Skip to main content

สายลับ สายข่าว เจ้าหน้าที่ เอเยนต์ หรือคำอื่นใดที่ใช้เรียกบุคคลที่มีหน้าที่หาข่าวและกรองข่าวให้กับรัฐเพื่อความมั่นคง กับผู้สื่อข่าวของสื่อสารมวลชน เป็นงานอาชีพที่ใกล้เคียงกันมาก เราเจอกันบ่อยในสนาม ส่วนใหญ่แล้วเราจะแลกเปลี่ยนข่าวกัน เราใช้ซึ่งกันและกัน บางทีเราก็หลอกใช้กันด้วย เรารู้จักคบหากันนานมาก หลายกรณีนับถือกันเป็นเพื่อนเป็นพี่เป็นน้องช่วยเหลือเจือจานกันนอกเหนือจากงานในหน้าที่ก็มี เรามักจะอยู่กันแบบนี้จนกว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะล้างมือจากวงการ ติดคุกหรือไม่ก็ตายไป

เรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้เกิดขึ้นจริงทุกวันในชีวิตการทำงานสื่อสารมวลชนของทุกที่ในโลกนี้รวมทั้งในประเทศไทย แต่ในสหรัฐนั้นถ้าสายสัมพันธ์แบบนี้ถูกเปิดโปง (หรือในภาษาของพวกเราเรียกมันว่า เบิร์น --  burn) มันจะกลายเป็นเรื่องเป็นราวจนพาให้คนๆหนึ่งหรือหลายคน ไม่ฝ่ายใดก็ฝ่ายหนึ่งไปจบลงที่คุกตาราง และมันก็เกิดคำถามในแวดวงสื่อสารมวลชนว่า ความสัมพันธ์แบบนี้ควรจะได้รับความคุ้มครองทางกฎหมายหรือไม่ เสรีภาพและสิทธิของสาธารณชนมีอยู่จริงหรือไม่

เมื่อเร็วๆนี้อดีตเจ้าหน้าที่เอฟบีไอคนหนึ่งชื่อ โดนัลด์ ซาคเทลเบน (Donald Sachtleben) อายุ 55 ปี ถูกศาลสั่งจำคุก 43 เดือนโทษฐานที่ปล่อยข่าวว่ามีการสกัดกั้นแผนการวางระเบิดก่อการร้ายในเยเมนได้สำเร็จ อันที่จริงในบ้านเราข่าวแบบนี้เกิดขึ้นบ่อยๆว่า เจ้าหน้าที่ทางการพบแผนการวางระเบิดที่โน่นที่นี่โดยเฉพาะในภาคใต้และประสบความสำเร็จในการทำลายแผนการนั้นลงได้ บรรดาผู้หลักผู้ใหญ่มักมาเสนอข่าวเอาหน้ากันทั้งนั้น แต่สหรัฐไม่ใช่แบบนั้น เรื่องทำนองนี้เป็นเรื่องคอขาดบาดตายเป็นความลับของชาติ ไม่ใช่สิ่งที่เจ้าหน้าที่หรือนักข่าวจะเอาเผยแพร่คุยโม้โอ้อวดความสามารถของตัวเอง เพราะทันทีที่สำนักข่าวเอพีเสนอข่าวนี้ออกมาปรากฎว่าแผนการที่ทางการจะสืบสาวเรื่องนี้ต่อไปให้ถึงต้นตอทำไม่ได้เสียแล้วเนื่องความลับรั่วไหล ก็เลยต้องการสืบสวนกันว่าใครเป็นตัวการปล่อยเรื่องนี้ออกมา

ซาคเทลเบนเป็นเอเยนต์ของเอฟบีไอปี 1983-2008 ต่อมาภายหลังก็เข้ารับงานในฐานะพนักงานสัญญาจ้าง ตลอดเวลา 25 ปีในเอฟบีไอเขามีโอกาสได้ทำคดีก่อการร้ายสำคัญจำนวนมาก เช่นคดีระเบิดเวิร์ดเทรดเซ็นเตอร์ปี 1993 คดีระเบิดที่โอกลาโฮมาปี 1995 คดีระเบิดสถานทูตสหรัฐในแอฟริกาปี 1998 คดีระเบิดเรือที่เยเมนปี 2000 และกระทั่งคดีการโจมตีเวิร์ดเทรดเซ็นเตอร์ในวันที่ 11 กันยายน 2001 ด้วย แปลว่าเขาได้ล่วงรู้ความลับของประเทศสหรัฐจำนวนมาก

ตามข้อมูลการสอบสวนของศาล เขาได้พบกับนักข่าวสำนักข่าวเอพีคนหนึ่งในปี 2009 และในเวลาต่อมาเขาก็ให้ข่าวเกี่ยวกับเหตุระเบิดให้กับนักข่าวคนนั้นเรื่อยมา แต่เรื่องที่ทำให้เขาต้องพาตัวเองไปนอนในคุกเกิดขึ้นเมื่อปีที่แล้ว เมื่อการปฏิบัติการทางด้านข่าวกรองทำให้เจ้าหน้าที่สหรัฐสามารถล่วงรู้แผนการที่จะมีการวางระเบิดสายการบินแห่งหนึ่งในเยเมนในห้วงเดือนเมษายน ปีที่แล้ว เจ้าหน้าที่พบชุดชั้นในที่ออกแบบสำหรับผูกระเบิดติดตัวที่เชื่อว่าจะนำไปก่อการร้ายได้

วันที่ 7 พฤษภาคม 2012 สำนักข่าวเอพีเผยแพร่ข่าวนี้ออกมาก่อนเพื่อน (ภาษาข่าวเรียกว่า break the news) หลังจากนั้น ลอสแองเจลิสไทม์ นิวยอร์คไทม์และอีกหลายเจ้าก็ช่วยกันกระพือข่าวนี้ออกไปอย่างไม่ยั้ง พวกนักการเมืองฝ่ายรีพลับบลิกันซึ่งเป็นฝ่ายค้านเวลานี้ก็กระโดดเข้าใส่ทันทีด้วยการกล่าวหาว่ารัฐบาลปล่อยข่าวนี้ออกมาเพื่อหวังว่าจะทำให้ภาพพจน์ของประธานาธิบดีบารัค โอบามาดูดุดันขึ้นมาบ้างเท่านั้นเอง

เกือบปีต่อมากระทรวงยุติธรรมซึ่งทำหน้าที่สอบสวนเรื่องนี้ ทำการสอบปากคำเจ้าหน้าที่ของรัฐถึง 500 คน แต่ก็ยังไม่ได้ความจนกระทั่งอาศัยการสืบสวนในทางลับด้วยการเอาข้อมูลการติดต่อทางโทรศัพท์ของนักข่าวเอพีกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ บริษัทโทรศัพท์ยอมเปิดเผยข้อมูลนี้และพบว่ามีทั้งหมด 20 สายเกี่ยวข้องกับสำนักงานของสำนักข่าวเอพีและนักข่าวเอพี ในที่สุดสายสัมพันธ์ระหว่างเจ้าหน้าที่ซาคเทลเบนและนักข่าวเอพีก็ถูกเบิร์น

ข้อมูลโทรศัพท์ที่ถูกเปิดเผยในศาลนั้นเป็นข้อความสั้นที่นักข่าวติดต่อกับซาคเทลเบน หลังจากที่สถานีโทรทัศน์เอบีซีเสนอข่าวว่าผู้ก่อการร้ายอัลเคดาคนหนึ่งชื่อ อิบราฮิม อัลอาซีรี น่าจะเกี่ยวข้องกับแผนการวางระเบิดที่ไหนสักแห่งหนึ่ง จากนั้นก็ปรากฎมีการแลกเปลี่ยนข้อความระหว่างนักข่าวกับเจ้าหน้าที่ซาคเทลเบน ทำนองถามว่าเรื่องนี้มีมูลแค่ไหน เอบีซีคาดเดาไปเองหรือเปล่า

จุดตายเกิดขึ้นตรงที่เจ้าหน้าที่ซาคเทลเบนเข้าไปที่ห้องแลปของเอฟบีไอซึ่งเขาทำงานอยู่แล้วเข้าไปตรวจดูชุดชั้นในสำหรับติดระเบิดที่มีการยึดมาได้ก่อนหน้า แล้วเขาก็โทรหานักข่าวเอพีเพื่อบอกข่าวนี้

สองชั่วโมงครึ่งถัดมาปรากฎว่านักข่าวเอพีสองคนโทรหาเจ้าหน้าที่ในรัฐบาลให้วุ่นไปหมดพูดทำนองว่าพวกเขารู้ว่ารัฐบาลสามารถตรวจพบแผนการวางระเบิดของผู้ก่อการร้ายในเยเมนและเอฟบีไอกำลังวิเคราะห์อยู่จริงหรือไม่ ให้ช่วยยืนยัน (on the record) ให้หน่อย และนี่ถือว่าเป็นระเบียบการทำงานปกติของนักข่าวมืออาชีพที่ดี แต่มันกลายเป็นสิ่งที่ยืนยันว่า เจ้าหน้าที่ซึ่งไม่มีอำนาจในการเปิดเผยข้อมูลได้ทำการปล่อยข่าวให้กับสื่อมวลชน

มีฉากวุ่นๆคล้ายในหนังสายลับฮอลิวูดแทรกเข้ามานิดหน่อยเพราะเจ้าหน้าที่ซาคเทลเบนนั้นกำลังโดนชุดสืบสวนติดตามฐานที่เผยแพร่รูปโป๊เด็กด้วย เขาเจอโทษหนักในคดีนี้ ดูเหมือนจะหนักกว่าปล่อยความลับทางราชการรั่วไหลด้วยซ้ำไป เพราะคดีนั้นเขาโดนไป 97 เดือน รวมๆแล้วสองคดีเขาต้องติดคุกเกือบ 12 ปี

เรื่องรูปโป๊เขาอาจจะสมควรโดน แต่เรื่องที่ชวนสงสัยและเป็นคำถามสำหรับวิชาชีพสื่อมวลชนคือ การลงโทษเจ้าหน้าที่ฐานปล่อยข้อมูลของทางราชการให้สื่อมวลชนนั้นชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ เจ้าหน้าที่นั้นถูกลงโทษเพราะรัฐมีกฎหมายเรื่องนี้อยู่ชัดแจ้ง แต่นักข่าวไม่โดนฐานสมรู้ร่วมคิดหรือข้อหาเผยแพร่ข้อมูลลับของทางราชการแต่อย่างใด ถ้าเป็นประเทศไทยดูเหมือนนักข่าวจะโดนก่อนแหล่งข่าว

คอลัมนิสต์ของนิวยอร์คไทม์เขียนบทความเปิดเผยข้อเท็จจริงบางประการว่า ความจริงแล้วสำนักข่าวเอพีนั่งทับเรื่องนี้อยู่ 5 วันเต็มและปล่อยให้รัฐบาลล่วงรู้กระบวนการทำงานของสำนักข่าวด้วยว่ากำลังติดตามเรื่องนี้อยู่ นั่นก็หมายความว่ารัฐบาลก็มีความพยายามจะปิดบังเรื่องนี้อยู่ด้วย (เพื่อประโยชน์ของอะไรก็ตามทีแต่มันละเมิดเสรีภาพสื่อมวลชน) และที่พูดกันมากในวงการข่าวสหรัฐคือ มาตรฐานการปกป้องนักข่าวและแหล่งข่าวในเรื่องนี้อยู่ที่ไหน มันมีแนวทางในการทำงานสื่อมวลชนอย่างใหม่ที่ยอมให้รัฐเข้าแทรกแซงกระบวนการทำงานของสื่อมวลได้ด้วยถ้าหากแจ้งล่วงหน้าหรือไม่แจ้งก็ได้ถ้าหากว่าการแจ้งนั้นจะทำให้กระบวนการสืบสวนคดี (บ้านเราเรียกว่ามีผลในทางคดี)

กระทรวงยุติธรรมแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนว่า ทำคดีนี้และดำเนินคดีต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐเพื่อปกป้องความมั่นคง ผลประโยชน์แห่งชาติประโยชน์สาธารณะ แต่ปัญหาที่ตอบไม่ได้คือสิทธิของประชาชนที่จะล่วงรู้ข้อมูลทำไมไม่ได้รับการปกป้องเลย

มองจากมุมของสื่อและสาธารณชนนอกรัฐหมายความว่า ข้อมูลใดๆที่รัฐไม่ต้องการให้ประชาชนล่วงรู้ ก็จะไม่สามารถรู้ได้เช่นนั้นหรือ สถานการณ์แบบนี้ทำให้สหรัฐซึ่งอ้างตัวว่าส่งเสริมสิทธิเสรีภาพมากมายนั้นมีสภาพไม่ต่างอะไรกับประเทศเผด็จการด้อยพัฒนาทั้งหลายรวมทั้งประเทศไทยด้วยว่าเรื่องความมั่นคงและผลประโยชน์แห่งชาตินั้นเป็นข้ออ้างสำหรับการปิดบังเรื่องลับได้ทั้งหมด และในนามของความมั่นคงรัฐสามารถล้วงละเมิดเรื่องอะไรต่อมิอะไรได้อีกมาก

เกี่ยวกับผู้เขียน:  สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี บรรณาธิการข่าวต่างประเทศ หนังสือพิมพ์ The Nation มีประสบการณ์ในการทำข่าวความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวมทั้งลุ่มแม่น้ำโขงและปัญหาชายแดนมากว่า 20 ปี

สายลับกับนักข่าว