Skip to main content

อองซานซูจีตอบคำถามเรื่องบทบาทสื่อในการสร้างสันติภาพและความสมานฉันท์  (ภาพ: สุภัตรา ภูมิประภาส)

ผู้เขียนได้รับเชิญไปร่วมงานประชุมเรื่อง “สู่สันติภาพ ความมั่นคง และการสมานฉันท์ที่ยั่งยืน” ที่เมืองย่างกุ้งเมื่อไม่นานมานี้  และมีโอกาสได้สนทนากับนางอองซานซูจี ที่ได้รับเชิญมาปาฐกถาในงานประชุมนี้ด้วย แต่เป็นการสนทนาภายใต้ข้อจำกัดที่ถูกเจ้าภาพที่จัดการประชุม “ขอร้อง” ไม่ให้แตะประเด็นที่ “อ่อนไหว”  คือเรื่องสถานการณ์การสู้รบในรัฐคะฉิ่น และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับชาวมุสลิมโรฮิงญาในรัฐอาระกันของพม่า

การประชุมครั้งนี้มีเจ้าภาพร่วม คือ สภาคริสตจักรสหภาพพม่า, สภาคริสตจักรโลก, และสภาคริสเตียนแห่งเอเชีย โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมเป็นผู้นำจากกลุ่มชาติพันธุ์  กลุ่มผู้หญิงชาติพันธุ์ ศาสนาจารย์ และนักวิชาการด้านสันติภาพทั้งจากในและนอกประเทศ  ผู้เขียนได้รับเชิญไปร่วมแลกเปลี่ยนในฐานะที่ติดตามทำข่าวการละเมิดสิทธิมนุษยชนและการเคลื่อนไหวทางการเมืองของพม่ามานานกว่าสองทศวรรษ

ท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองอันยาวนานที่ผ่านมา สมาชิกสภาคริสตจักรในพม่าฝังตัวทำงานกันอย่างเงียบๆในชุมชนของกลุ่มชาติพันธุ์ พวกเขาและเธอต่างพบว่าแม้ว่ารัฐบาลชุดปัจจุบันภายใต้การนำของอูเต็งเส่งจะพยายามสร้างบรรยากาศผ่อนปรนทางการเมืองในพม่า แต่ปัญหานานาประการที่เป็นผลพวงจากระบอบเผด็จการทหารยังคงดำรงอยู่ทั่วไป โดยเฉพาะปัญหาการสู้รบและการละเมิดสิทธิมนุษยชนในพื้นที่ของกลุ่มชาติพันธุ์ การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อปรึกษาหารือ สะท้อนปัญหาและร่วมกันกำหนดแนวทางส่งเสริมสันติภาพ ความยุติธรรม ความมั่นคงและการสมานฉันท์ในพื้นที่ความขัดแย้งที่กลุ่มชาติพันธุ์หลายกลุ่มยังคงถูกรุกรานอยู่

อองซานซูจีได้รับเชิญให้มาปาฐกถาในหัวข้อ สันติภาพ ความมั่นคง และการสมานฉันท์ในสหภาพพม่า

ทุกคนรอคอยด้วยใจจดจ่อ

พลันที่เธอปรากฏกาย เสียงกดชัตเตอร์กล้องดังถี่ยิบ  อองซานซูจีในวัย 67 ปี งามสง่าสมวัย เธอสวมลองยีกับเสื้อแขนกระบอกสไตล์พม่าสีฟ้าสดใส ผู้ติดตามสี่คนเป็นชายฉกรรจ์ตัวสูงใหญ่สวมโสร่งใส่เสื้อสีขาว กลุ่มนักข่าวและช่างภาพที่แบกกล้องพะรุงพะรังติดตามเธอมานั้นสวมเสื้อรณรงค์มีข้อความสกรีนบนเสื้อว่า  “STOP KILLING PRESS”

ทั้งเสื้อรณรงค์ที่นักข่าวพม่ากล้าสวมใส่ ทั้งการได้รับอนุญาตให้ติดตามทำข่าวของนางอองซานซูจีได้นั้น เป็นภาพสะท้อนหนึ่งถึงพัฒนาการด้านเสรีภาพสื่อในประเทศพม่าในปัจจุบัน

หลังการเลือกตั้งภายใต้รัฐธรรมนูญใหม่เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2553  รัฐบาลใหม่ภายใต้การนำของอูเต็งเส่งสั่งปล่อยตัวนักข่าวที่ถูกจับกุมคุมขังหลายคน  และกรมตรวจสอบและจดทะเบียนสื่อสิ่งพิมพ์ (The Press Scrutiny and Registration Department : PSRD) ยังมีประกาศว่าสำนักข่าวต่างๆในพม่าไม่ต้องส่งต้นฉบับมาให้  PRSD ตรวจสอบก่อนตีพิมพ์อีกแล้ว    ดังนั้นจึงมีภาพและข่าวของนางอองซานซูจีปรากฏให้เห็นอยู่บนทุกแผงขายหนังสือริมถนนในเมืองย่างกุ้ง    กลุ่มสื่อมวลชนพม่าที่ติดตามมาทำข่าวนางอองซานซูจีก็ปฏิบัติหน้าที่กันอย่างกระตือรือร้นมาก เพราะรู้ว่าข่าวและภาพของนางอองซานซูจีจะไม่ถูกเซ็นเซอร์อีกต่อไป

เมื่ออองซานซูจีก้าวเข้ามาในห้องสัมมนา  ผู้ร่วมประชุมเกือบ 30 คนลุกขึ้นยืนพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย

ท่วงท่าสง่างามและแววตามุ่งมั่นของอองซานซูจีนั้นไม่เคยเปลี่ยนแปลง  เป็นแววตาเดียวกับที่ผู้เขียนเคยเห็นระหว่างที่เรานั่งสนทนากันที่พรรคเอ็นแอลดีของเธอเมื่อ 13 ปีก่อน  เธอเป็นภาพประทับที่อยู่ในความทรงจำเสมอมา

ทั้งห้องเงียบกริบ เมื่อเธอเริ่มพูด

“พวกท่านตั้งหัวข้อว่า ‘สันติภาพ ความมั่นคง และการสมานฉันท์’ แต่ดิฉันคิดว่าการสมานฉันท์ต้องมาก่อน การสมานฉันท์ต้องมาจากสันติภาพ และหากไม่มีสันติภาพ เราก็จะไม่มีความมั่นคง...

เพราะว่าเราทุกคนต่างมีทัศนคติที่แตกต่างกัน มีอารมณ์ มีความปรารถนาที่แตกต่างกัน มองโลกแตกต่างกันไป แล้วอะไรควรจะเป็นความหมายจริงๆของการสมานฉันท์ล่ะ? ฉันคิดว่าการตีความที่ใกล้เคียงของการสมานฉันท์น่าจะเป็น ‘การยอมรับ’ แต่ไม่ใช่การยอมรับเพราะไม่มีสิ่งอื่นที่คุณสามารถทำได้ หรือเพราะว่าคุณถูกบังคับให้ยอมรับ”

การสมานฉันท์มาจากข้างในตัวคุณ เป็นความสามารถที่จะเข้าใจว่าทุกสิ่งไม่ได้เป็นในแบบที่คุณต้องการให้เป็น และไม่อาจเป็นเช่นนั้นได้ และมันมีความแตกต่างในการมองสถานการณ์ ไม่จำเป็นว่าสิ่งที่คุณมองเห็นนั้นจะถูกต้องเสมอ

การสมานฉันท์หมายถึงความพยายามที่จะเข้าใจมุมมองของคนอื่นจากแง่มุมอื่นๆ ไม่ใช่เพียงฉาบฉวย แต่ต้องพยายามอย่างแท้จริงที่จะเข้าใจสิ่งที่ทำให้คนอื่นมีมุมมองต่างไปจากคุณ และคุณต้องเคารพมุมมองที่แตกต่าง

ดังนั้น เมื่อเราพูดถึงความเป็นเอกภาพในความหลากหลายซึ่งคือพื้นฐานสำหรับการสมานฉันท์ เราต้องเห็นด้วยกับการไม่เห็นด้วย”

การสมานฉันท์ต้องเริ่มต้นที่การยอมรับที่จริงแท้ และนั่นต้องการความสามารถในการที่จะพูดความจริง...

การมีเสรีภาพหมายถึงเสรีภาพของจิตใจ ไม่ใช่เสรีภาพของร่างกาย เสรีภาพทางกายภาคนั้นเป็นเรื่องเล็กน้อยมากเมื่อเทียบกับเสรีภาพในจิตใจ เสรีภาพของจิตวิญญาณ และทางปัญญา

เมื่อจิตใจของคุณมีเสรีภาพ คุณจะสามารถเข้าใจมุมมองของคนอื่นๆได้ง่ายยิ่งขึ้น คุณจะสามารถเข้าใจจุดอ่อน จุดแข็งของพวกเขาเท่าๆกับของคุณเอง....

บ่อยครั้งที่ดิฉันพบว่าในสังคมพม่าของเรานั้นมีความหวาดระแวงกันมากว่าสังคมอื่นๆ และดิฉันคิดว่าเหตุผลของความหวาดระแวงนี้ก็คือการขาดความมั่นใจในตัวเอง เพราะว่าเราไม่รู้สึกมั่นคงในตัวเราเอง เราหวาดระแวงคนอื่นๆ เรากลัวว่าคนอื่นจะดีกว่าเรา หรือเมื่อเทียบกับคนอื่นแล้วเราจะถูกทำให้ด้อยกว่า...”

อองซานซูจีพูดภาษาอังกฤษ เพราะมีผู้ร่วมประชุมที่มาจากต่างประเทศด้วย ตลอดเวลาที่เธอพูด ทุกคนในห้องนิ่งฟังเหมือนถูกมนต์สะกด เสียงของเธอก้องกังวาน ชัดถ้อยชัดคำ

เธอจบการปาฐกถาว่า “เราต้องการความสมานฉันท์ของผู้คนที่มีความเห็นแตกต่างกัน ต่างฐานะ ต่างชาติพันธุ์ ต่างศาสนา เราต่างต้องการการสมานฉันท์ และนอกจากความสมานฉันท์แล้ว เราต้องสร้างประเทศที่มีสันติสุขและมีเอกภาพ”

ถึงช่วงของการสนทนาแลกเปลี่ยนกับอองซานซูจีหลังการปาฐกถา ผู้เข้าร่วมประชุมทุกคนต่างให้ความร่วมมือตามที่เจ้าภาพท้องถิ่น คือ สภาคริสตจักรแห่งสหภาพพม่า ขอร้องไว้ไม่ให้ถามอองซานซูจี 2 เรื่อง คือ เรื่องสถานการณ์การสู้รบในรัฐคะฉิ่น และเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับชาวมุสลิมโรฮิงญาในรัฐอาระกันของพม่า

อาจเป็นเพราะผู้เข้าร่วมจากกลุ่มชาติพันธุ์ส่วนใหญ่เป็นสมาชิกสภาคริสตจักรแห่งสหภาพพม่า จึงต่างเข้าใจดีถึงสถานการณ์และข้อจำกัดในการทำงานขององค์กรศาสนาในพม่า ทุกคนจึงระมัดระวังมากที่จะไม่ให้เกิดประเด็น ‘ร้อน’ ในที่ประชุม  ‘สู่สันติภาพ ความมั่นคง และการสมานฉันท์’ ครั้งนี้

แต่สำหรับผู้เข้าร่วมประชุมจากต่างชาติที่มีกันอยู่ไม่กี่คนนั้น คำของร้องของเจ้าภาพท้องถิ่นสร้างความอึดอัดคับข้องใจให้พวกเรามาก โดยเฉพาะผู้เขียน ที่ตั้งใจจะนำประเด็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนและความรุนแรงที่เกิดขึ้นระหว่างชาวพุทธกับมุสลิมโรฮิงญาในรัฐอาระกันของพม่ามาสนทนาในการประชุมครั้งนี้ด้วย

นางอองซานซูจี เป็นความหวังต่ออนาคตของประเทศพม่า  ดังนั้น นักสิทธิมนุษยชนและผู้ติดตามสถานการณ์ประเทศพม่า รวมทั้งนักข่าวทั่วโลกต่างอยากได้ยินเสียงของเธอต่อประเด็นนี้

อองซานซูจีถูกห้อมล้อมด้วยสื่อมวลชนจากทั่วโลก (ขอบคุณภาพจาก James Mackay / enigmaimages.net)

ผู้เขียนในฐานะคนทำสื่อจึงรู้สึกอึดอัดมาก แม้จะเข้าใจข้อจำกัดของเจ้าภาพฯ แต่ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกว่ากำลังถูกขอร้องให้ต้องเซ็นเซอร์ตัวเอง  แต่เมื่อต้องให้ความร่วมมือกับเจ้าภาพโดยการปิดปากตัวเองเรื่องโรฮิงญา ผู้เขียนจึงต้องเตรียมคำถามใหม่สำหรับสนทนากับอองซานซูจี

ผู้เขียนถามเธอว่า ในฐานะที่เธอเป็นศูนย์กลางของความสนใจของสื่อทั่วโลก เธอมีความเห็นอย่างไรกับบทบาทของสื่อในการที่จะช่วยสร้างสันติภาพและการสมานฉันท์

อองซานซูจีสบตาผู้เขียนระหว่างที่ตอบราวกับอยากฝากทุกถ้อยคำของเธอไปถึงนักข่าวทั้งโลก

“ทุกวันนี้สื่อมีอิทธิพลสูงมากในการชี้นำความคิดของผู้คน ดิฉันคิดเสมอว่าการเขียนและการพูดนั้นคือความรับผิดชอบ หากคุณมีสิทธิและมีอิทธิพล คุณจะต้องเตรียมพร้อมที่จะรับผิดชอบกับสิ่งที่คุณทำด้วย สื่อต้องเข้าใจว่าความรับผิดชอบของพวกเขานั้นไม่เพียงแต่นำเสนอความจริงที่เห็น แต่ต้องนำเสนอความจริงที่รับผิดชอบต่อพลังเชิงบวกของโลกใบนี้ด้วย

นิตยสารและหนังสือพิมพ์จำนวนมากในโลกที่มุ่งนำเสนอแต่เรื่องราวร้ายๆ และบางครั้งก้าวล่วงเข้าไปในชีวิตส่วนตัวของบุคคล ซึ่งไม่ได้ทำให้ชีวิตของพวกเราดีขึ้นเลย ดิฉันมองว่านี่เป็นส่วนหนึ่งของความไม่รับผิดชอบของสื่อ พวกที่มุ่งทำงานเพื่อเงินมากกว่าช่วยส่งเสริมพลังเชิงบวกในโลกของเรา ดิฉันเป็นคนยุคเก่าที่คิดว่าทุกคนมีความรับผิดชอบที่จะต้องพยายามช่วยกับขับเคลื่อนพลังเชิงบวกในโลกที่เราอยู่และหากคุณคือคนที่ทำงานสื่อ คุณต้องพยายามหาวิถีทางของคุณเองในการส่งเสริมพลังเชิงบวกของโลกใบนี้”

 

[email protected]

 

อองซานซูจี กับบทสนทนาถึงสื่อ และสันติภาพ