โลกใหม่บนเมฆ ที่องค์กรสื่อของรัฐตะกายไม่ถึง

           

ภาพของคุณเช็ค สุทธิพงษ์ ธรรมวุฒิ ที่เอาเทปกาวปิดหู ปิดตา ปิดปากตัวเอง เพื่อเป็นการแสดงความรู้สึกหลังจากรายการคนค้นฅน ที่ว่าด้วยฉากชีวิตของศศิน เฉลิมลาภ เลขาธิการมูลนิธิสืบ นาคะเสถียร ที่เดินเท้ากว่า 380 กิโลเมตรเพื่อคัดค้านเขื่อนแม่วงก์ถูก อสมท. ระงับการออกอากาศเป็นภาพที่ไม่คิดว่าจะได้เห็นอีกแล้วในยุคสมัยนี้ ที่สารต่างๆ สามารถกระจายตัวได้อย่างรวดเร็ว ก่อนจะถูกนำขึ้นไปเก็บบนก้อนเมฆ

            เมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว สมัยที่ยังเป็นนักเรียนวิชาการหนังสือพิมพ์ ในมหาวิทยาลัยปิดแห่งหนึ่ง ภาพคล้ายๆ กันนี้ถูกหยิบยกมาพูดคุยกันหลายต่อหลายครั้งในห้องเรียน โดยเฉพาะในวิชาที่เกี่ยวข้องกับประวัติการต่อสู้ของนักหนังสือพิมพ์ ที่ยุคสมัยหนึ่งถูกรัฐควบคุมและคุกคามจนมีนักหนังสือพิมพ์ต้องติดคุกติดตะรางกันมากมาย เพราะไม่ยอมจำนนต่อกรอบและกรงความคิดของรัฐ ในยุคนั้นช่องทางการสื่อสารจำกัดมาก การกำจัดสื่อและสารที่เห็นต่างจากรัฐทำได้ง่าย พอๆ กับการกระจายข่าวที่เป็นโฆษณาชวนเชื่อจากรัฐ ซึ่งไม่ใช่สถานการณ์การสื่อสารของสังคมในยุคสมัยนี้ ที่ทุกคนสามารถเป็นทั้งผู้ส่งข่าวสารออกสู่มวลชนและผู้รับสารจากมวลชนอื่นได้ทุกเวลาทุกสถานที่

            การเห็นภาพคุณเช็คปิดหู ปิดตา ปิดปาก ตัวเอง ในยุคสมัยนี้ให้ความรู้สึกที่ต่างไป ดิฉันคิดว่านั่นเป็นการประกาศให้สังคมรับรู้ว่า อสมท. กำลังปิดตา ปิดปากตัวเอง ด้วยอำนาจแห่งความกลัว เพราะเมื่อรายการคนค้นฅน ตอนศศิน ถูกระงับการออกอากาศทางช่อง 9 อสมท. ในเวลา 14.00 น. ของวันเสาร์ เทปรายการฉบับ Uncut ก็ถูกนำออกอากาศทางยูทิวบ์ ในเวลา 20.00 น. อสมท. ไม่รู้จริงๆ หรือว่ามันหมดยุคสมัยของการปิดกั้นข่าวสารของประชาชนแล้ว ภายใต้สถานการณ์การสื่อสารของโลกในปัจจุบัน สารที่ถูกปิดจะยิ่งถูกเปิด สารที่ถูกกลบจะยิ่งถูกคุ้ย อสมท. ไม่เคยเห็นหรือว่าในก้อนเมฆที่ล่องลอยไปมาของโลกแห่งการสื่อสารสมัยใหม่ เต็มไปด้วยเรื่องราวต้องห้ามของสังคมไทยมากขนาดไหน (เริ่มสงสัยว่า คนของ อสมท. จะเข้าใจคำว่าก้อนเมฆหรือไม่) การระงับการออกอากาศรายการคนค้นฅนของ อสมท. จึงเท่ากับเป็นการโฆษณารายการ เพราะมันไปเพิ่มความอยากรู้อยากเห็นของคน และเป็นการกระทำที่ให้ความรู้สึกว่าเครื่องมือในยุคหินกำลังถูกเอามาใช้กับโลกยุคหลังสมัยใหม่ นอกจากจะไม่มีประสิทธิภาพแล้วยังทำให้ตัวเองกลายเป็นตัวตลก 

แบนเนอร์โฆณษารายการคนค้นฅน ทางชอง 9 อสมท. ก่อนรู้ว่าจะถูกระงับการออกอากาศ (ซ้าย) และ เมื่อต้องย้ายช่องทางเผยแพร่ไปเป็นยูทิวบ์ (ขวา)

            หาก อสมท. เปิดหูเปิดตามากกว่านี้สักนิดหนึ่งจะเห็นว่ากำลังในการค้านเขื่อนแม่วงก์ ที่เพิ่มจาก 3 คน ในวันแรกที่คุณศศินออกเดินเท้าจากกรุงเทพฯ สู่แม่วงก์ กลายเป็นหลายพันคนในวันที่เขากลับมาถึงกรุงเทพฯในอีก 13 วันต่อมา เป็นผลมาจากการกระจายข่าวสาร ข้อมูล และการให้กำลังใจผ่านทางโซเชียลมีเดีย 13 วันของการเดินเท้า แม้จะมีพื้นที่บนสื่อหลักอยู่บ้าง แต่ก็น้อยเต็มที่ สัดส่วนเทียบไม่ได้เมื่อเปรียบกับข่าวสารที่ถูกส่งต่อผ่านวัฒนธรรมการแชร์และทวิต อันเป็นรูปแบบการสื่อสารยุคใหม่ที่ไม่ต้องถูกใครเซ็นเซอร์        

การกระทำของ อสมท. ในครั้งนี้ (อาจจะไม่เกี่ยวกับรัฐบาลตามที่คุณธีรัตถ์ รัตนเสวี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ออกมาชี้แจงก็ได้) นอกจากจะแสดงให้เห็นว่า เป็นองค์กรที่ทำงานด้านสื่อของรัฐที่ไม่เท่าทันโลกแห่งการสื่อสารสมัยใหม่แล้ว ยังเป็นองค์กรที่มีหน้าที่หนึ่งในการกำกับดูแลสื่อที่ไม่เข้าใจแม้แต่สื่อและสารที่ตัวเองจะต้องเข้ามากำกับดูแล หน้าเพจของรายการคนค้นฅน มีคำชี้แจงกรณีที่รายการไม่ได้ออกอากาศและเหตุผลที่ทีมงานต้องนำมาเผยแพร่ทางยูทิวบ์ไว้ว่า “เนื่องจากฝ่ายพิจารณาเทปออกอากาศได้แจ้งมายังรายการฯ ว่า อยากให้นำเนื้อหาไปปรับแก้ให้มีความสมดุลทั้ง 2 ฝ่าย คือมีทั้งข้อมูลและบทสัมภาษณ์จากฝ่ายสนับสนุนการสร้างเขื่อน และฝ่ายคัดค้าน” อสมท. ไม่รู้จริงๆ หรือว่ารายการคนค้นฅน เป็นรายการสารคดีว่าด้วยชีวิตคน มุ่งหมายเพื่อถ่ายทอดเรื่องราว ความงาม (หรือความไม่งามก็แล้วแต่) วิถีชีวิต และวิธีคิดของคน ที่ทีมงานพิจารณาแล้วว่ามีความน่าสนใจ ไม่ได้เป็นรายการข่าวหรือสารคดีสิ่งแวดล้อมที่ต้องมีการให้ข้อมูลอย่างรอบด้านและเป็นธรรมกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง อสมท. ไม่เข้าใจจริงๆ หรือว่าธรรมชาติของรายการสารคดีชีวิตลักษณะนี้จะมุ่งเน้นไปที่บุคคลที่รายการต้องการนำเสนอไม่ใช่ประเด็นหรือวิวาทะที่บุคคลนั้นๆ เข้าไปเกี่ยวข้อง หาก อสมท. ให้เหตุผลว่าอยากให้ไปค้นชีวิตของผู้ที่สนับสนุนการเสร้างเขื่อนแม่วงก์บ้างยังเข้าท่ากว่า อย่างน้อยก็แสดงให้เห็นว่ามีความเข้าใจในแนวคิดหลักของรายการที่ตัวเองกำลังพิจารณาเซนเซอร์อยู่บ้าง

            หาก อสมท. ในฐานะองค์กรสื่อภายใต้การกำกับของรัฐบาล จะไม่ตระหนักถึงสิทธิและเสรีภาพของประชาชนในการแสดงความคิดเห็นและการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร ซึ่งนานาอารยประเทศให้ความสำคัญกันมาเนิ่นนาน อย่างน้อยก็ควรแสดงพฤติกรรมที่แสดงให้เห็นว่าเป็นองค์กรสื่อของรัฐที่เข้าใจและเท่าทันเทคโนโลยีการสื่อสารของโลกสมัยใหม่บ้าง อย่ามัวแต่กลัวว่าจะไม่สามารถควบคุมสารได้ เพราะสารนั้นอยู่นอกเหนืออำนาจการควบคุมใครคนใดคนหนึ่งหรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งนานแล้ว    

หมายเหตุผู้เขียน  เพ็ญนภา หงษ์ทอง อดีตผู้สื่อข่าวประจำกองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ เดอะ เนชั่น ปัจจุบันนักข่าว นักเขียน และนักแปลอิสระ และร่วมงานกับมีเดีย อินไซต์ เอาท์ ฐานะบรรณาธิการร่วม