สาร สื่อ และอคติในการเสพ

 

ช่วงนี้มีเหตุบางอย่างให้ต้องค้นคว้าข้อมูลเกี่ยวกับอีแร้ง ที่สมัยหนึ่งเคยรวมตัวกันอยู่ที่วัดสระเกศเพื่อรอกินซากศพ ทำให้คิดถึงภาพนี้ขึ้นมา ภาพของนกแร้งยืนจ้องเด็กน้อยที่กำลังจะตายเพราะอดอาหาร ภาพที่ทำให้ผู้ถ่าย เควิน คาร์เตอร์ ช่างภาพข่าวชาวแอฟริกาใต้ได้รับรางวัลพูลิตเซอร์ แต่คาร์เตอร์ก็ตัดสินใจฆ่าตัวตายในอีก 3 เดือนหลังจากได้รับรางวัลอันทรงเกียรตินั้น แน่นอนเหตุการณ์เบื้องหลังภาพนี้มีส่วนต่อการตัดสินใจจบชีวิตตัวเองของเขา

            “ผมถูกหลอกหลอนด้วยความจำที่บาดลึกของการฆ่าฟัน ศพ  ความโกรธ และความเจ็บปวด...ของเด็กๆ ที่อดอยากและบาดเจ็บ ของคนบ้าที่ลั่นไกปืนอย่างมีความสุข... ความเจ็บปวดของชีวิตกลืนกินความสุขจนถึงจุดที่เรียกว่าความสุขนั้นไม่มีอยู่จริง” คือส่วนหนึ่งของข้อความที่เขาทิ้งไว้ก่อนจะจบชีวิตตัวเองด้วยการต่อท่อไอเสียรถเข้าไปในห้องโดยสารของรถปิกอัพที่เขาติดเครื่องทิ้งไว้

            คนที่อยู่ในวงการข่าวมาเกินกว่า 20 ปี คงจำกันได้ถึงวิวาทะที่อยู่เบื้องหลังภาพนี้ คาร์เตอร์ควรช่วยเหลือเด็กผู้นั้นในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง นอกเหนือจากการทำหน้าที่บันทึกประวัติศาสตร์ในฐานะช่างภาพหรือไม่ แน่นอนเขาถูกวิจารณ์อย่างหนักเพราะไม่สามารถให้คำตอบได้ว่า หลังจากถ่ายภาพแล้วชะตากรรมของเด็กน้อยคนนั้นเป็นอย่างไร เพราะเขาไม่ได้อยู่รอดูสถานการณ์ต่อไป ภาพแร้งยืนมองเด็กและการฆ่าตัวตายของคาร์เตอร์ ยังคงเป็นที่เล่าขานแม้เวลาจะผ่านมากว่า 2 ทศวรรษ วันหนึ่งผู้เขียนลองสำรวจดูว่าสังคมไทยมีวิวาทะต่อเรื่องนี้อย่างไรบ้าง แล้วก็พบกับทัศนคคติเช่นนี้

          “ภาพที่ดูแล้วน่าตกใจนี้ เกิดขึ้นกับเด็กน้อยชาวซูดาน ที่กำลังถูกนกแร้งย่องเข้ามาใกล้โดยที่เค้าไม่รู้ตัว มันเป็นภาพที่น่าขนลุกมาก ที่เห็นมนุษย์คนหนึ่งอยู่ในสถานการณ์เช่นนั้น ที่ ซาหาราน อัฟริกา เควิน คาร์เตอร์ ผู้ถ่ายภาพ ได้รับรางวัลพูลิตเซอร์ในภาพนี้ เควิน ได้ใช้เวลาไคร่ครวญอย่างมาก เขาใช้เวลาถึง 20 นาที กว่าจะถ่ายภาพได้ โดยไม่เข้าไปช่วยเด็ก หลังจากเขาได้ถ่ายภาพนั้น 3 เดือน เค้าตัดสินใจที่จะจบชีวิตของเขาตามไป รู้ไหมครับว่าทำไม?
         

*ขยายความ:...ภาพต่อมาที่เขาถ่ายนั้นเป็นวินาที ชีวิตของเด็กน้อยผู้หิวโหยหมดแรงฟุบลงผู้นั้น ที่ถูกนกแร้งจิกตีตายแล้วทึ้งกินเป็นอาหารด้วยความหิวโหย โดยที่เขาไม่ได้ขยับเข้าไปช่วยเหลือเลยแม้แต่น้อย ...รางวัลพูลิตเซอร์ที่แลกมาด้วยของชีวิตเด็กน้อย ทำให้เขาไม่สามารถอภัยให้ตัวเองได้เลย”

 คือข้อความหนึ่งที่มีการโพสต์กันถึงเรื่องราวของคาร์เตอร์ ที่ปรากฏในสังคมออนไลน์

            ข้อความสั้นๆ พร้อมภาพประกอบอันเป็นผลงานของคาร์เตอร์ กระตุ้นให้เกิดความคิดเห็นตามมามากมาย เช่น “หนูน้อยคนนี้อ่ะ หมดเวรหมดกรรมแระ!!..แต่ช่างภาพที่ไม่ได้เข้าไปช่วย เพียงเพราะต้องการภาพ เด็ด!! และยังมาจบชีวิตตัวเองในภายหลัง คนๆ นี้จะมีเวรกรรมติดตัวไปอีกนาน มนุษย์หนอมนุษย์ จิตใจช่างน่ากลัวยิ่งกว่าอาไรทั้งสิ้น” และ “คนหลายคนที่มองเห็นแต่ จุดหมายและสิ่งที่สังคมจะมอบให้กับเขา แต่ลืมความเป็นคนในขณะที่ทำหน้าที่นั้นอยู่ น่าหดหู่จริงๆ” และ “จิตใจคนเราช่างเหี้ยมโหดขึ้นทุกวัน สัตว์ทำไปเพื่อการยังชีพของตนแต่คนทำได้ยังไง.....ไม่เข้าใจ”

            อ่านแล้วตกใจหลายตลบ ตลบแรกจากข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ที่มีผู้เปิดประเด็นมา ทั้งที่บอกว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นที่ “ซาหาราน อัฟริกา” เพราะภาพนี้คาร์เตอร์ถ่ายที่เมือง Ayod ประเทศซูดาน ทั้งที่บอกว่าเขาฆ่าตัวตายหลังถ่ายภาพนี้ได้ 3 เดือน เพราะคาร์เตอร์ถ่ายภาพนี้ในเดือนมีนาคม 1993 และถูกนำเผยแพร่ครั้งแรกในเดือนเดียวกัน เขาฆ่าตัวตายในวันที่ 27 กรกฎาคม 1994 หลังจากวันที่เขาภ่ายภาพถึง 1 ปี 4 เดือน แต่เป็นเวลา 3 เดือนหลังจากเขาได้รับรางวัลพูลิตเซอร์

            ตลบที่สอง ที่มีข้อความอธิบายว่า “ภาพต่อมาที่เขาถ่ายนั้นเป็นวินาที ชีวิตของเด็กน้อยผู้หิวโหยหมดแรงฟุบลงผู้นั้น ที่ถูกนกแร้งจิกตีตายแล้วทึ้งกินเป็นอาหารด้วยความหิวโหย โดยที่เขาไม่ได้ขยับเข้าไปช่วยเหลือเลยแม้แต่น้อย” สงสัยอย่างยิ่งว่าข้อมูลนี้มาจากไหน เพราะทั้งคาร์เตอร์ ทั้งหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทม์ ซึ่งซื้อภาพจากคาร์เตอร์ไปตีพิมพ์เป็นสำนักแรก ต่างก็บอกว่าไม่ทราบชะตากรรมของเธอ และตกใจตลบสุดท้ายจากการแสดงความเห็นของผู้อ่านที่ตามมาที่แสดงให้เห็นถึงการเชื่ออย่างไม่สงสัยในข้อมูลข้างต้นเลย

            เห็นปฏิกิริยาทางความคิดของสังคมออนไลน์ในบ้านเราทีมีต่อคาร์เตอร์แล้ว อดคิดไม่ได้ว่า หลายต่อหลายครั้งที่สังคมประนามสื่อว่าคัดเลือกข้อมูลมานำเสนอด้านเดียวที่สอดคล้องกับความเชื่อหรืออคติของสื่อเอง แต่ในความจริงสังคมหรือผู้รับสื่อเองก็เลือกที่จะรับสื่อตามความเชื่อและอคติของตนเองเช่นกัน อ่านข้อความที่ปรากฏในโลกออนไลน์ของสังคมไทยต่อภาพของคาร์เตอร์แล้วตระหนักในทันทีว่า คนที่ร่วมแสดงความเห็นนั้นมีทัศนคติทางลบต่อการทำงานของสื่อมวลชน จึงเลือกที่จะเชื่อและตัดสินใจประนามคาร์เตอร์ในทันที ปฏิเสธไม่ได้ว่าภาพของคาร์เตอร์เองก็มีส่วนสร้างอารมณ์ความรู้สึกของสังคมไปในทางที่แสดงให้เห็นว่าแร้งรอให้เด็กตายจะได้กินศพเด็กเป็นอาหาร

            ช่วงที่บ้านเมืองเราอยู่ระหว่างภาวะแห่งความไม่สงบ และสื่อเองก็มีการแบ่งข้างรายงานข่าวกันอย่างชัดเจน ภาพหนึ่งที่ถูกนำเสนอเปรียบเปรยการเลือกรายงานข่าวของสื่อคือภาพที่คนหนึ่งวิ่งเอามีดไล่แทงคนหนึ่ง แต่จังหวะภาพมุมหนึ่งเห็นเป็นคนที่ถูกไล่แทงกลายเป็นคนแทง และสื่อก็เลือกหยิบภาพนั้นมานำเสนอ นัยของสารที่ส่งออกมาจากภาพนั้นคือสื่อทำให้ขาวกลายเป็นดำ คนถูกกลายเป็นคนผิด (ดูภาพประกอบ) หากสังคมตระหนักว่าสื่อคัดเลือกข้อมูลนำเสนออย่างเอนเอียง สิ่งที่สังคมควรทำคือการสืบค้นความจริงเพิ่มเติมว่าภาพที่อยู่นอกกรอบการนำเสนอของสื่อคืออะไร ไม่ใช่การเลือกที่จะเชื่อหรือไม่เชื่อในทันที อันนี้มองในแง่ที่ว่าเราไม่สามารถควบคุมสื่อได้ แต่เราควบคุมการเสพสื่อของตัวเราเองได้ มองจากกรณีของคาร์เตอร์ สิ่งที่อยู่นอกกรอบของภาพถ่ายนั้นมีมากมายให้พิจารณา

            หนึ่ง ข้อเท็จจริงของสถานการณ์ ตามคำบอกเล่าของ Joao Silva ช่างภาพชาวโปรตุเกส

 ซึ่งเป็นเพื่อนกับคาร์เตอร์และอยู่กับคาร์เตอร์ในวันนั้น พวกเขาไปซูดานด้วยเครื่องบินขององค์การสหประชาชาติ ที่ไปปฏิบัติภารกิจ Operation Lifeline Sudan เพื่อนำอาหารไปแจกจ่ายให้กับชาวซูดาน เครื่องบินลงจอดที่ศูนย์รับแจกอาหาร (Feeding Center) ซึ่งมีชาวบ้านมารออยู่เป็นจำนวนมาก คาร์เตอร์, ซิลวา และนักข่าวคนอื่นที่ร่วมเดินทางไปด้วยมีเวลาในพื้นที่ 30 นาที เพราะเครื่องบินจะต้องออกเดินทางต่อ ซิลวาบอกว่าภาพนั้นถ่ายในศูนย์รับแจกอาหารนั้นเอง “บรรดาพ่อแม่มัวแต่วุ่นวายกับการรอรับของจากเครื่องบิน จึงทิ้งเด็กๆ ไว้ชั่วคราวระหว่างที่ตนเองไปรับของแจก และนั่นก็คือสถานการณ์ที่เกิดกับเด็กน้อยในภาพถ่ายของคาร์เตอร์” และเมื่อถ่ายภาพเสร็จคาร์เตอร์ก็ไล่แร้งตัวนั้นออกไป (อันที่จริงดิฉันเองมีข้อสังเกตบางประการกับคำบอกเล่าของซิลวา แต่ไม่ใช่ประเด็นของบทความนี้จึงขอผ่านไป) 

            สอง เรื่องราวส่วนตัวของคาร์เตอร์ คาร์เตอร์เป็นชาวแอฟริกันผิวขาว เกิดและเติบโตในยุคที่แอฟริกาใต้ปกครองประเทศด้วยนโยบายแบ่งแยกสีผิว ตั้งแต่เด็กจนโตเขาเห็นชาวผิวดำจำนวนมากถูกตำรวจทุกตีอย่างโหดร้าย เพียงเพราะผ่านเข้าไปยังเขตที่อยู่อาศัยของครอบครัวเขาซึ่งเป็นที่สงวนสำหรับคนขาวเท่านั้น และเขามักจะถามพ่อและแม่เสมอว่า “ทำไมไม่มีใครทำอะไรสักอย่าง” “ทำไม่เราไม่ไปตะโกนไล่ตำรวจที่ทำอย่างนั้น” ซึ่งมักลงเอยด้วยการมีปากเสียงกับพ่อและแม่ที่เปิดใจรับนโยบายการแบ่งแยกสีผิวอย่างเต็มที่ ครั้งหนึ่งขณะเป็นทหารในกองทัพ เขาเคยปกป้องคนงานผิวดำที่ทำงานในโรงอาหารของค่ายทหาร จนถูกเพื่อทหารผิวขาวด้วยกันยำเละ ในชีวิตการเป็นช่างภาพของคาร์เตอร์เขาได้สัมผัสกับสงครามและความรุนแรงระหว่างชาติพันธุ์หลายต่อหลายครั้ง เกือบทุกครั้งที่ต้องไปถ่ายภาพเหล่านี้คาร์เตอร์มักจะกลับบ้านด้วยความเครียด นั่งร้องไห้ สูบบุหรี่มวนต่อทวน หลายครั้งต้องหาทางออกด้วยยาเสพติดที่แรงกว่าบุหรี่ ซิลวาเล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากถ่ายภาพเด็กน้อยกับแร้งในครั้งนั้นว่า “คาร์เตอร์เศร้าไปพักหนึ่ง บอกแต่ว่าอยากกอดลูกสาว” คนใกล้ชิดคาร์เตอร์หลายคนบอกว่า เขาเป็นคนประเภทที่ได้จิตใจได้รับความกระทบกระเทือนจากเหตุการณ์ต่างๆ ที่เขาพบเห็นเสมอ       

            ดิฉันเชื่อว่าใครก็ตามหากได้รู้ได้เห็นเรื่องราวที่อยู่นอกเหนือกรอบภาพของนกแร้งและเด็กน้อยคนนั้นแล้ว ความเห็นเช่นที่ปรากฏในสังคมออนไลน์ข้างต้นจะไม่เกิดขึ้น ย้อนกลับมาดูในสถานการณ์ปัจจุบัน ที่ผู้คนตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของการสื่อสาร หากเรามีสติพิจารณาสารที่มาถึงมือเรา เปิดใจรับรู้สารจากเหตุการณ์เดียวกันที่่ส่งออกมาจากคนที่มีอคติหรือฐานความคิดต่างจากเรา เราอาจเห็นเหตุการณ์นั้นในอีกมุมหนึ่ง อคติที่ผู้คนใส่ลงไปในภาพแร้งของคาร์ตัน ส่งผลอย่างมากก็ต่อชื่อเสียงของเขา ต่อภาพรวมของคนในวิชาชีพ แต่อาจไม่ถึงกับนำสู่การสร้างความเกลียดชังในสังคมจนตามมาด้วยความรุนแรง เหมือนอคติที่ผู้คนพากันใส่ลงไปในข่าวสารบ้านเมืองที่ถาโถมเข้าสู่เราทุกคนในขณะนี้ผ่านทางช่องทางต่างๆ ณ ขณะนี้ 

            บทความนี้ไม่ได้เขียนเพื่อจะปกป้องหรือเข้าข้างสื่อ เพราะการเลือกสารเพื่อนำเสนอของสื่อเองก็เป็นปัญหาและเต็มไปด้วยอคติแห่งความเกลียดชัง แต่เขียนขึ้นเพื่อส่งสารว่าในสังคมแห่งอคติ อันเกิดจากความเห็นความเชื่อที่แตกต่างกัน เราสามารถเลือกรับสารที่ถูกสื่อเลือกมานำเสนอก่อนหน้านี้ได้ด้วยวิจารณาญาณ สิ่งสำคัญที่ทุกคนควรต้องมีในสถานการณ์สังคมปัจจับนคือการไม่ด่วนสรุป ด่วนเชื่อ หรือไม่เชื่อ ในข้อมูลและภาพที่ตนได้รับ เพียงเพราะภาพหรือข้อมูลนั้นสอดคล้องหรือขัดแย้งกับอคติของตนเอง ซึ่งนั่นหมายถึงการจะทำให้เราได้ทำหน้าที่เป็นผู้ส่งสารอย่างมีสติมากขึ้น สังคมทุกวันนี้ยากที่จะแบ่งแยกผู้รับสารและผู้ส่งสารออกจากกัน เราต่างทำหน้าที่เป็นทั้งทั้งผู้รับและผู้ส่งในคราวเดียวกัน หากเรามองว่า “สื่อมวลชน” ส่งสารมาอย่างเอนเอียง เราก็ไม่ควรทำหน้าที่ “สื่อปัจเจกชน” อย่างเอนเอียงตามไปด้วยใช่หรือไม่ 

            จากแร้งวัดสระเกศ มาไกลถึงแร้งและเด็กน้อยของเควิน คาร์เตอร์ ไว้จะเขียนภาคต่ออีกสักตอนว่าด้วยเส้นแบ่งระหว่างหน้าที่ในวิชาชีพกับหน้าที่ในฐานะของมนุษย์คนหนึ่งของคนที่ทำงานในวิชาชีพสื่อสารมวลชน โดยเฉพาะสื่อแขนงที่ต้องสัมผัสกับเพื่อมนุษย์ที่อยู่ในวินาทีแห่งความเป็นและความตาย 

หมายเหตุผู้เขียน  เพ็ญนภา หงษ์ทอง อดีตผู้สื่อข่าวประจำกองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ เดอะ เนชั่น ปัจจุบันนักข่าว นักเขียน และนักแปลอิสระ และร่วมงานกับมีเดีย อินไซต์ เอาท์ ฐานะบรรณาธิการร่วม