Skip to main content

มีคนวิพากษ์วิจารณ์สื่อในสถานการณ์ความขัดแย้งเวลานี้กันมาก โดยเฉพาะในประเด็นจริยธรรมสื่อ         สื่อเลือกข้าง  สื่อไม่มีกึ๋น สื่อถูกแทรกแซง สื่อเป็นกลุ่มผลประโยชน์ สื่อเซ็นเซอร์ตัวเอง ฯลฯ ทุกประเด็นอาจถูกหมดเมื่อมองจากคนนอกวงการสื่อ  แต่เชื่อหรือไม่ว่า สื่อส่วนข้างมากไม่ได้คิดว่าตัวเองเป็นอย่างนั้น

เวลาเราพูดถึงการเซ็นเซอร์ตัวเองของสื่อ  เรามักนึกไปถึงอำนาจแทรกแซงต่างๆ จากภายนอก ที่ทำให้สื่อบังเกิดความหวั่นเกรง ยับยั้งตัวเอง เพราะกลัวว่าจะกระทบกระทั่งทำความไม่พอใจให้แก่ผู้มีอิทธิพลที่โยงใยกับประเด็นข่าวนั้น ซึ่งส่วนใหญ่ของข่าวที่ทำให้สื่อเซ็นเซอร์ตัวเองมักมีกลุ่มทุนขนาดใหญ่     นักการเมืองระดับสูง เกี่ยวข้องในทางมิชอบ และก็มักเป็นกลุ่มทุนที่อุปถัมภ์โฆษณาแก่สื่อจนถึงสมาคมวิชาชีพสื่อเสียด้วย ทำให้นักข่าวไม่กล้าพูดหรือเขียนถึงความจริงทั้งหมด เลือกหยิบมาพูดเฉพาะมุมหรือเลือกที่จะไม่เสนอข่าวนั้นๆ เสียเลย

โดยส่วนใหญ่ ทั้งนักข่าวหรือบรรณาธิการข่าวต่างก็เอาดุลยพินิจส่วนตนเป็นตัวตั้ง หรือบ้างก็ไม่รู้จริงในประเด็นข่าวนั้นๆ มากพอ หรือขี้เกียจทำการบ้านหาข้อมูลเพิ่มเติมบ้าง หรือเพราะรู้ดีว่าอาจกระทบต่อผลประโยชน์ทางธุรกิจและลูกค้าโฆษณาของบริษัท (ทั้งนี้ ไม่พูดถึงสื่อเลือกข้าง) ดังนั้น การเซ็นเซอร์ตัวเอง จึงมีทั้งแบบเซ็นเซอร์โดยตัวปัจเจกบุคคล คือนักข่าวซึ่งเป็นด่านแรกหรือก๊อกแรกของกระแสการไหลของข่าวสาร ยังตามด้วยการเซ็นเซอร์ก๊อกสองจากโลกทัศน์และดุลพินิจของบรรณาธิการ เจ้านายของนักข่าว ตามมาด้วยการเซ็นเซอร์ในเชิงนโยบายจากองค์กรสื่อ เป็นต้นว่า ถ้านักข่าวรู้อะไรดีๆ หรือได้ข้อมูลเด็ดๆ เกี่ยวกับความฉ้อฉลของกลุ่มต่อต้านรัฐบาล แต่นักข่าวก็รู้ดีว่า เจ้านายตนเลือกยืนอยู่ข้างไหน ทั้งองค์กรเกลียดกลัวทักษิณขนาดไหน นักข่าวคนนั้นย่อมรู้ดีว่า ควรจะนิ่งดูดายต่อข้อมูลเด็ดนั้นเสียดีกว่า เพราะไม่มีวันที่ข้อมูลนั้นจะฝ่าด่านอรหันต์ภายในองค์กรของตนไปสู่สาธารณะได้ เรื่องอะไรจะทุบหม้อข้าวตัวเองเสีย บ้านต้องเช่า ข้าวต้องซื้อ รถต้องผ่อนฯ 

อย่างนี้สมควรเรียกว่า "การเซ็นเซอร์เชิงวัฒนธรรม" เป็นการเซ็นเซอร์ที่ไร้รูปรอย มองเห็นไม่ชัด หรือแม้แต่คนที่เซ็นเซอร์ตัวเองทำไปโดยไม่รู้ตัวเสียด้วยซ้ำ คือทำให้การเซ็นเซอร์ชนิดนี้กลายเป็นเรื่อง         ธรรมดาๆ และเป็นความ ชอบธรรมที่จะปฏิบัติ ใครๆ ก็ทำกัน เพื่อรักษาหม้อข้าวและความมั่นคงของทั้งตัวนักข่าวและองค์กร เมื่อระบบคิดนี้ครอบงำอยู่ในวิธีคิดและวิถีชีวิตของนักข่าว ประมาณว่า...เราแค่ตัวเล็กๆ อย่าเอาไม้ซีกไปงัดไม้ซุง…พูดไปสองไพเบี้ยนิ่งเสียตำลึงทอง...นักข่าวเป็นแค่กระจกสะท้อนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ไอ้เหตุการณ์ที่มันไม่ได้ปรากฎตรงหน้ากระจกก็ไม่ต้องไปสืบเสาะค้นหา...เป็นต้น การเซ็นเซอร์เชิงวัฒนธรรมจึงเป็นเรื่องแฝงฝังอันตรายอย่างที่ไม่มีหลักสูตรรู้เท่าทันสื่อจะทำให้ผู้บริโภครู้เท่าทันได้ และแม้แต่ที่สื่อจะรู้เท่าทันตัวเองด้วย

น่าเป็นห่วงไปกว่านี้ เมื่อสถาบันวิชาชีพสื่อ ซึ่งมีบทบาทเป็นผู้นำด้านอุดมการณ์ มีอำนาจเชิงวัฒนธรรมในการเป็นตัวแทน (representative) ของผู้ประกอบอาชีพนักข่าว จัดให้มีหลักสูตรและกิจกรรมมาแล้วหลายรุ่น เพื่อให้ผู้ประกอบอาชีพสื่อมาร่วมเรียนรู้กับเครือข่ายธุรกิจ องค์กรพัฒนาเอกชน และผู้สนใจ ในทำนองเดียวกันกับหลักสูตร  วปอ. ที่ใครๆ ก็รู้ว่า เขาเรียนกันไปทำไม ใครๆก็รู้ว่า “คอนเนคชั่น” ที่ได้มาจากเพื่อนร่วมรุ่น วปอ.  นำมาซึ่งการเกี้ยเซียะกันทั้งในที่ลับและที่แจ้งได้อย่างไร เป็นคอนเนคชั่นที่คนมีสี            ข้าราชการระดับสูง นักธุรกิจ และนักไต่เต้าจำนวนมาก อยากเรียน ซึ่งผู้บริหารสมาคมวิชาชีพสื่อเคยให้อรรถาธิบายต่อข้อครหานี้ว่า หลักสูตรนี้ “มีคนเป็นสื่อ60% ซึ่งเป็นส่วนใหญ่ การที่มีภาคส่วนอื่นมาร่วมเพื่อจะได้การเรียนรู้วิธีคิด ส่วนการได้คอนเนคชั่นนั้นได้อยู่แล้วเพราะเป็นเพื่อนก็รู้จักกัน แต่คุณก็ได้แหล่งข่าวที่หลากหลายขึ้น คุณได้มุมมองที่หลากหลายว่าทำไมตำรวจคิดแบบนี้ ผู้พิพากษาคิดแบบนี้ ทำไมภาคเอกชนคิดแบบนี้ ทำไมเอ็นจีโอคิดแบบนี้ บางทีเราทำข่าวเราก็คิดว่าทำไมเอ็นจีโอต้องมาประท้วง  ต้องมีปัญหาอยู่เรื่อย พอเวลามาเรียนก็คุยกันว่าทำไมต้องคิดแบบนี้ ทำไมต้องไปอยู่หน้ากระทรวงพลังงาน ทำไมต้องต่อต้าน ปตท. ส่วน ปตท. ก็มาเรียนก็คุยกัน นักข่าวก็ได้เข้าใจความคิดทั้ง 2 ฝ่าย”

นี่เป็นคำอธิบายแบบหนึ่งซึ่งก็ไม่ผิดอะไร  แต่ใช่หรือไม่ว่า ในวัฒนธรรมไทยๆ เมื่อรู้จักคบหากัน เรียนร่วมรุ่น ทัศนศึกษาด้วยกัน ฝ่ายธุรกิจมีของพรีเมี่ยมของที่ระลึกมากำนัลกันบ่อยๆ นัดกินข้าวเจราจาต้าอ่วยกันหลังเลิกเรียนบ้าง วัฒนธรรมไทยๆ เรียกพี่เรียกน้อง นำมาซึ่งความเกรงอกเกรงใจกัน สิ่งเหล่านี้ก็น่ารักดีและไม่มีปัญหา ถ้าหากไม่ใช่เพราะเครือข่ายธุรกิจเหล่านี้ มักตกเป็นตัวละครในข่าวอยู่เสมอๆ และเราก็รู้ดีว่า เอ็นจีโอบางคนไม่ได้ใสซื่อบริสุทธิ์สักเท่าไร วันดีคืนดี พี่ๆ น้องๆ ในความสัมพันธ์อันดีนี้ตกเป็นจำเลยในข่าวเชิงลบ นักข่าวจะนำเสนอข่าวและข้อเท็จจริงทั้งหมดที่พาดพิงองค์กรของบุคคลเหล่านี้กันแบบไหนหรือ?

สมาคมวิชาชีพกำลังเป็น “ผู้ผลิต” วัฒนธรรมการเซ็นเซอร์ตัวเองเชิงวัฒนธรรมอยู่หรือไม่? สมาคมวิชาชีพจำเป็นต้องจัดอีเวนท์ที่ธุรกิจใหญ่เป็นสปอนเซอร์ให้บ่อยๆ หรือไม่? สมาคมวิชาชีพจำเป็นต้องจัดกิจกรรมเรียนภาษาเวียดนาม พาทัวร์เวียดนามให้นักข่าวจริงๆ หรือ? หรือว่าจริงๆ แล้ว ธุรกิจใหญ่ ข้าราชการชั้นสูง นักการ เมือง คนมีสี ต่างล้วนอยากคบหานักข่าวและสื่อมวลชน โดยเฉพาะกับสมาคมวิชาชีพเป็นอย่างยิ่ง ต่างล้วนอยากเสนอตัวให้ความสนับสนุนงบประมาณ ยัดเยียดกิจกรรมและโครงการพิเศษให้ทำ           เพราะผู้ลงทุนเขารู้ดีว่า คบกับสื่อมวลชนนั้นให้ผลตอบแทนคุ้มค่าขนาดไหน

เกี่ยวกับผู้เขียน: สุชาดา จักรพิสุทธิ์ บรรณาธิการบริหารศูนย์ข้อมูล&ข่าวสืบสวนเพื่อสิทธิพลเมือง (TCIJ), ผู้ก่อตั้งและบรรณาธิการคนแรกของนิตยสารสารคดี, อดีตบรรณาธิการอำนายการและเป็นกรรมการผู้จัดการสำนักข่าวประชาธรรม

เซ็นเซอร์เชิงวัฒนธรรม