Skip to main content

ปกติแล้ว  ดิฉันไม่นิยมคนที่ใช้พื้นที่สาธารณะมาสื่อสารประเด็นส่วนตัว  เพราะถือว่า เมื่อไหร่ที่พื้นที่นั้นมีคนอ่านคนดูที่เราไม่เคยเห็นหน้า เมื่อนั้นมันคือพื้นที่ส่วมรวม โดยมารยาท เราจึงควรพูดเรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม ไม่มากก็น้อย

แต่จากกรณี TCIJ เสนอข่าว "หลุด ! เอกสารภายในฝ่าย PR ธุรกิจยักษ์ใหญ่ จ่ายสื่อ-ลบกระทู้-อ้างชื่อนักวิชาการ" ทำให้เกิดปฏิกิริยานานาชนิดตามมา อย่างที่ดิฉันได้พูดไปในเวทีเสวนาว่าด้วยอำนาจเหนือเกษตรกร-อำนาจเหนือสื่อ แล้วว่า  มันคือกลวิธีการสกัดกั้นข่าว  ทั้งอย่างแนบเนียนซับซ้อนและอย่างซึ่งหน้าจับได้ไล่ทัน   ทั้งทำแบบให้เรารู้ตัวและไม่รู้ตัว  แต่ในบรรดากลเม็ดเด็ดพรายเหล่านี้  ที่น่ารังเกียจคือ  การที่นักข่าวบางคนหรือสื่อบางสำนัก  ช่วงชิงเขียนข่าวหรือบทความเบี่ยงเบนประเด็น  ไปจนถึงการหันมาจับจ้องเอาผิดกับ TCIJ  ทั้งด้วยข้อกล่าวหา ล่วงละเมิดข้อมูลบุคคล  การไม่ร่วมมือเปิดเผยรายชื่อสื่อที่ตกเป็นข่าว  แต่ใครเลยจะรู้ว่านักข่าวบางคนหรือสื่อ บางสำนัก  แสดงบทบาทเหล่านี้โดยบริสุทธิ์ใจหรือไม่บริสุทธิ์ใจ

รูปแบบและกระบวนการสกัดกั้นความเป็นข่าว  โดยทั่วไปมีตั้งแต่วิธีการตรงไปตรงมาคือ การแถลงตอบโต้ว่าไม่เป็นความจริงบ้าง จริงไม่หมดบ้าง ถูกใส่ความบ้าง บริษัทตนเป็นเหยื่อการเมืองหรือความขัดแย้งบ้าง  หลักฐานถูกขโมยหรือปลอมแปลงบ้าง  ซึ่งแน่นอนว่า องค์กรใหญ่แถลงการณ์เป็นทางการขนาดนั้น  สื่อทุกสำนักย่อมต้องนำ เสนอให้  อันนี้ถือเป็นธรรมดา เพราะความเป็น"ข่าว"ได้เกิดขึ้นแล้ว  นอกจากนี้ ก็อาจมีการล็อบบี้หรือชี้นำให้พันธมิตร-เครือข่ายออกแถลงการณ์ในประเด็นที่แตกต่างหรือเบี่ยงเบนออกไป  เพื่อให้เกิดกระแส "ไม่ใช่/ไม่จริง" หรือทำให้มีผู้เสียหายร่วม  ทำให้มีศัตรูร่วมเพิ่มขึ้นแก่สื่อที่นำเสนอข่าวนั้น   

กลวิธีอีกอย่างหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นในยุคโซเชียลมีเดียนี้  ซึ่งง่ายและเป็นที่นิยมคือ  การปล่อยข่าวหรือโพสต์ข้อความเชิงลบแก่สื่อหรือตัวบุคคลที่เขียนข่าวตน  เพื่อดิสเครดิตหรือทำลายความน่าเชื่อถือ  ซึ่งอาจทำโดยใช้นามแฝง  หรือชี้นำ หรือให้ข้อมูลเท็จแก่ตัวบุคคลจริงในการเข้าโพสต์  ซึ่งตัวบุคคลที่เข้าโพสต์นั้นอาจเชื่อโดยบริสุทธิ์ใจ เพราะรับข้อมูลข้างเดียว  หรือเป็นกลุ่มก๊วนพรรคพวกก็ได้  การเข้าโพสต์ก็เช่น โพสต์เรื่องส่วนตัวในเชิงเสียหาย  เพื่อแสดงว่าบุคคลที่นำเสนอข่าวนั้นเป็นคนไร้คุณธรรมไม่น่าเชื่อถือ การเข้าโพสต์ทำเสมือนหนึ่งตนรู้ความจริงที่ลึกกว่า  เช่น เป็นเพราะพนักงานคนในที่ลาออกมามีเรื่องขัดแย้งกับบริษัทจึงนำเอกสารมาให้  เป็นต้น  นอกจากนี้  ก็มีการโพสต์ยุแหย่ท้าทาย หรือหยาบหยาม  เป็นต้น

ยังมีกลวิธีที่จะโดดเดี่ยวหรือล้อมกรอบสื่อที่นำเสนอข่าวนั้น  ด้วยวิธีการทำให้สื่ออื่นๆเพิกเฉยที่จะนำเสนอ  เพื่อลดระดับความสำคัญของข่าวนั้น  หรือจำกัดวงการแพร่กระจายข่าวสารนั้นด้วยกลวิธีต่างๆ  ซึ่งวิธีนี้ยังอาจมีกระบวน การทำงานที่ซับซ้อน  ตั้งแต่การเจรจาทางลับกับสื่อ  อย่างที่ TCIJ เสนอไปในข่าว  หรืออาจเป็นการสมคบคิดโดยปริยาย  ด้วยทัศนคติของสื่อเองที่เห็นว่า  ข่าวนั้นไม่มีน้ำหนักไม่น่าสนใจและไม่เป็นข่าว ( news that not make news )  กรณีแบบนี้มักเกิดกับข่าวคนเล็กๆ หรือข่าวชายขอบ

ที่เป็นประสบการณ์ตรงจากกรณีข่าวธุรกิจใหญ่จ่ายเงินสื่อ  ก็คือที่ดิฉันเรียกว่าการ"ขุดหลุมดักควาย"   โดยผ่านทางโทรศัพท์ในฐานะผู้อ่านบ้าง  ผ่านเพื่อนมิตรบ้าง  คนเคยรู้จักบ้าง  ผ่านสายสัมพันธ์เพื่อนของเพื่อนคนในทีม งานบ้าง  และอื่นๆ อีกมากมาย  เพื่อจะด่าทอฝ่ายธุรกิจให้เราเออออ  เพื่อจะขอเอกสารทั้งฉบับ  เพื่อจะท้าทายว่าจะเอาผิดคนก็ควรเปิดให้ถึงที่สุด  ไปจนถึงเพื่อจะถามว่า ”มีสื่อสำนักฉันหรือเปล่า? ”

ที่เล่ามานี้  ส่วนใหญ่เป็นกลวิธีทางฟากฝ่ายของทุนธุรกิจ  ซึ่งความสำเร็จมักได้มาจากความเพิกเฉย ( ignorant)ของคนในสังคม  ความไม่รู้เท่าทันทุนและไม่รู้เท่าทันสื่อ  หรือแม้แต่ที่สื่อเองก็อาจไม่รู้เท่าทันทุนและไม่รู้เท่าทันพรรคพวก ไม่รู้เท่าทันผู้บริหารองค์กรสื่อของตนด้วยซ้ำ  นอกจากนี้  ว่าเฉพาะกรณีของ TCIJ  นี้  ในฟากฝ่ายของสื่อหรือผู้ตกเป็นจำเลยร่วม  ก็ปรากฎว่า  มีองค์กรวิชาชีพออกมาขานรับอย่างแข็งขัน  ประกาศที่จะทำการตรวจ สอบ  หากพบว่าผิดจริงก็จะเอาผิดกับสื่อที่มีรายชื่อปรากฎในเอกสารรับเงิน  มีการประกาศรายนามบุคคลที่ถูกแต่งตั้งเป็นคณะกรรมการตรวจสอบ  มีการให้สัมภาษณ์ของผู้บริหารสภาวิชาชีพ 

ในแง่นี้  ผู้อ่านข่าวทั่วไปหรือแม้แต่ผู้ติดตามข่าวสาร  อาจนึกเบาใจว่า  ปัญหาได้ถูกจัดการแล้วและน่าจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น  จากนั้น  ข่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ก็จะค่อยๆเลือนหายไป  เพราะข่าวใหม่ๆมีท่วมทับมหาศาลทุกวี่วัน  ด้วยเหตุดังนี้  อำนาจเหนือสื่อจึงไม่ใช่ปัจจัยจากภายนอก  ไม่ใช่อำนาจจริงๆที่คนอื่นตั้งใจกระทำแก่ตน  หากแต่คืออำนาจที่เกิดจาก”วัฒนธรรม”ภายในวงการวิชาชีพของตนนั่นเอง  เพราะเชื่อเสียแล้วว่า การกำกับดูแลกันเอง  หรือ self - regulation  เป็นอุดมคติและเป็นศักดิ์วิชาชีพของตน  ที่คนอื่นหรือคนนอกวิชาชีพ  ไม่อาจเข้าใจและไม่อาจเข้ามามีส่วนร่วมปฏิบัติให้ถูกต้องได้ 

จนบัดนี้  TCIJ  ยังไม่ได้รับการติดต่อประสานงานในการไปให้ข้อมูล  ทั้งที่เอกสารอื่นๆนอกเหนือจากรายชื่อสื่อ  ยังมีอีกนับพันหน้า  สามารถจะเป็นเอกสารอ่านประกอบให้วิเคราะห์ได้แจ่มชัด  ถึงปัญหาเรื้อรังภายในวิชาชีพสื่อ  ที่ถึงเวลาต้องชำระสะสางกันอย่างจริงจัง  ในท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงอันวิกฤตสำหรับสื่อกระแสหลัก หรือ conventional media  และการเติบโตของสื่อใหม่และโซเชียลมีเดีย  ที่กลายเป็นทางเลือกของสังคมและเป็นปัจจัยท้าทายวงการสื่อกระแสหลักอย่างยิ่ง

ความจริงอีกอย่างหนึ่งก็คือ  ในกรณีนี้สื่อตกเป็นจำเลยเสียเอง  เพราะเป็นประเด็นเกี่ยวกับสื่อโดยตรง ที่แน่นอนว่าสื่อทุกสำนักต้องพุ่งความสนใจมาและนำเสนอมัน  จนลืมไปว่า สื่อคือผู้สร้าง"กระแสสังคม" เป็นผู้ชี้นำสังคม  หรือ setting agenda ตลอดมา  ในแง่นี้ สื่อจึงตกเป็นเหยื่อของตัวเอง ในอันทำให้ข่าวนี้ยิ่งแพร่กระจายและถูกรับรู้ในวงกว้างมากยิ่งๆขึ้น   พร้อมๆกับการทำให้”จำเลย”อีกหนึ่ง  ซึ่งคือธุรกิจยักษ์ใหญ่นั้น...ลอยนวลหายไป

อ่านข่าว "หลุด ! เอกสารภายในฝ่าย PR ธุรกิจยักษ์ใหญ่ จ่ายสื่อ-ลบกระทู้-อ้างชื่อนักวิชาการ" ได้ที่นี่ http://tcijthai.com/tcijthainews/view.php?ids=4559

 

เกี่ยวกับผู้เขียน: สุชาดา จักรพิสุทธิ์ บรรณาธิการบริหารศูนย์ข้อมูล&ข่าวสืบสวนเพื่อสิทธิพลเมือง (TCIJ), ผู้ก่อตั้งและบรรณาธิการคนแรกของนิตยสารสารคดี, อดีตบรรณาธิการอำนายการและเป็นกรรมการผู้จัดการสำนักข่าวประชาธรรม
 

เกี่ยว กับผู้เขียน: สุชาดา จักรพิสุทธิ์ บรรณาธิการบริหารศูนย์ข้อมูล&ข่าวสืบสวนเพื่อสิทธิพลเมือง (TCIJ), ผู้ก่อตั้งและบรรณาธิการคนแรกของนิตยสารสารคดี, อดีตบรรณาธิการอำนายการและเป็นกรรมการผู้จัดการสำนักข่าวประชาธรรม - See more at: http://www.mediainsideout.net/columnist/2014/04/190#sthash.23Yy0AJZ.dpuf
อำนาจเหนือสื่อ-ภาคพิสดาร