ฉายาแหล่งข่าว.. เส้นแบ่งของสีสัน และศักดิ์ศรีมนุษย์

ก่อนสิ้นปีของทุกๆ ปี ทั้งสื่อมวลชนและคอการเมืองมักสนใจติดตาม “ฉายาแหล่งข่าว” ที่นักข่าวสายทำเนียบฯ และสายสภาฯ เปิดเผยออกมา และหลายปีที่ผ่านมา ฉายาของแหล่งข่าว ซึ่งสะท้อนพฤติกรรมของนักการเมืองเด่น-ดับในปีนั้นสร้างความฮือฮาถูกอกถูกใจบรรดากองเชียร์-กองแช่งทางการเมืองไม่น้อย

เตมีย์ใบ้, ผู้ดีรัตนโกสินทร์, จิ๋ว หวานเจี๊ยบ , ช่างทาสี-ชวน เชื่องช้า-นายประกันชั้น 1, นายทาส ฯลฯ ฉายาเหล่านี้คนติดตามข่าวการเมืองคงจะเดาไม่ยากว่าใครเป็นใคร นั่นคือฉายานักการเมืองเมื่อเกือบสองทศวรรษที่ผ่านมา 

หรือฉายา “พ่อมดมนต์เสื่อม” ในสมัยรัฐบาลทักษิณ 2, รัฐบาลกระดองปูแดง, รัฐบาลถ่อย-เถื่อน-ถีบ, หล่อดีเลย์, ประธานสภา “ตลกเฒ่าร้อยเล่ห์, ค้อนปลอมตราดูไบ ฯลฯ ในช่วงทศวรรษนี้

กลายเป็นประเพณีหรือธรรมเนียมที่สืบทอดกันมานานกว่า 30 ปี  ซึ่งมีทั้งคนชอบและคนชัง แน่นอนว่าฝ่ายที่ชอบเพราะฉายาดูดีมีความหมายเชิงบวก ฝ่ายที่ไม่ชอบเพราะฟังแล้วเจ็บจี๊ดเหมือนโดนประจาน

การตั้งฉายานักการเมืองครั้งแรกเกิดขึ้นในสมัยรัฐบาลของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในช่วงปี พ.ศ. 2523-2531 นักข่าวกลุ่มแรกที่มีประเพณีการในการตั้งฉายาให้กับแหล่งข่าว ก็คือ “นักข่าวการเมืองประจำทำเนียบรัฐบาล” หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า “นักข่าวสายทำเนียบฯ”  นอกจากฉายานายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีแล้วนักข่าวทำเนียบฯ ยังมีการเลือก “วาทะแห่งปี” ซึ่งมาจากวลีเด็ดของนายกรัฐมนตรีในช่วงนั้นๆ ด้วย ในขณะที่นักข่าวประจำรัฐสภาเริ่มมีการตั้งฉายานักการเมืองในสมัยรัฐบาลชวน 2 หรือเมื่อประมาณ 20  ปีที่ผ่านมา

แต่ก็มีบางปีที่สื่อประจำทำเนียบฯ และสภาฯ  งดเว้นการตั้งฉายาให้แก่รัฐบาล เช่น ช่วงพฤษภาทมิฬฯ เมื่อปี 2535 ซึ่งเกิดวิกฤตการเมืองรุนแรง หรือในปีที่รัฐบาลในขณะนั้นดำรงตำแหน่งไม่ครบ 1 ปี เช่น สมัยรัฐบาลของนายสมัคร สุนทรเวช และ รัฐบาลของนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รวมทั้งปี 2556 ที่มีการยุบสภา และบ้านเมืองอยู่ในสภาวะความขัดแย้ง

สื่อมวลชนหลายคนเชื่อว่า การตั้งฉายาแหล่งข่าวคือธรรมเนียมปฏิบัติที่สืบทอดกัน นักข่าวหญิงรุ่นใหญ่รายหนึ่งซึ่งมีประสบการณ์ประจำสายทำเนียบฯ มานานกว่า 20 ปีเล่าให้ผู้เขียนฟังว่า ฉายาจะมาจากภาพลักษณ์ของนักการเมืองในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวที่มีสิทธิ์เข้าร่วมประชุมและเสนอฉายานักการเมืองได้ ต้องมีอายุงาน 1 ปีขึ้นไป และมีการประชุม 3 ครั้ง จะมีการคัดเลือกนักการเมือง 10 คนบวกกับนายกรัฐมนตรี ส่วนฉายาที่มีการเสนอมีการถกเถียงกันอย่างหนักทุกปี

ฉายาแหล่งข่าว.. จากนักการเมือง สู่ดารา

จากสายทำเนียบฯ สายสภาฯ นักข่าวสายบันเทิงก็มีการเริ่มตั้งฉายากันบ้าง หลังจากในปี 2548 สมาคมภาพยนต์แห่งชาติเคยตั้งฉายาดาราออกมา แต่ทำได้ปีเดียวก็เลิกไป  ทำให้สมาคมนักข่าวบันเทิงเริ่มตั้งฉายาดาราและผู้คนในแวดวงบันเทิงครั้งแรกในปี 2549 โดยอ้างว่าเพื่อสร้างสีสันส่งท้ายปีให้กับวงการบันเทิง โดยยังยกตัวอย่างแวดวงฮอลลีวู๊ด ที่มีการตั้งฉายากันเป็นเรื่องปกติ

“ส่วนใหญ่ฉายาที่ออกมาก็จะออกแนวจิกกัดและมักเป็นไปในทางลบ เพราะเราก็เลือกมาจากดาราที่มีเรื่องราวที่คนสนใจในปีนั้นๆ บางครั้งอาจจะดูแรงนิดหนึ่ง แต่ถ้ามองในแง่บวกดาราที่ถูกตั้งฉายานั้นถือว่าดีนะเพราะแปลว่านักข่าวให้ความสนใจ เป็นปีที่ดาราคนนี้ฮอตจริงๆ นอกจากนั้นหลังจากที่มีการตั้งฉายาชื่อของดาราคนนั้นๆ ก็กลายเป็นเรื่องราวที่ถูกกล่าวถึงไปอีกนาน ซึ่งดาราบางคนก็อาจมีงอนๆ บ้าง แต่ก็งอนไม่นาน” ทัศน์สรวง วรกุล นายกสมาคมนักข่าวบันเทิงเคยให้สัมภาษณ์ ASTV ผู้จัดการออนไลน์ในปี 2553  และเธอยังยืนยันอีกว่า การตั้งฉายาของนักข่าวบันเทิงกลายเป็นธรรมเนียมประจำปีไปแล้ว

นับแต่อดีตก็คงไล่ฉายาที่นักข่าวบันเทิงตั้งให้ดารา-ผู้จัดกันไม่หมด ยกที่จำง่ายๆ ในรอบ 10 ปี เราคงเคยได้ยินฉายาคาสโนว่าบ้าของแพง,  ทิงเจอร์เบอรี่,  หน้าใส(ไม่)ซื่อ ฯลฯ และแทบทุกปีมักมีปัญหาท่าทีจากคนถูกตั้งฉายามากบ้างน้อยบ้าง แต่ที่โด่งดังคือกรณีคุณพ่อของดาราสาว “แตงโม”  พัชรธิดา ที่ออกมาจวกสมาคมนักข่าวบันเทิงว่าไม่สร้างสรรค์ และวงการสื่อ(บันเทิง)ต้องปฏิรูป หลังตั้งฉายาให้กับลูกสาวของตนเองว่า “ฝีปากไร้ตะกร้อ”

เช่นเดียวกับดาราสาวเจนี่ เทียนโพธิ์สุวรรณ ที่เคยถูกตั้งฉายาด้วยภาษารุนแรงมาแล้วเมื่อปี 2551 คือ “แอ๊บแบ้วจอมฉก” กระทั่งปีนี้ (2557) เธอถูกตั้งซ้ำรอยเดิมอีกครั้งว่า “มือฉกตกสวรรค์” จากข่าวคราวเรื่องส่วนตัวของเธอ ซึ่งทำให้ดาราสาวออกมาตัดพ้อว่า(การตั้งฉายา)เป็นสิ่งที่รุนแรงกว่าการกระทำ(เธอเคยมีข่าวว่าถูกทำร้ายร่างกายจากอดีตสามี)

นอกจากสมาคมนักข่าวบันเทิง อีกกลุ่มสื่อที่มีการตั้งฉายาด้วย คือ สมาคมผู้สื่อข่าวและช่างภาพอาชญากรรม ที่มีการตั้งฉายาบุคลากรในแวดวงสีกากีเป็นครั้งแรกเมื่อปี 2552  แต่ก็ไม่มีการใช้ภาษาที่รุนแรงมากเท่ากับนักข่าวสายการเมืองและบันเทิง เพราะสื่อมวลชนสายนี้ต้องทำงานใกล้ชิดกับนายตำรวจมากมายตั้งแต่ระดับล่างจนถึงระดับบน  และจำต้องพึ่งพากันอย่างสูงในการทำงาน หากตั้งฉายาไม่เข้าหูก็อาจส่งผลกระทบกับการทำงานได้

ในกรณีของสมาคมนักข่าวบันเทิง ซึ่งที่ผ่านมาระบุว่าเป็นธรรมเนียมสืบทอดที่(ต้อง?)ทำกันมา ซึ่งการตั้งฉายาหลายครั้งแม้จะอ้างถึงเรื่องสีสัน และ ความเป็นบุคคลสาธารณะ แต่ก็เห็นได้ชัดว่ามีการใช้ภาษาที่ค่อนข้างลดทอนศักดิ์ศรีในความเป็นมนุษย์ ล่วงละเมิดบุคคล แต่ก็มีดาราเพียงน้อยนิดที่กล้าออกมาส่งเสียงตอบโต้หรือทำให้เป็นเรื่องราว เพราะรู้ดีว่าวงการนี้ เข้าลักษณะ “น้ำพึ่งเรือ เสือพึ่งป่า” ถ้าไม่มีจุดขายแข็งแรงพอก็ไม่มีใครกล้าเสี่ยง ที่ผ่านมาต้องยอมรับว่าดาราส่วนหนึ่งมีชื่อเสียงโด่งดังได้ไม่ใช่เพราะฝีมือการแสดงเท่านั้น จึงต้องมีสื่อร่วมด้วยช่วยดัน เพราะแหล่งรายได้หลักของคนในแวดวงบันเทิงทุกวันนี้ไม่ได้มาจากการแสดงหนัง-ละครอีกต่อไป แต่เป็นงานอีเว้นท์ โชว์ตัว เป็นพรีเซ็นเตอร์สินค้าที่สามารถหาได้ทุกวัน  แน่นอนว่าหากไม่มีสื่อช่วยสร้างภาพลักษณ์ทั้งบวกและลบ ก็ยากที่คนจะรู้จัก และอาจไม่ดึงดูดเจ้าของสินค้า แต่นั่นก็ต้องตั้งคำถามถึงมาตรฐานและวิธีการช่วยดันของสื่อมวลชนสายนี้เช่นกัน มีอะไรแอบแฝงหรือไม่ และการตั้งฉายาอยู่บนเกณฑ์อะไร  เพราะเมื่อมองลึกลงไปคงหนีไม่พ้นการล๊อบบี้กันอย่างหนักในเบื้องหลังอย่างที่เคยมีข่าวหลุดมาก่อนหน้านี้

เมื่อพูดถึงการล๊อบบี้ (Lobby) หรือการวิ่งเต้น นักข่าวหญิงระดับอาวุโสของสายทำเนียบฯ เล่าให้ฟังอีกว่า การตั้งฉายานักการเมืองของนักข่าวสายทำเนียบฯ ต้องเผชิญกับการล๊อบบี้อยู่บ่อยครั้งจากนักการเมือง เพราะใครๆ ก็อยากมีฉายาที่ดี สร้างภาพลักษณ์ให้กับตัวเอง และยังมีผลต่อการลงสมัครรับเลือกตั้งรอบต่อไป ที่ประชุมของนักข่าวสายทำเนียบฯ จึงต้องย้ำกันนักหนาว่าต้องไม่ให้ข่าวหลุดออกไปว่าใครถูกเสนอชื่อให้ตั้งฉายาบ้าง และมีการเสนอฉายาอะไร แต่ก็มีข่าวหลุดออกไปถึงหูนักการเมืองอยู่บ่อยๆ จนนำมาสู่การล๊อบบี้ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะล๊อบบี้ได้สำเร็จ (ยังไม่มีใครยืนยันได้ว่าไม่เคยถูกล๊อบบี้สำเร็จ) แน่นอนว่าหลังจากฉายาถูกนำเสนอออกไปก็สร้างผลบวกจากคนที่ได้ฉายาที่ดี และสร้างความไม่พอใจให้กับคนที่ถูกตั้งฉายาในแง่ลบทันที

เมื่อถามว่า การตั้งฉายานักการเมืองเคยมีการเสนอให้ยกเลิกหรือไม่ นักข่าวอาวุโสแห่งสายทำเนียบยอมรับว่าเคยมี โดยเป็นนักข่าวรุ่นใหม่ที่เพิ่งเข้ามาทำงานไม่นาน มองว่าระยะหลัง ฉายาที่ถูกตั้งเริ่มไม่มีความคิดสร้างสรรค์  ไม่สามารถสร้างความจดจำได้ในสังคม แต่ละปีมีเพียงแค่ 1-2 ฉายาเท่านั้นที่ถูกจดจำ แต่ก็เป็นเพียงระยะสั้นๆ  จากนั้นคนก็ลืม อีกทั้งในระยะหลังสังคมไทยก้าวเดินไปในความขัดแย้งอย่างหลากหลายและรุนแรงมากขึ้น  การตั้งฉายานักการเมืองถูกวิพากษ์วิจารณ์หนักขึ้น  แต่สุดท้ายกลุ่มนักข่าวรุ่นเก่าก็ยังไม่ยอมให้ยกเลิก โดยระบุว่าเป็นธรรมเนียมที่สืบทอดมา  เป็นสิ่งที่ผู้สื่อข่าวจะสามารถสะท้อนภาพลักษณ์การทำงานต่อแหล่งข่าวซึ่งเป็นนักการเมืองแทนประชาชนได้  พร้อมกับทิ้งท้ายว่า เมื่อถึงวันหนึ่ง หากมีการผลัดเปลี่ยนยุคสมัยจากนักข่าวรุ่นเก่าสู่กลุ่มนักข่าวรุ่นใหม่ที่เติบโตขึ้นมาในยุคที่บ้านเมืองผ่านความขัดแย้งอย่างรุนแรง เชื่อว่าธรรมเนียมการตั้งฉายาแหล่งข่าวอาจต้องหายไปโดยปริยาย

นั่นคือประวัติความเป็นมาของการตั้งฉายาแหล่งข่าวในแวดวงต่างๆ ซึ่งเมื่อมองลึกลงไป เรื่องของเหตุผลที่ต้องตั้งขึ้นมา มักถูกอธิบายถึงเป้าหมายและผลลัพธ์ที่ต้องการจากฝ่ายสื่อมวลชนเท่านั้น  ประโยชน์ที่กล่าวถึง ไม่มีใครยืนยันได้ว่าประชาชนได้อะไรอีกบ้างนอกจากสีสัน และความสนุกสนานในหน้าสื่อต่างๆ ที่ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของบุคคลถูกล่วงละเมิดซ้ำไปซ้ำมา ผ่านการอ้างวาทกรรม “บุคคลสาธารณะ”

 ไม่ควรให้ใครใช้สิทธิ์นั้น โดยเฉพาะวิชาชีพสื่อมวลชนที่ต้องเคารพคุณค่าและศักดิ์ศรีของ “แหล่งข่าว” มากกว่าเห็นเป็นเพียงตัวละครสมมติและอ้างบทบาทหน้าที่ล่วงละเมิดตามอำเภอใจ

เกี่ยวกับผู้เขียน: ณรรธราวุธ เมืองสุข เกิดที่จังหวัดกระบี่ จบวารสารศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ อดีตผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวอิศรา โต๊ะข่าวภาคใต้, กองบรรณาธิการ Deep south watch, อดีตบรรณาธิการสำนักข่าวอามาน, และนักเขียนสารคดี, ผู้สื่อข่าวโทรทัศน์ในเครือบางกอกโพสต์ ปัจจุบันเป็นผู้ช่วยบรรณาธิการเว็บไซด์ไทยพีบีเอส