ระเบียบใหม่วีซ่านักข่าวต่างชาติ : ภาวะมืดมนบนเสรีภาพสื่อ

มาตราการใหม่ในการขอวีซ่าสำหรับนักข่าวต่างชาติในประเทศไทยที่ปรับใหม่เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาภายใต้รัฐบาล คสช. มีความเข้มงวดมากขึ้น ส่งสัญญาณด้านลบต่อภาพพจน์ของประเทศในฐานะศูนย์กลางการทำข่าวในกลุ่มประเทศอาเซียน  ทั้งยังทำให้ไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีการควบคุมสื่ออย่างเข้มงวดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

มีเดีย อินไซด์ เอ้าท์ จัดงานเสวนาเรื่อง “วีซ่านักข่าวต่างประเทศ กับเสรีภาพสื่อไร้พรมแดน” เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2559  โดยมี โจนาทาน เฮด (Jonathan Head) ผู้สื่อข่าวบีบีซี ภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นอดีตประธานสโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศในไทย (FCCT), สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี บรรณาธิการข่าวต่างประเทศ หนังสือพิมพ์ เดอะ เนชั่น (The Nation) ร่วมสนทนา และ รศ. ดร. อุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์ เป็นผู้ดำเนินรายการ  

 “ปัญหาหลักคือจุดประสงค์ที่แท้จริงของการปรับมาตรการนั้นไม่มีความชัดเจน และเนื่องจากมาตรการนี้เขียนไว้อย่างคลุมเครือ อาจทำให้หลายคนเข้าใจได้ว่าเป็นการพยายามกำจัดเสรีภาพในการรายงานข่าวของสื่อต่างชาติที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล แม้ว่ารัฐบาลจะยืนยันว่าไม่มีจุดประสงค์เช่นนี้ เนื่องจากนักข่าวที่ไม่ได้รับการออกวีซ่าที่มาปรึกษาผมล้วนไม่ใช่นักข่าวการเมือง”  โจนาทาน เฮด อดีตประธานสโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศในไทยเผยถึงความสับสนในเป้าหมายของการออกกฎใหม่นี้

เฮดเสริมว่านักข่าวต่างชาติประจำภูมิภาคนี้ส่วนใหญ่ต้องการปักหลักอยู่ในเมืองไทย เพราะไม่มีที่ใดในภูมิภาคที่จะสู้เมืองไทยด้วยข้อได้เปรียบด้านภูมิศาสตร์และการเมืองหลายประการ เช่น เป็นจุดต่อที่สะดวกสำหรับการเดินทางโดยเครื่องบิน ไทยมีเรื่องราวประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจ ตลอดจนมีเหตุการณ์บ้านเมืองที่สำคัญๆ และยังเป็นศูนย์กลางสำหรับในนักข่าวภูมิภาคนี้  

“ข้อได้เปรียบเหล่านี้ยังคงมีอยู่ไม่ว่าไทยจะอยู่ภายใต้รัฐบาลประชาธิปไตยหรือรัฐบาลทหารก็ตาม” เฮด นักข่าวบีบีซีที่ปักหลักอาศัยในเมืองไทยมานานกว่า 15 ปีกล่าว “ผมเชื่อว่าจำนวนนักข่าวต่างชาติจำนวนมากที่ปักหลักที่นี่มานานหลายสิบปีได้ช่วยเสริมชื่อเสียงของกรุงเทพฯ ในฐานะเมืองใหญ่เมืองหนึ่งของโลก”

ปัญหาของการขอหนังสือเดินทางประเภท M” หรือประเภทสื่อมวลชนเริ่มมีมาตั้งแต่ปีที่แล้ว มีนักข่าวมาขอคำปรึกษาจากเฮด เมื่อครั้งที่เขายังเป็นประธานสโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศในไทย “พวกเขาเล่าปัญหาที่ไม่เคยประสบมาก่อนทั้งๆ ที่เคยอยู่ในประเทศไทยมานานหลายสิบปี ประเภทของปัญหามีตั้งแต่กระบวนการทำวีซ่าที่ล่าช้ามาก เจ้าหน้าที่ใหม่ ๆ ของกระทรวงการต่างประเทศมีความก้าวร้าวและแสดงความไม่เป็นมิตร มีการสัมภาษณ์ที่เข้มงวดมากขึ้น รวมทั้งต้องมีการแสดงเอกสารหลักฐานมากกว่าที่เคยแสดงมาในอดีต  ยิ่งกว่านั้นบางคนได้รับการปฏิเสธว่าไม่ได้ถูกจัดกว่าเป็นนักข่าว”  


(จากซ้าย) สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี, รศ.อุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์, โจนาทาน เฮด

เฮดมองว่าระเบียบบางข้อของมาตรการใหม่นี้ไม่สมเหตุผล เช่น ต้องมีสังกัดชัดเจน และกำหนดให้นักข่าวที่อยู่ในประเทศไทยต้องทำข่าวเกี่ยวกับประเทศไทยเป็นหลัก   “ระเบียบนี้ไม่น่าใช้ได้ เนื่องจากไทยเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคนี้ นักข่าวต่างชาติที่อยู่ในไทยทำข่าวเมืองไทยก็ต่อเมื่อมีข่าว และต้องรายงานข่าวของประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคด้วย”

เฮดวิจารณ์อีกว่าระเบียบใหม่ของการขอหนังสือเดินทางประเภท “ M” หรือประเภทสื่อมวลชนนั้นไม่ทันกับยุคสมัยของธรรมชาติงานข่าวในยุคใหม่นี้   “การต้องมีสังกัดที่ชัดเจนทำให้นักข่าวที่ทำงานอิสระ รวมทั้งช่างภาพอิสระ นักเขียนสารคดี และนักเขียนด้านท่องเที่ยวได้รับผลกระทบมาก ทั้งๆ  ที่ปัจจุบันส่วนใหญ่ทำงานหลากหลายประเภทซึ่งเป็นธรรมชาติของสื่อทุกวันนี้  ซึ่งเป็นประเด็นที่เจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศควรคำนึงถึงด้วย ตัวอย่างเช่น ในระเบียบใหม่นี้ไม่นับรวมถึง ช่างภาพวิดีโอ  ทั้ง ๆ ที่ปัจจุบันช่างภาพนิ่งส่วนใหญ่ทำงานเป็นช่างภาพวิดีโอด้วยซึ่งเป็นงานของสื่อที่ทันกับยุคสมัยมากกว่างานช่างภาพนิ่ง”

เท่าที่เฮดรับทราบเรื่องราวจากนักข่าวที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการนี้ มีจำนวนผู้ที่ได้รับผลกระทบแล้วกว่า 20  คน บางคนเคยอาศัยอยู่ในไทยมานาน 20 ปีแต่มีเวลาเพียงสามเดือนในการหาที่อยู่อาศัยใหม่ บางคนอาจแต่งงาน หลายคนมีบ้านและปักหลักที่นี่  


สโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศฯ (FCCT) แหล่งพบปะและจัดกิจกรรมของนักข่าวต่างประเทศ ทั้งพวกที่มีสังกัด และพวกที่เป็นสื่อมวลชนอิสระ

รศ. อุบลรัตน์ : มีข้อแนะนำอะไรบ้างจากทางสโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศ ที่ทางกระทรวงการต่างประเทศยอมรับและปรับเปลี่ยน?

เฮด กล่าวว่า กระทรวงต่างประเทศยอมตัดเรื่องข้อบังคับที่ว่านักข่าวต้องรายงานข่าวเมืองไทยเป็นหลักออกไป รวมทั้งยอมรับว่า ประเภทของงานที่จัดเป็นนักข่าวที่สามารถได้รับวีซ่าประเภท “M” นั้น แคบเกินไป โดยเดิมทีกำหนดไว้ว่า ช่างภาพอิสระ นักข่าวที่เขียนด้านสันทนาการ กีฬา ศาสนาและแฟชั่นจัดอยู่ในบุคคลประเภทที่สามารถได้รับวีซ่าประเภท “M”

“ผมอธิบายว่า นักเขียนที่คุณไม่ออกวีซ่าให้เหล่านี้ล้วนเป็นคนที่เขียนเรื่องราวเกี่ยวกับประเทศไทยมากที่สุด และข่าวด้านแฟชั่นและกีฬาก็เป็นข่าวที่รัฐบาลทหารต้องการให้มี”

แม้ว่าจะมีการพูดคุยกับเจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศในการปรับระเบียบแล้วหนึ่งรอบ แต่เฮดเห็นว่ายังจำเป็นต้องมีการพูดคุยแลกเปลี่ยนอีกเพื่อความกระจ่างว่าอะไรคือจุดประสงค์ที่แท้จริง และเขาพร้อมให้ความร่วมมือหากสมเหตุผล เช่นหากทางกระทรวงการต่างประเทศต้องการระงับการให้วีซ่า “M” กับผู้ที่ไม่ใช่นักข่าว เป็นต้น  แต่หากทางกระทรวงการต่างประเทศต้องการจำกัดเสรีภาพของนักข่าวที่วิจารณ์การเมืองไทยนั้น นับเป็นกลยุทธ์ประชาสัมพันธ์ที่แย่มาก

“ผมไม่คิดว่ารัฐบาลต้องการให้ไทยเป็นเหมือนประเทศเกาหลีเหนือ หรือเวียดนาม ซึ่งเป็นประเทศที่มีการควบคุมสื่ออย่างเข้มงวดมาก และเป็นเหตุให้นักข่าวไม่ปักหลักที่นั่น” เฮดกล่าว

ด้านบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ หนังสือพิมพ์ เดอะ เนชั่น (The Nation) สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี วิพากษ์ว่า ระเบียบใหม่นี้ของกระทรวงการต่างประเทศไทยว่าด้วยการออกวีซ่าให้กับผู้สื่อข่าวต่างประเทศได้เปลี่ยนฐานะประเทศไทยให้ไปรวมอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีการควบคุมสื่อมวลชนอย่างเข้มงวด อย่าง ลาว พม่า และ เวียดนามไปแล้ว

สุภลักษณ์เห็นว่า เรื่องนี้มีสาเหตุจากการที่กระทรวงการต่างประเทศถูกกดดันจากรัฐบาลทหาร “กระทรวงการต่างประเทศเคยอ้างว่ามีหน้าที่สร้างภาพพจน์ที่ดีให้กับประเทศ และทำทุกอย่างเพื่อควบคุมการไหลเวียนของข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวกับไทย และนั่นเป็นจุดเริ่มของความคิดในการควบคุมสื่อและการออกวีซ่าให้กับนักข่าวต่างชาติ”

กรณีที่ “สเตฟฟ์” (Stephff) นักเขียนการ์ตูนของหนังสือพิมพ์เดอะเนชั่น ไม่ได้รับการต่อวีซ่า สุภลักษณ์กล่าวว่าเขาได้สอบถามนายเสข วรรณเมธี อธิบดีกรมสารนิเทศ  และได้คำตอบว่า ตามระเบียบใหม่นักข่าวต้องแสดงหลักฐานงานที่เกี่ยวกับประเทศไทย “แต่ข้อกังวลของสเตฟ คือ งานส่วนใหญ่ของสเตฟที่เกี่ยวกับไทยนั้นเป็นไปในทางลบ แต่ผมตั้งคำถามว่า ทำไมกระทรวงการต่างประเทศถึงออกมาควบคุมสื่อต่างชาติในเวลานี้? ”  


Photo courtesy Stephff's cartoons

“ผมบังเอิญทราบมาว่า กรณีการออก (หรือไม่ออก) วีซ่าให้กับนักข่าวต่างชาตินี้เป็นวิธีของกระทรวงการต่างประเทศในการปรับทัศนคติด้านการเมือง  ผมไม่เคยมีประสบการณ์ในการขอวีซ่าเข้าประเทศอื่นด้วยการถูกถามว่า มีความคิดต่อโอบามาอย่างไร แม้แต่ประเทศลาวก็ไม่เคยมีกรณีเช่นนี้ การกระทำของกระทรวงการต่างประเทศครั้งนี้นับเป็นการผลักประเทศไทยให้อยู่ในกลุ่มเดียวกับกลุ่มประเทศเผด็จการอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไปแล้ว” สุภลักษณ์กล่าว

ในขณะเดียวกัน ลาวได้ออกกฎข้อบังคับใหม่ว่าเปิดให้นักข่าวต่างชาติตั้งสำนักงานชั่วคราวหรือประจำในลาวได้ โดยมีเงื่อนไขว่าต้องส่งมอบข่าวให้ดูก่อนพิมพ์  ด้วยประสบการณ์ช่ำชองในการทำข่าวระดับภูมิภาคสุภลักษณ์เล่าว่าเขาใช้วิธีพูดว่า ”ผมสามารถส่งงานที่เขียนให้คุณหลังจากที่พิมพ์แล้วเท่านั้น และจะส่งลิงค์ให้หากต้องการดูว่าผมเขียนอะไรเกี่ยวกับประเทศของคุณ ผมทำได้เท่านี้เอง และนี่เป็นกรณีที่มักเกิดขึ้นในลาว” 

เช่นเดียวกับในประเทศเวียดนาม “แม้ว่าคนไทยไม่ต้องขอวีซ่าในการเดินทางไปเวียดนามแล้วเพราะเป็นสมาชิกกลุ่มประเทศอาเซียนด้วยกัน แต่นักข่าวยังต้องขออนุญาตเข้าประเทศเพื่อทำข่าว โดยต้องระบุอย่างชัดเจนว่าจะสัมภาษณ์ใคร และจะอยู่กี่วัน เป็นต้น” เป็นไปได้ว่าบางครั้งนักข่าวอาจถูกขอให้ส่งข่าวให้เจ้าหน้าที่ดูก่อนพิมพ์ สุภลักษณ์จะใช้วิธีเดิมคือบอกว่า “ไม่มีปัญหา คุณสามารถเข้าไปดูงานของผมทางอินเตอร์เนตได้เลย แต่บางครั้งอาจมีปัญหาเรื่องการใช้คำ หรือความคิดเห็นต่างๆ และมีการขอให้ชี้แจง ผมก็ชี้แจงกลับไป ซึ่งเป็นวิธีการรับมือที่เราสามารถทำได้ ” 

ส่วนประสบการณ์การทำข่าวในพม่านั้นต่างออกไป สุภลักษณ์ผู้เคยมีรายชื่ออยู่ในบัญชีนักข่าวที่ถูกห้ามเข้าประเทศพม่า เล่าว่า เขาใช้วีซ่าหลายแบบในการเข้าพม่า และยังเคยเข้าประเทศโดยไม่ได้ใช้วีซ่า แต่โดยทั่วไป นักข่าวต้องขออนุญาตทำข่าวโดยส่งจดหมายไปยังกระทรวงสารนิเทศ คุณจะไม่ได้รับการตอบกลับจากเจ้าหน้าที่เลยจนกว่าจะได้รับอนุญาตจากผู้มีอำนาจ ซึ่งมักได้รับการตอบกลับในนาทีสุดท้าย ถ้าคุณไม่ได้เตรียมตัวให้ดีก็อาจไม่ได้ไป “พม่ามีกฎระเบียบเคร่งครัดมาก คุณต้องไปตรงเวลา และต้องระบุว่าจะไปที่ใดบ้าง สัมภาษณ์ใครบ้าง และจะมีเจ้าหน้าที่ตามคุณไปทุกแห่งที่คุณไป และจัดการนัดสัมภาษณ์ให้ด้วย โชคดีที่ไม่มีการใส่คำถามเข้ามาในคำถามของเราด้วย นี่เป็นข้อดีข้อเดียว เทคนิคการเลี่ยงก็คือ ต้องเป็นเพื่อนกับเขา และบอกว่าจะไปที่เขาไม่ควรไป เช่น ก่อนที่ผมจะถูกแบล็คลิสต์ ผมนัดพบกับคนในพรรค SNLD โดยได้รับอนุญาตจากกระทรวงสารนิเทศ ผมบอกกับเจ้าหน้าที่ว่า จะไปพบในช่วงที่เจ้าหน้าที่เข้านอนแล้ว และจะเขียนเรื่องโดยบอกว่า ผมเจอกับแหล่งข่าวที่กรุงเทพ  และเขาตอบตกลง นี่คือวิธีในการทำข่าวภายใต้สถานการณ์เช่นนี้”  

ส่วนกัมพูชา สุภลักษณ์บอกว่าเขาไม่ทราบกฎสำหรับนักข่าวต่างชาติ “ผมเคยเข้าออกประเทศกัมพูชาโดยไม่มีใครรู้ หรือบางครั้งมีเพียงเจ้าหน้าที่ชายแดนที่ทราบ  ในกรณีที่ขอตั้งสำนักงานในพนมเปญ ต้องขออนุมัติ แต่นักข่าวไม่ต้องใช้วีซ่าในการทำข่าวในช่วงเวลาสั้นๆ  เจ้าหน้าที่จะไม่ถามว่าคุณใช้วีซ่าประเภทไหน อาจเป็นเพราะ เป็นประเทศที่ไร้กฎระเบียบ มีการพยายามคุมสื่อ โดยการตั้งหน่วยโต้ตอบภายใต้การดำเนินงานของสำนักนายก เมื่อนักข่าวทำผิด หรืออาจไม่ผิดแต่เสนอข่าวที่ไม่เป็นที่พอใจ ก็จะมีเจ้าหน้าที่โทรศัพท์มาเตือนว่า มิสเตอร์สุภลักษณ์เราเสียใจที่แจ้งให้คุณทราบว่านายกฮุนเซ็นของเราไม่พอใจการเสนอข่าวของคุณ   แต่อย่างน้อยเขาไม่แบล็คลิสต์ผม และผมยังเข้าออกประเทศกัมพูชาได้”

มาร์วาน มะคัน-มาร์การ์ (Marwaan Macan-Markar) อดีตประธานสโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศ และเป็นนักข่าวต่างประเทศที่ปักหลักทำงานอยู่ในประเทศไทยมานาน กล่าวเสริมว่า นักข่าวต่างประเทศจำนวน 500 คนในไทยที่โจนาทานพูดถึงนั้น ไม่ใช่ทุกคนเป็นชาวตะวันตก มีทั้งนักข่าวชาวเอเชียด้วย “ผมคิดว่าเราจำเป็นต้องขจัดความคิดที่ว่าจะมีแผนของชาวตะวันตกที่ต่อต้านเมืองไทย เราต้องดูประวัติของนักข่าวด้วย”

มาร์วานกล่าวว่าเขารู้สึกเห็นใจกระทรวงการต่างประเทศ และเห็นว่าเจ้าหน้าที่สถานทูตไทยอาจดีกว่าเจ้าหน้าที่สถานทูตของประเทศอื่น ๆ ในเอเชีย อาจเป็นไปได้ว่าพวกเขาถูกกดดันอย่างที่โจนาทานกล่าว “ผมเจอพบกับเจ้าหน้าที่ที่เป็นที่ปรึกษาของรัฐบาลปัจจุบัน และผมแนะนำว่า คสช. และกระทรวงต่างประเทศน่าจะมีการประชุมอย่างไม่เป็นทางการกับนักข่าวต่างชาติอย่างน้อยเดือนละครั้ง ตราบใดที่เรามีการคุยอย่างตรงไปตรงมา คิดว่าจะเป็นการเลี่ยงการรายงานข่าวอีกด้านหนึ่งที่เราอาจเข้าใจผิด

มาร์วานเล่าว่า ในช่วงรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ปี 2552-2553 ตอนที่ตนเป็นประธานสโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศนั้น ทั้งกระทรวงการต่างประเทศและรัฐบาลพยายามจัดประชุมโต๊ะกลมกับนักข่าวต่างประเทศเป็นประจำเพื่ออธิบายเรื่องที่อยู๋อีกด้านหนึ่งซึ่งตนคิดว่าเป็นเรื่องที่สำคัญ

“และเช่นเดียวกับที่สุภลักษณ์พูดว่า ส่วนใหญ่ฝ่ายรัฐบาลจะคิดว่าเราโจมตีเฉพาะบุคคล และดังที่โจนาทานพูดก็ถูก ไทยมีข้อได้เปรียบในฐานะเป็นศูนย์กลางของภูมิภาค ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทุกคนมาที่นี่ และเป็นเมืองที่มีนักข่าวต่างชาติอยู่มากที่สุด ซึ่งส่งเสริมให้เกิดกิจกรรมด้านเศรษฐกิจมีการลงทุนจากต่างชาติในไทย การที่มี FCCT และการที่มีนักข่าวต่างชาติจำนวน 500 คนในไทย คุณสามารถแถลงข่าวให้กับสื่อมวลชนได้ ซึ่งนับเป็นคุณสมบัติที่ดียิ่ง โดยคุณไม่ต้องใช้วิธีข่มขู่ผู้คนขณะที่พวกเขาอยู่ที่นี่”