหลือผู้ลี้ภัยมากล่าวอ้าง....”

ในฐานะที่เคยทำเรื่องพวกนี้มานาน ผมคิดว่า คงมีความจำเป็นจะต้องพูดเรื่องความรู้นักข่าวเสียแล้วแหละ

ความรู้ (Knowledge) โดยทั่วไปแล้วหมายถึง ข้อมูล+ความเข้าใจ การหาความรู้และวิชาว่าด้วยความรู้เป็นหนึ่งในสามสาขาใหญ่ของปรัชญา เรียกว่า ญาณวิทยา (epistemology) ความรู้นั้นมีอยู่ทั่วไปและมนุษย์มีวิธีการมากมายที่จะเข้าถึงความรู้นั้น

ทุกสาขาอาชีพ ไม่ว่านักข่าวหรือชาวนา ก็ล้วนแต่จะต้องมีความรู้อันเกี่ยวเนื่องกับเรื่องที่ตัวเองทำทั้งสิ้น ชาวนาคงปลูกข้าวไม่ได้ผลหากไม่รู้ว่า ตอนไหนข้าวต้องการน้ำมากน้อยเพียงใด ต้องใส่ปุ๋ยตอนไหน มีแมลงหรือพืชชนิดใดเป็นภัยต่อข้าวบ้างและตอนไหนเก็บเกี่ยวผลผลิตได้แล้ว

นักข่าวก็เช่นกัน กว่าจะเป็นนักข่าวได้ ก็ไม่ใช่สักแต่ว่าถือเครื่องบันทึกเสียงไปจ่อปากนักการเมืองให้เขาพูดอะไรก็ได้ แล้วก็มาเรียบเรียงส่งไปสำนักงาน ให้เขาเอาไปเผยแพร่ เป็นข่าว บทความ บทวิเคราะห์ ฯลฯ แต่จะทำอย่างนั้นได้ก็ใช้ "ความรู้" พอประมาณแหละ อย่างน้อยก็ต้องรู้หนังสือพออ่านออกเขียนได้ ถึงพอจะเปลี่ยนเสียงเป็นตัวหนังสือและบางทีก็ทำกลับไปให้เป็นเสียงและภาพได้อีกครั้งหนึ่ง

งานสื่อมวลชนเป็นงานใช้ปัญญาโดยสภาพ ดังนั้นต้องการ "ความรู้" มากกว่าปกติธรรมดาอยู่สักหน่อย นักข่าวต้องมีความรู้ คือ มีข้อมูล ข่าวสาร บวกกับ ความเข้าใจ เรื่องต่างๆดีพอเพื่อจะแปรเรื่องพวกนั้นให้ คนทั่วๆไป ซึ่งเรียกว่ามวลชนคือคนหมู่มาก ไม่เลือกหน้า เพศ อายุ ผิวพรรณหรือชาติพันธุ์ เข้าถึงมันได้

นักข่าวนั้นโดยหน้าที่ต้องหา "ข้อมูลและข่าวสาร" อยู่แล้วสิ่งที่ขาดคือ "ความเข้าใจ" เพื่อประกอบกันออกมาเป็นความรู้ที่จะนำไปสื่อสาร แต่หลายคนนั้นเป็นแต่เพียงพออ่านออกเขียนได้ แต่ขาดทั้งข้อมูลและความเข้าใจ อันนั้นเรียกว่าไม่มีความรู้เลย บางจำพวกก็มีทั้งข้อมูลและความเข้าใจแต่ไม่ดีพอ ประเภทหลังนี้ค่อนข้างมากและเป็นประเด็นสำคัญให้เราต้องพูดกันในที่นี้

กรณี UNHCR – United Nations High Commissioner for Refugees นั้นนักข่าวจะต้องเข้าใจว่า งานสำคัญของเขาคือปกป้องผู้อพยพ ซึ่งส่วนใหญ่คือผู้ที่หนีภัยแห่งความขัดแย้ง (ทางการเมือง) จากถิ่นที่อยู่ปกติของตนเองไปที่อื่น สมัยก่อนประเทศไทยร่วมมือกับยูเอ็นและประเทศตะวันตกทั้งหลายเปิดค่ายอพยพรับผู้ลี้ภัยสงครามอันเกิดจากความขัดแย้งทางลัทธิการเมืองจากอินโดจีนและระยะหลังก็จากพม่า ในจำนวนผู้ที่มาก็มีทั้งพวกไม่รู้อิโหน่อิเหน่ และผู้ที่มีความเห็นทางการเมืองแตกต่างจากกลุ่มอื่น (ที่มักจะได้แก่ฝ่ายที่มีอำนาจ) ซึ่งใช้กำลังคุกคามเขา ยูเอ็นมีหน้าที่ต้องให้ความคุ้มครองเขาเหล่านั้น ภาษาสากลเรียกว่า political asylum กรณีนายตั้งที่กล่าวถึงกันนั้นก็เช่นกัน ข้อเท็จจริงปรากฏว่าเขาจำต้องหนีไป เพราะเจ้าหน้าที่รัฐไทยหรือกลุ่มคนที่ไม่ชอบเขาไม่เห็นด้วยกับเขาใช้กำลัง( ซึ่งรวมถึงอำนาจทางกฎหมายด้วย) คุกคามเขาเพียงเพราะเขามีความเห็นทางการเมืองแตกต่างกัน ยูเอ็นจึงต้องคุ้มครองเขา ตามสิทธิของเขา ประเด็นก็มีอยู่เท่านั้น การวิพากษ์วิจารณ์ไปมากมายกระทั่งทวงบุญคุณ พูดถึงบาปบุญคุณโทษ นั้นจึงเกิดมาจาก “ความเข้าใจ” ที่ผิด และความเข้าใจที่ผิดนั้นก่อให้เกิดอวิชชา

ส่วนปัญหาว่า อวิชชานั้นมาจากไหน ก็มีประเด็นให้ต้องอภิปราย แต่ในกรณีที่วิพากษ์วิจารณ์ยูเอ็นแบบนั้นเห็นได้ชัดว่า อวิชชา เกิดจากอคติต่อตัวบุคคลและท่าทีทางการเมือง สื่อมวลชนอาวุโสท่านนั้น ในความเห็นของผมท่านเป็นคนมี “ความรู้” แต่สิ่งสำคัญประการหนึ่งซึ่งนักข่าวที่ดีต้องคอยหมั่นตรวจสอบด้วยว่า ตัวเองมีความรู้ แสวงหาความรู้แบบไหน มีอคติใดๆบดบังความรู้ของเราหรือจนทำให้กลายเป็นอวิชชาได้หรือเปล่า

นักข่าวนั้นสร้างความรู้ได้ 2 ทางคือ ทางแรก โดยการขวนขวายด้วยตัวเอง มี 3 วิธีที่จะทำให้นักข่าวสร้างความรู้ได้ด้วยตนเอง คือ 1 ฟัง ผู้รู้พูด วิธีนี้ง่ายๆ สมัยนี้มีคนอยากพูดเยอะ เมื่อมีเวลาก็ควรไปหาฟังการอภิปรายต่างๆ (โดยไม่ต้องทำข่าว) ฟัง คิด และตั้งคำถามต่อเนื่องกับสิ่งที่ได้ฟังว่าสมเหตุสมผลเพียงใด 2 อ่าน เพื่อค้นหาคำตอบในสิ่งที่นอกเหนือจากสิ่งที่ได้ฟังหรือตรวจสอบสิ่งที่ได้ฟังว่าถูกต้องเพียงใด การอ่านคือ ทำอย่างอาจารย์นิธิว่า “อ่านหนังสือให้เป็น” หมายความว่า ทำความเข้าใจกับตัวหนังสือ คำต่อคำ บรรทัดต่อบรรทัด และย่อหน้าต่อย่อหน้า แล้วครุ่นคิดว่าสิ่งที่อ่านเจอนั้นตอบคำถามบางอย่างในใจเราได้หรือไม่ 3 ซึ่งสำคัญ เป็นการสร้างความรู้ขั้นสูงคือ การค้นคว้า บางทีก็เรียกวิจัย นักข่าวที่ดีจะต้องใฝ่รู้ คือหมายความว่า ค้นคว้าในเรื่องที่ตัวเองทำด้วยว่า มันมีข้อมูล ข่าวสาร และความรู้กี่แบบที่จะทำให้เราเข้าใจเรื่องนั้นๆได้

โดยทั่วไปแล้ว นักข่าวไทยที่ขยันและจริงจังกับอาชีพตัวเองที่สุดจะทำแค่อย่างแรกคือ ฟัง และทำข่าวจากการฟังกันเสียเป็นส่วนใหญ่ ฟังแหล่งข่าวเล่า ฟังสัมมนา แล้วก็เอามาเรียบเรียงเป็นข่าว เป็นรายงาน บางคนถึงกับยกระดับการฟังพื้นๆนั้นว่า เป็นสกู๊ป (scoop) เลยก็มี (ทั้งที่ข้อเขียนหรือรายงานนั้นมันห่างไกลสิ่งที่เรียกว่าสกู๊ปหลายเท่านัก) เท่าที่สังเกตจากการอ่านงานของนักข่าวไทยแม้แต่พวกที่เขียนหนังสือจนได้ best seller ก็ทำแค่เขียนจากคำบอกเล่าเท่านั้น น้อยนักที่จะสะท้อนว่า ข้อเขียนนั้นมีพื้นฐานมาจากการอ่านด้วย ยังไม่ต้องนับว่า มันเกิดจากการค้นคว้า ศึกษา วิจัย เราสามารถหาอ่านงานเขียนที่พวกนักข่าวเขียนดีๆได้จากหนังสือพิมพ์ฝรั่ง งานเขียนแม้แต่ข่าวธรรมดาๆของพวกเขาก็ไม่ใช่แค่ว่า สัมภาษณ์แหล่งข่าวคนเดียวแล้วเขียนเลย หากแต่มันประกอบขึ้นจากการสัมภาษณ์ การอ่าน (สะท้อนได้จากมุมมองที่เขาเขียนกัน) และ ข้อมูลสนับสนุนหรือโต้แย้ง อย่างหลังนี่เกิดจากการค้นคว้าและศึกษา วิจัย แม้ว่าการวิจัยเช่นว่านั้นอาจจะไม่ถูกต้องตามระเบียบวิธีว่าด้วยการวิจัยแต่อย่างน้อยมันทำให้ได้ข้อมูลจำนวนมากมาสนับสนุนข้อเขียนและการรายงานข่าว

ไม่มีเวลาและงานเร่งรีบมาก แค่ส่งข่าวให้ทันชาวบ้านเขาแต่ละวันก็หมดเวลาแล้ว นี่มักเป็นข้ออ้างที่แสนโบราณ ซึ่งทางแก้คือ

ทางที่สองซึ่งจำเป็นอย่างมาก คือการลงทุนของบริษัทหรือสำนักงานสื่อสารมวลชนทั้งหลายสร้าง ศูนย์ข้อมูลหรือคลังความรู้ขึ้น เพื่อให้นักข่าวไม่ว่าเก่าหรือไม่แก่หรือหนุ่มสาวได้ใช้งาน กล่าวคือ เรื่องทุกเรื่องบนพื้นพิภพนี้มีไม่มากนักที่เป็นเรื่องใหม่ทั้งหมด ส่วนมากแล้วล้วนเป็นเรื่องที่มีที่มาเกี่ยวเนื่องกันทั้งสิ้น สมัยก่อนสำนักงานหนังสือพิมพ์จะมีห้องสมุดเก็บแฟ้มข่าว บางทีเรียกปูมข่าว  บันทึกเรื่องราวต่างๆที่ได้ทำสืบทอดกันมา นักข่าวใหม่เมื่อได้รับมอบหมายให้ทำเรื่องใดเรื่องหนึ่งต้องไปนั่งศึกษาบันทึกเหล่านั้นให้แตกฉานพอประมาณ จดจำลักษณะตัวละครและที่มาของเรื่องได้เป็นอย่างดี ถึงค่อยลงมือ “ทำข่าว” ก่อนวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ทุกสำนักงานจะมีคลังข้อมูลแบบนี้ไว้ใช้งาน ปัจจุบันดูเหมือนว่าไม่มีสำนักงานไหนให้ความสำคัญกับสิ่งนี้แล้ว แม้ว่าระบบคอมพิวเตอร์จะช่วยอำนวยความสะดวกให้กับการจัดเก็บข้อมูลและทำฐานข้อมูลได้มากขึ้น ใช้พื้นที่น้อยและสะดวกแก่การสืบค้น แต่ด้วยความที่มันจำเป็นจะต้องอาศัยเงินลงทุนอยู่บ้างขึงไม่ค่อยมีบริษัทไหนคิดทำ เมื่ออินเตอร์เนทแพร่หลายมากขึ้น ส่วนใหญ่มอบหมายให้อาจารย์กู๋ (google) เป็นกูรูและคลังความรู้ให้กับนักข่าว ถึงอย่างนั้นก็ไม่ค่อยมีนักข่าวใช้ประโยชน์จากมันนัก

เราจึงเห็นแค่รายงาน “ความเห็น” ของนักการเมือง ข้าราชการ พ่อค้า วาณิช อยู่ดาษดื่นตามสื่อมวลชน เพราะนักข่าวและสำนักงานข่าวไม่รู้ที่มาที่ไปของเรื่อง ไม่มี “ความรู้” เพียงพอจะคัดกรองหรือแยกแยะได้ว่าอะไรเป็นอะไร ประชาชนจึงได้รับข่าวแบบเดียวกันเป๊ะ แต่มาจากต่างสำนักกัน ด้วยว่าต้นฉบับมันเหมือนกันเพราะมาจากแหล่งเดียวกันนั่นเอง นึกไม่ค่อยออกว่า ทำไมทุกสำนักข่าวต้องมีผู้สื่อข่าวประจำทำเนียบรัฐบาล ติดตามนายกรัฐมนตรีมากมายนัก เพราะมันได้เรื่องเดียวกันมาทั้งหมด จะมีแตกต่างกันบ้างบางเวลาคือ นักข่าวฟังมาผิดหรือลอกผิดเท่านั้นเอง

ในวาระโอกาสที่จะมีการปฏิรูปสื่อสารมวลชนกัน ใคร่จะเสนอไว้สักหน่อยว่า ช่วยคิดค้นหาวิธีการอันซึ่งจะทำให้บรรดาบุคคลากรทางด้านการสื่อสารมวลชั้นมีวัฒนธรรมแห่งการใฝ่รู้ใฝ่เรียนกันมากกว่านี้สักหน่อย มีสถาบันฝึกอบรมแบบใดหรือกำหนดมาตรฐานการสื่อสารแบบใดที่ให้วงการนี้ยืนอยู่บนพื้นฐานของวิชาความรู้มากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันได้บ้างก็เห็นว่าสมควรทำหรือนำเสนอขึ้นมาบ้างนะครับ

สำคัญที่สุดคือ ทำอย่างไรประเทศไทยจะมีการสร้างระบบแห่งการเข้าถึงข่าวสารข้อมูลให้ได้เสรีมากขึ้นกว่านี้สักหน่อยคงดี บางทีแม้แต่ข้อมูลพื้นๆในหน่วยราชการ อันเป็นพื้นฐานสำคัญในการรายงานข่าวเพื่อความถูกต้องชัดเจนนั้นก็หาไม่ได้เอาเสียเลย
 

เกี่ยวกับผู้เขียน: สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี บรรณาธิการข่าวต่างประเทศ หนังสือพิมพ์ เดอะ เนชั่น (The Nation)  มีประสบการณ์ในการทำข่าวความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวมทั้งลุ่มแม่น้ำโขงและปัญหาชายแดนมากว่า 20 ปี