Skip to main content

                    

ขอบคุณภาพจาก The Guardian

การชุมนุมไล่รัฐบาลวันเดียวจบของกลุ่มองค์การพิทักษ์สยามเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2555 และบทอาศิรวาท 5 ธันวาคม 2555 ของหนังสือพิมพ์มติชน ทำให้บรรยากาศเลือกข้างของคนไทย กลุ่มองค์กรต่างๆ โดยเฉพาะสื่อไทย กลับมาเข้มข้นอีกครั้ง หลังจากดูเหมือนคลี่คลายไปบ้าง

ก่อนหน้าเสธ.อ้ายนัดชุมนุม นักข่าวช่อง 7 คือคุณสมจิตต์ นวเครือสุนทรเพิ่งมีประเด็นปัญหากับ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี เพราะคุณเฉลิมบอกว่า คุณสมจิตต์ฝักใฝ่พรรคประชาธิปัตย์ จึงไม่อยากให้สัมภาษณ์ คุณสมจิตต์เห็นว่า “ฝักใฝ่” เป็นคำที่มีความหมายลบ ออกไปในทางกล่าวหา จึงว่าคุณเฉลิมบ้างว่าคุณเฉลิมเป็นขี้ข้า พ.ต.ต.ทักษิณ ชินวัตร

นักเลงเก่าบางขุนเทียนอย่างคุณเฉลิมจึงสนองเจตนารมณ์ด้วยการยอมรับเสียเลยว่า ผมเป็นขี้ข้าทักษิณ  ซึ่งทำให้บรรดาสื่อที่เกลียดทักษิณพากันชี้ชวนว่า นี่ไงเห็นไหม เฉลิมยอมรับเองว่าเป็นขี้ข้าคนที่พวกเขา ลงมติว่า โกง ขายชาติ ล้มเจ้า เป็นหัวหน้าควายแดง หรือมวลชนเสื้อแดง

คุณสมจิตต์นั้น แม้จะยืนยันว่า เธอไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด แต่เธอก็ยอมรับว่าคนทำสื่อเป็นคน และไม่สามารถเป็นกลางในแง่ปัจเจก แต่ส่วนตัวเธอนั้น เธอเชื่อว่าเธอเลือกอยู่ข้าง “ความถูกต้อง”

คำว่า “ความถูกต้อง” โดยเฉพาะ “ความถูกต้องมีหนึ่งเดียวในแบบที่เราเชื่อ” นี้เองเป็นประเด็นสำคัญที่ส่งผลต่อวิธีนำเสนอข่าวสารของคนทำสื่อ

เราไม่อาจบอกได้ว่า พฤติกรรมของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในยามที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีดีเลิศ  (และอันที่จริงเราต้องยอมรับว่ามีปัญหาหลายประเด็น อาทิ กรณีตากใบ) แต่ข้อกล่าวหาซ้ำๆ ว่าโกงชาติ ขายชาติ และล้มเจ้า ซึ่งพุ่งเป้าไปที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ก็เหมือนทำให้คนจำนวนมาก รวมถึงคนทำสื่อจดจำแต่ข้อสรุปที่พร่ำบ่นเป็นสูตรสำเร็จโดยไม่มีรายละเอียดว่า ทักษิณโกงชาติ ขายชาติ และล้มเจ้า  คนทำสื่อกระแสหลักจำนวนมากบอกว่า หน้าที่ของคนทำสื่อคือเลือกข้างความถูกต้อง จึงต้องตั้งตัวเป็นศัตรูกับทักษิณซึ่ง “ทำไม่ถูกต้อง” ถึงขั้นสามารถสนับสนุนให้ไล่รัฐบาลทักษิณและทักษิณด้วยวิธีนอกระบบประชาธิปไตยคือ รัฐประหาร

ต่างกับคนทำสื่ออีกกลุ่มที่ดูจากปริมาณแล้วน่าจะมีน้อยกว่า ที่บอกว่า งานของคนทำสื่อแยกไม่ออกจากเสรีภาพ สื่อมีหน้าที่เสนอความจริงรอบด้านให้แก่ผู้บริโภค โดยไม่เลือกที่รักมักที่ชัง ไม่อยู่ภายใต้อิทธิพลใดๆ  และต้องปกปักรักษาเสรีภาพหรืออีกนัยคือประชาธิปไตย

คนทำสื่อกลุ่มแรก มองว่าความถูกต้องคือ ไม่โกงกิน มีจิตอาสาเพื่อประโยชน์ของชาติ ยืนหยัดปกป้องชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ในแบบที่เคยเห็นและเป็นอยู่

คนทำสื่อกลุ่มหลัง มิได้ยอมรับการคดโกง มิได้บอกว่าการมีจิตอาสาเพื่อประโยชน์ส่วนรวมหรือประโยชน์ของชาติไม่ดี  และมิได้บอกว่าต้องโค่นล้มชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เพียงแต่มองเรื่องเหล่านี้จากมุม   ที่ต่างออกไป และตั้งคำถามต่อมุมมองแบบเก่า เช่น ตั้งคำถามว่า นอกจากทักษิณแล้ว มีการโกงแบบเดียวกันนี้ไหม ทักษิณเป็นคนโกงคนเดียวหรือไม่ อะไรคือความหมายของคดโกงหรือการกอบโกยผลประโยชน์เข้าตัว องค์กรธุรกิจอื่นๆ ที่บอกว่าทักษิณโกงและเลว ทำอย่างเดียวกับทักษิณหรือไม่ เหตุใดจึงไล่ล่าเฉพาะทักษิณ เหตุใดไม่อดทนรอให้ระบบประชาธิปไตยจัดการทักษิณถ้าทักษิณบริหารบ้านเมืองไม่ดี  เหตุใดจึงไม่เชื่อว่าประชาชนคิดเองได้ เหตุใดจึงกล่าวหาว่าทักษิณล้มเจ้า อะไรคือความหมายของล้มเจ้า ฯลฯ

ชัดเจนว่าคนทำสื่อกลุ่มแรกสนับสนุนฝ่ายเสื้อเหลือง คนทำสื่อกลุ่มหลังสนับสนุนฝ่ายเสื้อแดง

ในช่วงสถานการณ์เข้มข้นก่อนและหลังเสื้อแดงถูก “กระชับพื้นที่” จนเสียชีวิตเมื่อ พ.ศ. 2553 คนทำสื่อ กลุ่มแรกไม่แยแสความเป็นความตายของคนเสื้อแดง เท่ากับการชี้หน้าด่าคนเสื้อแดงว่าเป็นพวกเผาบ้านเผาเมือง มีพรรคพวกเป็น “ชายชุดดำ” ฆาตกรตัวจริงที่เข่นฆ่าคนเสื้อแดงเกือบ 100 ศพ และเจ้าหน้าที่รัฐ อีกจำนวนหนึ่ง แล้วโยนบาปให้กับรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

สื่อกระแสหลักแทบไม่นำเสนอข่าวความทุกข์ยากเดือดร้อนของฝ่ายเสื้อแดง ข่าวสารเกี่ยวกับฝ่ายเสื้อแดง รวมทั้งหลักฐาน “สไนเปอร์” ยิงประชาชนเสื้อแดงโดยฝ่ายทหาร ล้วนออกมาจากสื่อประชาชนฝ่ายเสื้อแดง โดยเฉพาะในโลกโซเชียลมีเดีย

ณ เวลานั้น คนทำสื่อที่คิดต่างกัน แทบมองหน้ากันไม่ได้ หลายสำนักข่าวที่มีผู้บริหารเคยเข้าร่วมประชุม  วางแผนโค่นล้มรัฐบาลทักษิณ เรียกนักข่าวภาคสนามที่ไปคลุกคลีกับม็อบเสื้อแดงกลับสำนักงานด่วน    เพื่อปรับทัศนคติใหม่ หลังจากดูแนวโน้มแล้วนักข่าวชักจะเห็นใจคนเสื้อแดง 

การพูดถึงมวลชนเสื้อแดงอย่างเห็นอกเห็นใจในสำนักข่าวกระแสหลักเกือบจะกลายเป็นสิ่งต้องห้าม

เพิ่งจะปี 2555 นี่เอง ที่สถานการณ์ในสำนักข่าวต่างๆ ดูเหมือนคลี่คลายขึ้นบ้าง และแม้ว่าฝ่ายเห็นอกเห็นใจเสื้อแดงยังคงเป็นเสียงข้างน้อย แต่พวกเขาก็สามารถพูดถึงคนเสื้อแดงอย่างเปิดเผยได้มากขึ้น ตั้งคำถามถึงความเป็นธรรมต่อคนเสื้อแดงได้มากขึ้น โดยไม่ถูกเหยียดปากใส่เมื่อเดินสวนกัน หรือไม่โดนถากถางในที่ประชุมข่าวว่าเป็นพวกควายแดง

ขอบคุณภาพจากกรุงเทพธุรกิจ                 

เสียงเยาะเย้ยเหยียดหยามฝ่ายแดง และนายกรัฐมนตรีหญิงฯ ของฝ่ายแดงในกรณีต่างๆ นับแต่วันแรกที่เธอเข้ารับตำแหน่ง ตั้งแต่กล่าวหาว่าเธอเป็นได้แค่ตุ๊กตาบาร์บี้ พูดจาผิดๆ ถูกๆ ไปจนถึงข้อกล่าวหาเชิงชู้สาวระหว่างเธอกับเพื่อนนักธุรกิจชาย และล่าสุด กรณีประธานาธิบดีโอบามาเยือนประเทศไทย ซึ่งถึงขั้นกล่าวหาเธอว่าแสดงอากัปกิริยาเหมือน “กะหรี่” ยังคงดังสนั่นในห้องประชุมข่าวของบรรดาสำนักข่าวฝ่ายเกลียดทักษิณ

แต่เสียงด่านั้น ก็ไม่ส่ง “ความโกรธเกลียด” อย่างรุนแรงถึงคนทำข่าวอีกฝ่ายเหมือนในช่วงแรก

บรรยากาศอึมครึม “มาคุ” กลับมาอีกครั้ง พร้อมม็อบแช่แข็งของเสธ.อ้าย

แม้คนทำข่าวฝ่ายเกลียดทักษิณและคนเสื้อแดงจะยอมรับว่า เหตุผลในการชุมนุมของเสธ.อ้ายไม่ชัดเจน และไม่มีเหตุเพียงพอที่จะให้โค่นล้มรัฐบาลด้วยวิธีนอกระบบ แต่ในใจของพวกเขาที่ยืนยันเลือกข้าง “ความถูกต้องมีหนึ่งเดียวในแบบที่เราเชื่อ” ก็อดไม่ได้ที่จะเอาใจช่วยม็อบเสธ.อ้าย

นักข่าวหลายคนมีท่าทีคึกคักเมื่อนึกว่า กำลังจะได้ “ไล่” รัฐบาลเลวๆ ออกไปเสียที

ในการรายงานข่าวของสถานีข่าวสาธารณะ ไทยพีบีเอส เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2555 ผู้ประกาศข่าวรายหนึ่งถึงกับเผลอใช้คำว่า “ม็อบของเรา”

นักข่าวในสื่อกระแสหลักบางคนรายงานเข้าสำนักงานว่า รัฐบาลอำมหิตมาก รีบใช้แก๊สน้ำตากับประชาชน  ผู้บริสุทธิ์ตั้งแต่เช้า และตกบ่าย แม้จะมีรายงานข่าวว่า แกนนำสั่งผู้ชุมนุมให้เดินหน้าปะทะตำรวจ   มีการฉีดสเปรย์พริกไทยใส่หน้าตำรวจ ข้อสรุปก็ยังคงเป็นว่า รัฐอำมหิต ทำร้ายประชาชนผู้บริสุทธิ์

ไม่เพียงเท่านั้น สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ก็รีบร้อนออกแถลงการณ์ตำหนิเจ้าหน้าที่ตำรวจคุกคามสื่อ เพราะเข้าควบคุมตัวช่างภาพสื่อมวลชนขณะเกิดเหตุการณ์ยิงแก๊สน้ำตาใส่กลุ่มผู้ชุมนุมองค์การพิทักษ์สยาม

น่าสนใจว่า ในแถลงการณ์ของสมาคมเขียนว่า พล.ต.ต.ปิยะ อุทาโย โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติบอกว่า ควบคุมตัวสื่อมวลชนเพราะการถ่ายภาพขณะเกิดเหตุการณ์รุนแรงถือเป็นการละเมิดสิทธิของประชาชน   (ซึ่งเป็นเหตุผลที่ไม่สมเหตุผล) แต่ต่อมา พล.ต.ต.ปิยะออกมาแถลงว่าไม่เคยพูดอย่างนั้นเลย  น่าจะเป็นการเข้าใจผิด ซึ่งสื่อสามารถตรวจสอบความจริงได้จากเทปที่สำนักงานตำรวจบันทึกไว้
การแถลงของ พล.ต.ต.ปิยะเป็นเพียงข่าวเล็กๆ และคนทำสื่อกระแสหลักหลายคนกับบรรดาสมาคมสื่อก็ยังคงโจมตีเจ้าหน้าที่ตำรวจและ พล.ต.ต.ปิยะต่อไป

น่าคิดว่า ในครั้ง “กระชับพื้นที่” คนเสื้อแดง เมื่อปี 2553 นั้น แม้จะมีช่างภาพถูกยึดกล้องไม่ให้ถ่ายภาพขณะทหารปฏิบัติหน้าที่ และแม้จะมีนักข่าวช่างภาพทั้งไทยและต่างประเทศ บาดเจ็บล้มตาย สมาคมฯ ก็มิได้ออกแถลงการณ์ว่ารัฐคุกคามสื่อแต่อย่างใด เพียงแต่เตือนสื่อด้วยกันให้ระมัดระวังในการเสนอข่าวให้ถูกต้อง ซึ่งสำหรับหลายคน นัยของมันก็คือ “จงเลือกข้างความถูกต้องคือข้างที่ไม่ใช่ทักษิณหรือฝ่ายแดง”
 ถ้าพิจารณาจากมุมมองของคนที่ไม่ได้อยู่ในสื่อกระแสหลัก คนทำงานในสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติซึ่งล้วนคุ้นหน้าคุ้นตากัน และดูเหมือนจะเป็นแบบอย่างของความ “เที่ยงธรรม” นั้น มักเผลอแสดงอคติเสมอ ตั้งแต่กรณีสภาการฯ กล่าวหาสื่อเครือมติชน-ข่าวสด (ที่ถูกแปะป้ายจากคนทำสื่อกระแสหลักผู้ยึดมั่นใน “ความถูกต้อง” ว่าเป็นฝ่ายแดง) ว่ารับสินบนพรรคเพื่อไทย แล้วตรวจสอบแบบแปลกๆ เช่น นับจำนวนข่าวและรูป จนเครือมติชนข่าวสดต้องประกาศลาออกจากภาคีสภาการฯ เพราะเห็นว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม

ไม่นานมานี้ สมาคมฯ ก็เผลอแสดงอคติอีกโดยการเผยแพร่รายงานคณะทำงานติดตาม กสทช. เรื่อง “รายงานตรวจสอบการใช้งบประชาสัมพันธ์” กล่าวหากองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์มติชนและข่าวสด ว่ารับเงินจาก กสทช.มาเยอะจนไม่วิจารณ์การทำงานของ กสทช.ทั้งๆ ที่ความจริงคือ ได้น้อยกว่าสื่อเครืออื่น  และมิได้ตรวจสอบ กสทช.น้อยกว่าสื่อเครืออื่น 

ขอบคุณภาพจาก https://www.facebook.com/freezeTH?ref=ts&fref=ts

ม็อบแช่แข็งเสธ.อ้ายทำให้สื่อ “คนดี” ผู้ยึดมั่นใน “ความถูกต้องมีหนึ่งเดียว” หันมาชี้หน้าคนทำสื่อที่คิดต่างอย่างจริงจังอีกครั้งว่าไอ้พวกควายแดง เลว ชั่ว เพียงเพราะคนทำสื่อคิดต่าง ที่มิได้เห็นด้วยกับการประกาศ พ.ร.บ.มั่นคงของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ตั้งคำถามว่า ถ้าบอกว่ารัฐอำมหิตเพราะยอมให้เจ้าหน้าที่ใช้แก๊สน้ำตากับกลุ่มผู้ชุมนุม แล้วที่รัฐบาลอภิสิทธิ์ใช้กระสุนจริงฆ่ากลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อแดงในปี 2553 ล่ะ หรือเราเห็นความอำมหิต เฉพาะเมื่อฝ่าย “เรา” ถูกกระทำหรือมิได้เป็นฝ่ายชนะในการต่อสู้ แต่ถ้าเป็นฝ่าย “เขา” ไม่ว่าใครจะทำอะไรอย่างไรกับเขา รุนแรงเพียงใด หรือฆ่าตายไปกี่ร้อยกี่พันศพ ก็ถือว่าสาสมแล้ว ?

บรรยากาศเศร้าใจที่ม็อบเสธ.อ้ายจบเร็วเกินคาด (ด้วยเหตุเบื้องหลังหลายประการ) และความเห็นใจของสื่อต่อกลุ่มประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่โดนกระทำทารุณจากรัฐ ติดพันอยู่หลายวัน และส่งผลต่อจิตใจนักสู้กู้ชาติไม่น้อย แอร์โฮสเตสสายการบินคาเธ่ย์ แปซิฟิคผู้หนึ่ง เขียนความในใจผ่านเฟสบุ๊คของเธอประมาณว่า เสียใจที่ม็อบเสธอ้ายจบเร็วและเธอแค้นใจกับพวกตระกูลที่เธอเชื่อว่าโกงชาตินี้เหลือเกิน ดังนั้นเมื่อเห็นลูกสาวคุณทักษิณขึ้นเครื่องบิน เธอถึงกับอยากเอากาแฟสาดหน้า แต่ระงับใจไว้ได้

การเปิดเผยรายชื่อผู้โดยสารต่อสาธารณะ ผิดกฎของสายการบิน แอร์โฮสเตสผู้นั้นจึงต้องลาออกจากสายการบินในที่สุด และสายการบินก็ถูกตราหน้าจากฝ่ายเสื้อเหลืองซึ่งรวมถึงคนทำสื่อกระแสหลักฝ่ายเสื้อเหลืองว่า เลว ยอมจำนนต่ออำนาจทักษิณ

ถัดจากนั้น ไม่นานก็ถึงวันมหามงคลของชาติคือวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  5 ธันวาคม ผู้คนใส่เสื้อเหลืองมาร่วมถวายพระพรสุดลูกหูลูกตาที่ลานพระบรมรูปทรงม้า โรงพยาบาลศิริราชและที่ต่างๆ ทั่วประเทศ

คุณสนธิ ลิ้ม ผู้นำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยแห่งสื่อเครือผู้จัดการ ประกาศในวาระมหามงคลนี้ว่า เสื้อเหลืองเป็นสีของพันธมิตร และวันถัดมา ก็มีคอลัมน์และการ์ตูนเยาะเย้ยฝ่ายเสื้อแดงในสื่อเครือผู้จัดการและสื่ออื่นๆ ว่าฝ่ายแดงคงกระอักเลือดตายเมื่อได้เห็นคลื่นมหาชนเสื้อเหลือง

ไม่มีสมาคมสื่อหรือคนทำสื่อกระแสหลักรู้สึกอึดอัดใจว่าสื่อกำลังทำหน้าที่ตอกลิ่มความขัดแย้งให้กับสังคม

ความผิดนั้นกลับไปตกอยู่กับมติชน ซึ่งเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม ได้ตีพิมพ์บทอาศิรวาทที่เขียนในรูปแบบนอกขนบ ไม่ยอพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอย่างตรงไปตรงมาด้วยคำศัพท์ยากๆ จากภาษาบาลีสันสกฤต

            “วันหนึ่งฟ้าสว่างกระจ่างแจ้ง  ลมแล้งในใจไห้โหยหาย

            ข้าวกล้านาไร่ได้กลิ่นอาย      ยามฝนขวนขวายมุ่งหมายมา

            วันหนึ่งเมฆคลุ้มเป็นกลุ่มก้อน  ลมร้อนลมเย็นเป็นปัญหา

            พฤกษ์พุ่มชอุ่มช้ำท่วมน้ำตา   ฝันว่าฟ้าสว่างดีอย่างไร”

อาศิรวาทซึ่งลงท้ายว่า “ฝันว่าฟ้าสว่างดีอย่างไร” กลายเป็นปัญหาสำหรับคนที่คิดว่าฝ่ายแดงล้มเจ้าและ   มติชนเป็นฝ่ายแดง โดยคนเหล่านั้นเชื่อว่า นี่คือการจาบจ้วง ให้ร้ายพระเจ้าอยู่หัว

คำอธิบายของมติชนว่า “หากติดตามข่าวสารบ้านเมืองอยู่ตลอดเวลา ย่อมเห็นว่า ปัจจุบันมีปัญหามากมาย ที่ทำให้คนส่วนมากเดือดเนื้อร้อนใจ มีแต่คนส่วนมากเรียกร้องความสงบสุขในสังคม เพื่อจะได้ตั้งหน้าตั้งตาทำมาหากิน เช่นนี้แล้ว ทำไมจึงจะไม่คิดถึงว่าวันที่ฟ้าสว่างกระจ่างแจ้งนั้นดีอย่างไร วันที่ธรรมชาติดำเนินไปอย่างถูกต้องเหมาะสมตามฤดูกาล ไร่นาประชาชนสมบูรณ์ วันที่พระบรมเดชานุภาพแผ่ไพศาล ปราศจากฝุ่นละอองใดๆ มาแผ้วพาน”

เป็นคำอธิบายที่เหมือนกระดาษเปล่าในอากาศสำหรับคนที่จงเกลียดจงชังมติชนว่าเป็นฝ่ายเสื้อแดง

สื่อกระแสหลักหลายสำนักและคนทำสื่อกระแสหลักหลายสำนักร่วมโจมตีมติชนว่า แสดงความไม่จงรักภักดี แม้ว่าหลายคนที่ปราศจากอคติว่ามีกลุ่มล้มเจ้า หรือปราศจากอคติว่ามติชนล้มเจ้าจะบอกว่าอ่านอาศิรวาทบทนี้แล้วไม่เห็นว่าเป็นบทประกาศล้มเจ้า - ผู้ที่ชี้นิ้วประนามไปแล้วก็ไม่ต้องการฟัง

น่าสนใจว่า คนทำสื่อไทยส่วนใหญ่คิดอย่างไรกับความขัดแย้งที่กำลังเกิดขึ้น ต้องการช่วยให้ยิ่งบานปลาย ด้วยการขยายความคิดแบ่งเขาแบ่งเรา สนับสนุนให้ฆ่ากันให้ตายไปข้างหนึ่ง สนับสนุนให้ใช้วิธีนอกระบบขับไล่รัฐบาลจากการเลือกตั้ง แล้วแต่งตั้งคนดีพรรคพวกตนที่ไม่เคยคิดตรวจสอบหรือตรวจสอบไม่ได้ เข้ามาบริหารประเทศ

หรือต้องการอะไรกันแน่?

บางทีประเทศไทยอาจเป็นประเทศเดียวที่คนทำสื่อไม่ต้องการประชาธิปไตย

 

                                                                                                                                

ยากเยียวยา