Skip to main content

กำเนิดไอทีวี –ไทยพีบีเอส.. ต่างกรรม ต่างอุดมการณ์

เรื่องความเป็นศึกนอก-ศึกใน อะไรเกิดขึ้นที่ไทยพีบีเอส ก่อนที่จะไปว่าอะไรเกิดขึ้น ในฐานะที่ผมอยู่ช่วงของการเปลี่ยนผ่านจากไอทีวีแล้วไปเป็นทีไอทีวี  แล้วก็เป็นไทยพีบีเอสนะครับ

ไทยพีบีเอสเกิดขึ้นจากอุบัติเหตุทางการเมือง อันนี้ก็คงจะรู้กัน ไม่ได้มาจากความพร้อมของสังคมไทยที่อยากจะมีทีวีสาธารณะนะครับ เป็นความขัดแย้งทางการเมือง เป็นความประสงค์ที่จะล้มระบอบทักษิณ และอะไรก็ตามที่เกี่ยวข้องกับอาณาจักรของทักษิณจะต้องกำจัดให้ราบคาบ นี่คือเป้าหมายสูงสุดที่ทำให้เกิดการทำรัฐประหาร และเนื่องด้วยไอทีวีเป็นทรัพย์สินของคุณทักษิณ เพราะฉะนั้นจึงต้องกำจัดให้ราบคาบ ส่วนกำจัดแล้วจะทำอะไรต่อยังนึกไม่ออก เหมือนกับหลายๆเรื่องที่คุณสนธิ บุญยรัตกลิน ได้ทำไว้ ทำไปก่อนแล้วค่อยไปแก้ทีหลัง มันก็เป็นปัญหาลูกโซ่ตามมา แล้วไอทีวีกลายเป็นไทยพีบีเอส นี่ก็เป็นปัญหาอันหนึ่งเหมือนกับปัญหาอื่นๆที่เราเห็นอยู่ทุกวันนี้

เมื่อไม่มีความพร้อมในแง่ของสังคม คือความพร้อมที่ผมพูดถึงหมายความว่า สังคมยังไม่รู้เลยว่า                ทีวีสาธารณะมันทำอะไร แล้วสาธารณะเพื่อใคร มีการเปรียบเทียบกันในยุคนั้นว่า ทีวีสาธารณะจะต่างจากส้วมสาธารณะมั๊ย? คือหมายความว่าบริการทุกคน แล้วพอมีอะไร ทุกคนก็จะรวมมาใส่ๆแบบนั้นหรือเปล่า? คือตอนแรกเราก็ เออ! มันจะต่างกันยังไง? คือความเป็นสาธารณะนี่ เหมือนสวนสาธารณะ ส้วมสาธารณะมั๊ย? นั่นคือคำถาม ก็มีคนตั้งโจทย์แบบนี้เหมือนกัน นี่คือความไม่เข้าใจของสังคมและความไม่พร้อมด้วย

แต่ทีนี้เมื่อ คมช.[i] ต้องการจะให้เป็น ยึดไปก่อนแล้วเอาไปทำอะไรก็ได้ ทีนี้ในกลุ่มคนที่อยู่ในกลุ่มผู้สนับสนุน คมช. ก็ต้องมานั่งขบคิดกัน โดยเฉพาะคนที่อาจจะเกี่ยวข้องสัมพันธ์อยู่กับทางด้านสื่อ ทางด้านสังคมด้วย ก็มานั่งขบคิดกันว่าจะทำยังไง ก็โยนโจทย์นี้ให้กับอาจารย์สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ที่ทีดีอาร์ไอ[ii] ว่า อาจารย์สมเกียรติเคยมีวิจัยใช่ไหม เรื่องของทีวีสาธารณะ หรือเคยสนใจอยู่ ทำมาหน่อยซิว่าจะเอายังไงกับมัน แล้วก็เลยให้อาจารย์ไปตั้งมา มีการคิดรูปแบบกฎหมายขึ้นมา แล้วก็มีการดึงนักวิชาการเข้ามาร่วม คนทำสื่อเข้ามาร่วม ก็เป็นข้อบัญญัติของกฎหมายทีวีสาธารณะอันนี้ขึ้นมา

ทีนี้เมื่อมีกฎหมายแล้ว ด้วยความที่มันต้องรีบออกอากาศ และต้องรีบยุบไอทีวีให้ได้ เพราะว่าตอนนั้นยังไงก็ต้องรีบให้หมดไปเร็วๆ เมื่อออกมาเป็นกฎหมายแล้วคนจะทำคือใคร ก็มานั่งถกเถียงกัน อาจารย์สมเกียรติบอกว่าต้องเอาคนไอทีวี เพราะคนไอทีวีนี่มันมีพื้นฐานของความเป็นทีวีเสรี ความเป็นทีวีเสรีมันมีความสอดคล้องที่สุดกับการเป็นทีวีสาธารณะ เพราะในเรื่องของกรอบความคิด ในเรื่องของการมองปัญหาของสังคม มันอยู่ภายใต้ของความเป็นอิสระทางความคิดมาโดยตลอด เราถูกสร้างมาอย่างนั้นตลอด เพราะฉะนั้นเหมาะที่สุด แต่ คมช.เขาไม่ต้องการ เขาบอกว่านี่มันเป็นคนรับใช้ทักษิณ เป็นทาสทักษิณ เห็นเงินเป็นพระเจ้า เป็นคนที่คลั่งใคล้กับเรื่องที่ทักษิณหยิบยื่นให้ เพราะฉะนั้นคนพวกนี้ไม่มีอุดมการณ์หรอก ต้องเอาคนใหม่ คนใหม่ก็คือใคร ก็คือคนที่เห็นด้วยกับการทำรัฐประหารในตอนนั้น หรือไม่ก็คนที่เป็นศัตรูกับทักษิณ เราจำได้ว่ากบฏไอทีวี 21 คน ก็คือคนที่ฟ้องร้องกับทักษิณจนกระทั่ง 21 คนนี้ชนะคดี นี่คือที่มา และทีนี้ พอเมื่อคนกลุ่มนี้เข้ามา ก็คือว่าเป็นคนกลุ่มแรกที่เข้ามาเป็นผู้บริหารด้วยและเป็นพนักงานไอทีวีด้วย ก็เข้ามาเป็นผู้บริหาร ไปคุมกอง บอกอ.ต่างๆ คนที่มีอคติอยู่แล้ว ส่วนใหญ่จะเป็นคนที่อยู่ตรงข้ามกับคุณทักษิณ มีอคติทางการเมืองกับคนที่อยู่กับฝ่ายระบอบทักษิณ เพราะฉะนั้น นี่คือปัญหาอันดับแรกที่เกิดขึ้นกับทีวีไทย

อันที่สอง ก็คือว่า ไม่เป็นไร ถ้าเกิดว่าคุณจะมีความคิดที่ขัดแย้ง หรือแตกต่าง แต่ถามว่า คนที่มาทำโทรทัศน์ซึ่งเป็นโทรทัศน์ใหม่ เป็นโทรทัศน์ที่เรียกว่าเป็นทีวีสาธารณะช่องแรกของประเทศไทย แล้วไม่อยู่ในความรู้ของคนไทยมาก่อนนี่ อะไรบ้างที่เราต้องเตรียมพร้อม นอกเหนือจากสังคมแล้ว ซึ่งเราต้องทำความเข้าใจว่าทีวีสาธารณะคืออะไร สำคัญที่สุดก็คือพนักงานและผู้บริหารของทีวีช่องนี้

“ทีวีเสรี” อุดมการณ์ร่วมของคนไอทีวี

ไอทีวีนี่ กว่าที่เราจะออกอากาศได้นี่ เราต้องมานั่งเปลี่ยนวิธีคิด คือในอุตสาหรรมการสื่อสาร หรืออุตสาหกรรมโทรทัศน์หรือวงการโทรทัศน์นี่ เราอยู่ภายใต้กรอบของรัฐบาลมาตลอด


ขอบคุณภาพจาก http://thetanpisit.blogspot.com/2013/02/1.html

ตอนนั้นอุดมการณ์ของไอทีวีนี่ เราใช้สโลแกนว่า "ไอทีวี ทีวีเสรี" และเป็นทีวีเอกชนช่องแรกของประเทศไทย และทีวีช่องนี้คือทีวีที่มาด้วยเลือดเนื้อและการสูญเสียชีวิตของคนในเดือนพฤษภาคม 2535 ไม่ใช่ทีวีสาธารณะนะครับที่มาจากการสูญเสียของประชาชน ต้องแยกให้ออก เพราะฉะนั้น อุดมการณ์ของการเป็นทีวีเสรีนั้นมาจากการเสียสละ ทุ่มเทชีวิตของคนที่ต่อสู้ในเหตุการณ์พฤษภาคม 2535 เพราะเราต้องการสื่อที่มีอิสระจริงๆ ไม่อยู่ภายใต้การควบคุบ เพราะความเจ็บปวด ความร้ายแรง ความโหดร้ายของการมีทีวีอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาลนี่มันประจักษณ์ชัดในช่วงของการรัฐประหารปี 2535 หรือเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ

ตอนที่เราทำไอทีวี ต้องยอมรับนะครับ ต้องให้เครดิต ผมก็ยังให้เครดิตจนถึงทุกวันนี้ในเครือของเนชั่นที่เป็นผู้สร้างวิญญานเสรีให้กับคนไอทีวี คุณสุทธิชัยประกาศชัดในเวทีของการประชุมในวันนั้น บอกว่า “ผมจะขอทำทีวีช่องนี้เป็นช่องสุดท้ายในชีวิตผม” คือพูดอย่างนี้จริงๆ แล้วพูดบ่อยมาก "ผมเหนื่อยมาพอแล้ว ผมจะทำให้เห็นว่าทีวีเสรีมันเกิดขึ้นได้จริงๆ" นั่นก็คือสุทธิชัยเมื่ออดีตนะครับ ก็ว่ากันไป

ที่นี่เมื่อเรามีอุดมการณ์นี้นี่ ผมเองก็ถูกดึงมาจากมติชน ผมทำมติชนอยู่ประมาณสัก 10 ปี ก็ถูกดึงระดมคนมาจากที่ต่างๆ ระดมคนมาจากเนชั่น จากมติชน จากฐานเศรษฐกิจ จากประชาชาติธุรกิจ จากช่อง 3 บ้าง จากช่อง 9 จากไทยสกาย จากเคเบิ้ล ก็มารวมกัน แล้วการมารวมกันนี่ สิ่งแรกที่เราอยู่ด้วยกัน ก็คือ เรามานั่งทบทวนว่าทุกคนคิดอย่างไรกับทีวีเสรีที่เอกชนทำเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ขบคิดกันอยู่ประมาณ 6 เดือนนะครับ ช่วงนั้นเรานั่งรับเงินเดือนจากบริษัท แต่เราไม่มีรายการ เราไม่มีช่องออกอากาศ แต่เรามานั่งขบคิดกันตั้งแต่ว่า โจทย์แรกก็คือว่า คำว่าทีวีเสรี เราเสรียังไงได้บ้าง เราจะเสรีอย่างไรได้บ้าง

โจทย์แรกของทีวีเสรี:

ข่าวพระราชสำนักโฉมใหม่..ฝันได้ไกล ไปไม่สุด

ในแง่ของประเด็นความอ่อนไหวทางสถาบันพระมหากษัตริย์ คุณจะเสรีได้ขนาดไหน ซึ่งตอนนั้นคุณเทพชัยตั้งโจทย์ไว้เลยว่า คุณสุทธิชัยตั้งโจทย์ไว้เลยว่า คุณลืมรายการข่าวภาคค่ำตอนพระข่าวพระราชสำนักไปเลยนะ ถ้าให้คุณทำ คุณจะพลิกโฉมมันยังไง นี่คือโจทย์ของ บก.ข่าวราชสำนัก คือพอเรามานั่งรวมกันนี่ เขาก็จะเอาคนหลักๆจากแต่ละสำนักมาก่อน พอเอามาปั๊บ ก็แต่งตั้งเป็น บก.แต่ละส่วน บก.ข่าวราชสำนัก บก.สังคม บก.เศรษฐกิจ บก.การเมือง บก.ศิลปวัฒนธรรม ผมเป็น บก.สังคม แล้วแต่ละ บก.นี่ ให้โจทย์ไปว่า "คุณมีเสรีภาพในการนำเสนอ ในฐานะที่เป็น บก. คุณไปทำข่าวในสายของคุณให้มันต่างจาก ช่อง 3,5,7,9, 11 ให้ได้อย่างไร เพราะถ้าหากว่าเราทำโทรทัศน์ที่มันเหมือนกับ 3,5,7,9,11 ไม่ต้องทำดีกว่า ทำให้ต่าง แล้วข่าวราชสำนัก คุณไปคิดมา คุณจะเปลี่ยนอย่างไร" นี่คือคำพูดคุณสิทธิชัยนะครับ

ช่วงแรกนี่ บก.ข่าวราชสำนักยังหาคนไม่ได้ เขาก็ให้ผมช่วยดู ทีนี้ บอกว่าเราต้องเป็นคนกำหนดเอง เราควรเป็นคนตั้งประเด็นเอง ว่าเราจะทำอะไร แต่การทำประเด็นเองของเรานี่ต้องมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับสำนักราชวัง แต่ประเด็นเราควรจะเป็นคนกำหนดเอง เช่น พูดถึงบทบาทของพระราชกรณียกิจ อันไหนควรจะพูดถึง ทุกพระองค์ไหม หรือพระองค์สำคัญ แล้วควรจะกำหนดเวลาไว้ไหมว่าควรจะเป็นแค่ไม่เกิน 30 นาที หรืออะไรแบบนี้ อันนี้จะเป็นโจทย์ที่ถูกวาง แต่แน่นอน ก็คือคุณสุทธิชัยให้เราฝัน ในที่สุด ทำจริงไม่ได้ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งนะครับ

ก่อนที่จะออกอากาศ เราเชิญทุกคนมาหมดเลยนะ ทางกองทัพเราก็เชิญมา ทางศาสนาเราก็เชิญมา อะไรก็ตามที่เป็นประเด็นเกี่ยวกับความมั่นคงนี่ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ กองทัพ อะไรที่เรากระทบไม่ได้นี่ ต้องมานั่งดูว่าความเป็นเสรีภาพของเรา เราจะทำได้แค่ไหน เขาจะมาบอกให้เราฟัง ทั้งตัวแทนพระราชวังก็มาคุยให้เราฟัง ทั้งบรรดานักวิชาการทางด้านกองทัพ หรือแม้แต่กองทัพเองก็มาคุยให้เราฟังว่าเสรีภาพของการทำงานของคุณควรจะอยู่แค่ไหน และความมั่นคงที่คุณควรจะต้องรักษาไว้คืออะไร แล้วเราก็ทำงานไปอย่างนี้เรื่อยๆนะครับ เคี่ยวเข็ญไปเรื่อยๆ

ประโยชน์ของประชาชนเป็นตัวตั้ง

ประเด็นแรก นอกเหนือจากเรื่องความเป็นเสรีของไอทีวีแล้วนี่ ประเด็นอื่นที่เราเปลี่ยนวิธีคิดในการทำงานของโทรทัศน์ในช่วงของไอทีวีที่เราถูกฝึกและถูกสอนกันมาก็คือว่า ต้องเอาประโยชน์ของประชาชนเป็นตัวตั้ง เพราะฉะนั้นเวลาขึ้นข่าวนี้ ต้องเอาประชาชนขึ้นก่อน ไม่ใช่รัฐมนตรี ไม่ใช่นายกฯ ไม่ใช่ปลัด ไม่ใช่ข้าราชการ อันนี้ก็เป็นทฤษฎีสำคัญอันหนึ่งที่เราใช้มาตลอด เราเริ่มจากภาคของประชาชนที่เดือดร้อนก่อน จากปัญหาความเดือดร้อนสะท้อนไปสู่คนที่รับผิดชอบก็คือ พวกรัฐมนตรี พวกกระทรวง หรือแม้แต่นายกฯ คุณไม่จำเป็นต้องไปเฝ้านายกฯ คุณไม่จำเป็นต้องไปประจำอยู่ที่กระทรวง เราก็พูดถึงข้อจำกัดของการที่ต้องไปเฝ้าพรรค เฝ้ากระทรวง เฝ้าทำเนียบ เฝ้าสภา เพราะเราก็จะกลายเป็นคนหนึ่งของตรงนั้น จะไม่มีมุมมองที่กว้างไปกว่านั้น อันนี้ก็เป็นเรื่องที่ถูกวิเคราะห์ถูกวิจารณ์กันมา มันตกผลึกเป็นทีวีเสรีอย่างเต็มที่ หกเดือนที่ผ่านมานี่ พอเราคิดว่าเราพร้อม เราถึงออกมาสู่สาธารณชน ถ้าผมจำไม่ผิด ช่วงประมาณวันที่ 6 กรกฎาคม ของปี 2339 หรือ 40 ประมาณนั้น

คือกำลังจะบอกว่า การเป็นทีวีเสรี กว่าจะได้มาเป็นนี่ มันต้องมาสร้างอุดมการณ์ร่วมกันก่อน มาทำความเข้าใจร่วมกันก่อน มาจากหลายสำนัก จากเนชั่น จากมติชน จากใครต่อใคร แต่ว่าเมื่อมาเป็นองค์กรรวม ความเป็นทีวีเสรีคืออะไร อันนี้เราเคลียร์ เราชัด  แล้วเราก็ดำเนินการเรื่อยมา และเมื่อดำเนินการเรื่อยมา ความสำเร็จก็เกิดขึ้น นั่นคือความประจักษ์ชัดของการปฏิรูปวงการโทรทัศน์ในความเป็นทีวีเสรี หรือว่าเป็นไอทีวี อันนั้นก็ชัดเจน

แต่ว่าเนืองจากเรามีปัญหาทางเศรษฐกิจ เราไม่สามารถที่จะจ่ายเงินคืนให้กับทางรัฐบาลได้ 2,800 ล้านต่อปี ทุกๆปี เพราะฉะนั้นนี่คือจุดอ่อนและก็นำมาซึ่งการล่มสลาย และคุณทักษิณก็เข้ามาซื้อหุ้น นี่คือความเป็นมา

 โจทย์ของทีวีสาธารณะ:

ตอบสนองใคร และอย่างไร? 

ผมเคยบอกกับทางโทรทัศน์ไทย หรือทีวีสาธารณะเหมือนกัน บอกว่า คุณจะสงสัยพวกเราอย่างไรก็แล้วแต่ แต่ผมขอเพียงว่า - เรื่องนี้ผมคุยกับรัฐมนตรีที่ดูแลตอนนั้น คุณทิพาวดี เมฆสวรรค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯสมัย คมช. คือผมบอกว่า คุณจะเอาผมหรือไม่เอา ไม่เป็นไร แต่สิ่งที่ผมอยากจะขอ คือ เนื่องจากว่าทีวีสาธารณะ-ไทยพีบีเอสนี่เป็นสิ่งใหม่ เพราะฉะนั้นถ้าจะให้ใครมาทำ จะต้องมาเคี่ยวกันก่อนว่าอุดมการณ์ของความเป็นทีวีสาธารณะ คุณเป็นสมบัติของสาธารณะนี่นะ คุณต้องสนองตอบต่อผลประโยชน์ของสาธารณะอย่างไรบ้าง แล้วการที่จะยอมรับความคิด ความรู้สึก หรือผลประโยชน์ของแจ่ละบุคคลในสังคมนี่ มันจะต้องแชร์กันอย่างไรในพื้นที่สาธารณะตรงนี้ ต้องมาขบคิดกัน และวางอุดมการณ์กันก่อน ให้เห็นร่วมกันก่อน คุณจะดึงใครมา คุณจะเอาคนที่ไม่ชอบทักษิณมาก็ไม่เป็นไร คุณชอบทักษิณหรือไม่ชอบทักษิณก็ไม่เป็นไร แต่ขอให้มาเคี่ยวอุดมการณ์ความเป็นทีวีสาธารณะให้อยู่ในใจของนักข่าวและผู้บริหารทีวีสาธารณะก่อน แต่เขาไม่ทำ จะด้วยความเร่งรีบหรืออะไรก็แล้วแต่ แล้วมันก็ผ่านไป มันก็เลยเกิดปัญหาอย่างที่เราเห็น

อย่างณาตยา แวววีรคุปต์ ก็ออกมาบอกว่า ถึงแม้เขาจะเป็นดอกไม้ที่ออกมาจากกระบอกปืน แต่เขาก็คิดว่าเขาจะทำหน้าที่ต่อไป เพราะเขาคิดว่านี่คือความงดงามของอะไรก็แล้วแต่  ทีนี้ผมก็จะบอกว่า มันก็ใช่ แต่ที่เราเห็นทุกวันนี้นี่ ในระยะเวลาช่วงที่ทีวีไทยเกิดขึ้นมานี่ เราเห็นความขัดแย้งชัดเจนในตัวของคนภายในเอง

หนึ่งก็คือไม่มีอุดมการณ์ของความเป็นทีวีสาธารณะอย่างแท้จริง เขาไม่ได้ทำตัวเพื่อรักษาผลประโยชน์ของคนทุกกลุ่มจริงๆ เขาจะรักษาประโยชน์ของ แน่นอน ภาคประชาชน เขาก็ทำหน้าที่ได้ระดับหนึ่ง แต่เป็นประชาชนกลุ่มเดียวไม่ได้ในสังคม ใช่ไหมครับ? เรายังมีนักธุรกิจอีกตั้งเยอะแยะ เรายังมีข้าราชการอีกตั้งเยอะแยะ กี่ชนชั้นในสังคมไทย คุณก็ต้องตอบสนองคนทุกกลุ่มให้ได้ แต่ว่าทีวีช่องนี้พยายามที่จะบอกคนให้เป็นคนที่เกลียดระบบทุน ถามว่าในโลกปัจจุบันนี้เราจะปฏิเสธระบบทุนไม่ได้ แต่นี่เขามีความรู้สึกว่าระบบทุนเป็นเรื่องที่แย่ เป็นเรื่องที่ร้ายมาก เราจะต้องพอเพียง เราจะต้องเป็นคนดี เราจะต้องมีศีลธรรม สังคมต้องเข้มแข็ง ตรวจสอบ คือผมมีความรู้สึกว่า

หนึ่ง คุณไม่เข้าใจความเป็นทีวีสาธารณะจริงๆว่าต้องตอบสนองผลประโยชน์ของคนทุกกลุ่ม  อันที่หนึ่งไม่เข้าใจ

อันที่สอง เขามีอคติ เขามีอคติอยู่ แล้วเขาก็มีความรู้สึกว่า ประชาชนนี่ คือสรุปก็คือว่าเขายังมีความรู้สึกเหมือนเป็นคนทำสื่อในช่องต่างๆอยู่ มีความรู้สึกเป็นเจ้าของ เราเท่านั้นที่จะต้องเป็นคนให้ความจริง ความดี ความถูกต้อง คุณก็คือคนที่คอยรับฟัง เพราะฉะนั้นต้องเชื่อฟังในสิ่งที่เราอยากจะบอก แต่ว่าเขาไม่กระจายพื้นที่ทางสื่อให้กับคนทุกกลุ่ม

                                                                                                                                                                                              ขอบคุณภาพจากไทยพีบีเอส

ผมคิดว่าความเข้มแข็งของทีวีสาธารณะนี่จะต้องขึ้นอยู่กับความหลากหลายที่มันจะสามารถเป็นภาพสะท้อนของคนในสังคม ผมคิดว่าในอุดมคติที่ผมอยากเห็นทีวีสาธารณะในประเทศไทยก็คือว่า คุณต้องมีความคิดของคนทุกกลุ่ม จะอยู่ในหัวของคนเป็นพนักงานไทยพีบีเอส จะคนชั้นสูง คนชั้นล่าง ชั้นกลาง นักธุรกิจ กลุ่มคนที่เห็นต่าง แล้วเขาจะต้องอยู่ร่วมกันให้ได้ ใช่ไหมครับ? ไม่ใช่ผู้บริหารเห็นอย่างนี้ ผู้ใต้บังคับบัญชาเห็นอีกอย่างหนึ่ง ก็ไปลงโทษเขา แล้วพยายามจะปิดกั้น

อย่างกรณีภิญโญก็เหมือนกัน ก็คือว่า เห็นต่างจากคนอื่นซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของไทยพีบีเอส เขาก็อยู่ไม่ได้ อันนี้ผมคิดว่าคือจุดอ่อนที่สำคัญและเป็นปัญหาของทีวีไทยที่จะต้องปรับกันอีกเยอะ

แต่อย่างไรก็ตาม ถ้ามองอีกด้านหนึ่ง ผมคิดว่าถ้าไทยพีบีเอสหรือทีวีไทยสามารถที่จะปลิดวิกฤตตรงนี้แล้วก็นำมาสู่การทบทวนตัวเอง แล้วก็เอากรณีของตอบโจทย์มาทบทวนดูว่า แสดงว่าความคิดเห็นต่างในไทยพีบีเอสนี่มันถูกปฏิเสธ เพราะฉะนั้นความเห็นต่างหรือความต่างทางความคิดมันต้องอยู่ร่วมกันได้ มันจะต้องเป็นสังคมต้นแบบของคนทำสื่อประเภทนี้ในไทยพีบีเอส และก็เป็นสังคมต้นแบบของคนในสังคมด้วยว่า ถึงแม้คุณจะมีความเห็นต่างกันอย่างไร แต่เราก็ต้องอยู่ร่วมกันให้ได้ อันนี้ผมคิดว่าเป็นสิ่งที่ไทยพีบีเอสจะต้องพิสูจน์ต่อและก็จะต้องทำต่อ แต่ถ้าเขาหยุดแล้วกลัว นี่ก็คือจุดหายนะของไทยพีบีเอส

*หมายเหตุ MIO: บทความนี้เรียบเรียงจากเวทีสื่อสนทนา หัวข้อ “อวสานตอบโจทย์..ศึกนอกหรือศึกใน?” จัดโดยกลุ่มมีเดีย อินไซด์ เอ้าท์ เมื่อวันพุธที่ 20 มีนาคม 2556

จอม เพ็ชรประดับ เริ่มงานข่าวกับหนังสือพิมพ์มติชน ก่อนที่จะก้าวสู่การเป็นผู้สื่อข่าวให้กับสถานีโทรทัศน์ไอทีวีในปี 2539

ปี 2543 เมื่อไอทีวีถูกซื้อหุ้นโดยทักษิณ ชินวัตร เขาลาออกจากไอทีวี แล้วเดินทางไปอเมริกา เข้าคอร์สผลิตสารคดีข่าวอยู่ 6 เดือน จากนั้นช่วง ปี 2544-2548 จึงได้โอกาสทำรายการ “อินไซด์ไทยทอล์ก” ฉายทางเคเบิลทีวีในสหรัฐอเมริกาซึ่งมีกลุ่มคนดูชาวไทย ลาวและกัมพูชา

เขา กลับมาไอทีวีอีกครั้งในปี 2548 หลังการปฏิวัติปี 2549  ทำรายการที่ช่อง 11 ในช่วงของรัฐบาลสมัคร สุนทรเวช หลังจากปฏิเสธที่จะสัมภาษณ์นายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีขณะนั้น รายการของเขาถูกลดเวลาออกอากาศจาก 5 วันเหลือ 3 วัน จนกระทั่งถูกยุบไปในที่สุด

หลังจากนั้นไปดำเนิน รายการวิทยุช่อง 100.5 และตัดสินใจยุติการทำงานหลังจากที่รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สาทิตย์ วงศ์หนองเตย แสดงความไม่พอใจที่สัมภาษณ์ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

เริ่ม ทำรายการ Hot Topic และ Intelligence กับ Voice TV ตั้งแต่เริ่มตั้งสถานีเมื่อ 2 ปีที่แล้ว และรายการหลุดผัง ด้วยเหตุผล สถานีปรับเปลี่ยนแนวทางการนำเสนอให้มีประเด็นการเมืองและความขัดแย้งน้อยลง และเน้นเรื่องไลฟ์สไตล์มากขึ้นเพื่อถ่ายทอดผ่านทรูวิชั่น



[i] คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ ที่นำโดย พลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน ซึ่งขณะนั้นเป็นผู้บัญชาการทหารบกทำการรัฐประหารรัฐบาลของนายทักษิณ ชินวัตร เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549

[ii] สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย

 

จากไอทีวี ถึงไทยพีบีเอส.. อุดมการณ์ “สื่อ”ที่ต้องสร้าง*