เสรีภาพสื่อย้อนยุค.. เรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร


Photo courtesy Julia Reinhart

หลังการรัฐประหารครั้งล่าสุดเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 เสรีภาพสื่อเป็นหนึ่งในหลายๆ เรื่องที่ “อ่อนไหว” ต่อภาพลักษณ์ของรัฐบาล หลายๆ กรณีนำไปสู่การที่รัฐต้องใช้อำนาจปรามสื่อ ปรับทัศนคติสื่อ จนถึงกรณีล่าสุดที่ คสช. ควบคุมตัวนายประวิตร โรจนพฤกษ์ ผู้สื่อข่าวอาวุโสของหนังสือพิมพ์เดอะเนชั่น (The Nation) ตลอดจนการถกเถียงในองค์กรวิชาชีพสื่อเองต่อกรณีนี้ ด้วยปรากฏการณ์ที่กระทบต่อเสรีภาพสื่อเช่นนี้ เมื่อวันพุธที่ 16 กันยายน ที่ผ่านมา มีเดีย อินไซด์ เอ้าท์ ได้จัดเวทีมีเดียคาเฟ่ – สื่อสนทนา หัวข้อ “เสรีภาพสื่อย้อนยุค” กับ มานพ ทิพย์โอสถ อุปนายกฝ่ายสิทธิเสรีภาพและการปฏิรูปสื่อ และโฆษกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย, สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี บรรณาธิการข่าวต่างประเทศ หนังสือพิมพ์เดอะเนชั่น (The Nation), จีรนุช เปรมชัยพร ผู้อำนวยการสำนักข่าวประชาไท โดยมี รศ. อุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์ เป็นผู้ชวนสนทนา

รศ. อุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์ เปิดประเด็นสนทนาจากกรณีเหตุการณ์ที่นายประวิตร โรจนพฤกษ์ ผู้สื่อข่าวอาวุโสของหนังสือพิมพ์ The Nation ได้รับการปล่อยตัวเมื่อเย็นวันที่ 15 กันยายนหลังจากถูกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช) นำไปควบคุมตัวแบบ “ขังเดี่ยว” ไว้เป็นเวลา 2 คืน  “เป็นโอกาสที่เราจะได้มาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน เข้าใจว่าหลังการปล่อยตัวก็มีลูกกระทบ สมาคมฯ ก็โดนลูกกระทบด้วย ก็คงจะหนักใจไปอีกเรื่องหนึ่ง คุณมานพ ทิพย์โอสถ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย เป็นผู้ออกแถลงการณ์ [กรณี คสช ควบคุมตัวนายประวิตร โรจนพฤกษ์] คุณจีรนุช เปรมชัยพร ผู้อำนวยการสำนักข่าวประชาไท อันนี้ก็เคยมีคดี..เคยมีความรู้สึกว่าการข่มขู่คุกคามเป็นอย่างไร คุณสุภลักษณ์ กาญจนขุนดี บรรณาธิการข่าวต่างประเทศ หนังสือพิมพ์เดอะเนชั่น อยู่ในเครือเดียวกับคุณประวิตร เราก็อาจจะได้อินไซด์อะไรหลายๆ เรื่องสำหรับพวกเราที่มาร่วมเวทีกันในวันนี้ จะขอเชิญที่คุณสุภลักษณ์ก่อน”

สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี กล่าวถึงปรากฏการณ์หลังที่ทหารยึดอำนาจปกครองประเทศสองครั้งหลัง [เมื่อปี 2549 และปี 2557] ว่าได้รับความร่วมมืออันดีจากสื่อมวลชนโดยส่วนใหญ่ รวมทั้งมีผู้แทนสื่อมวลชนก็เข้าไปนั่งเป็นสมาชิกคณะต่างๆ ในองคาพยพของกลไกรัฐ “ที่จะเรียกว่าปฏิรูป หรืออาจจะปฏิสนธิอะไรก็ตามแต่ ก็ถือว่ามีพื้นที่พอสมควรนะครับ”

สุภลักษณ์ กล่าวว่าสิ่งที่น่าสนใจมากกว่าคือความสัมพันธ์ระหว่างคณะรัฐประหารชุดนี้กับสื่อมวลชน เพราะแม้สื่อมวลชนญาติดีด้วย แต่ คสช. ก็ไม่ค่อยจะญาติดีกับสื่อมวลชนเท่าไร เช่น กรณีที่สื่อมวลชนพูดถึงการปฏิรูปสื่อ แต่คณะทหารซึ่งก็อ้างว่าอยากจะปฏิรูปสิ่งเหล่านี้เหมือนกัน กลับไม่ให้ความร่วมมือกับสื่อมวลชนเท่าที่ควร แถมยังแสดงอาการหงุดหงิด ซึ่งตอนแรกๆ  เขาคิดว่าเป็นแค่อารมณ์ส่วนบุคคลของนายกรัฐมนตรี “แต่ก็ไม่ใช่นะ ปรากฏว่าทุกอย่างทำเป็นเรื่องเป็นราวเป็นระบบมาก ขบวนการในการสั่งห้ามคนโน้นพูดสั่งห้ามคนนี้พูด สั่งห้ามคนนั้นออกสื่อ ห้ามสื่อคนนี้ออก อะไรอย่างนี้ กลับดูเหมือนมีการทำกันเป็นระบบโดยอ้างตัวบทกฎหมายอย่างค่อนข้างจะชัดเจนนะครับ ว่า คสช. มีคำสั่งโน่นนี่นั่น ห้ามแสดงความคิดเห็นอันเป็นที่รำคาญมากมายเต็มไปหมด”

บรรณาธิการข่าวต่างประเทศ หนังสือพิมพ์เดอะเนชั่น กล่าวด้วยว่า คสช. กำลังเดินทางผิด เพราะไม่มีการปฏิรูปใดๆ ในโลกนี้ที่สามารถใช้ความเห็นแค่ฝ่ายเดียวข้างเดียว หรือคนกลุ่มเดียวที่แคบๆ ได้ และตนคิดว่าสื่อมวลชนคงเข็ดแล้ว คงจะไม่เข้าไปร่วมเป็นสมาชิกของสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ที่กำลังจะตั้งขึ้น “สื่อมวลชนไปนั่งกินเงินเดือนแสนฟรีๆ โดยไม่ได้ทำอะไรคงไม่ไหว ซึ่งอาจจะไม่เอาแล้ว เมื่อวานเห็นท่านนายกฯ บริภาษสมาคมสื่อ ก็คิดว่าโอเคคงรู้อนาคตแล้วละว่าเป็นอย่างไร ดังนั้นสื่อมวลชนจะไม่มีส่วนร่วมอันใดในการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศในเฟสต่อไปนะครับ”

สุภลักษณ์ เล่าถึงวิธีการจัดการกับสื่อมวลชนของคณะรัฐประหารในอดีตว่า การยึดอำนาจสมัยก่อนหรือความพยายามของคณะทหารในการที่จะทำให้อำนาจมั่นคงโดยการจับสื่อมวลชนนั้น เขาจำได้ว่าจะมีชื่อสื่อสองสามคนแบบ สำเริง คำพะอุ, ชัชรินทร์ ไชยวัฒน์ ที่เขียนเรื่องแรงๆ บางทีก็ละเมิดคนในกองทัพ บางทีก็เป็นเรื่องส่วนตัวเสียมาก แต่ว่าการจัดการของคณะรัฐประหารในปัจจุบันได้ทำให้เป็นระบบมากขึ้น คือทำให้รู้สึกว่าคนไม่สามารถที่จะคิดอะไรที่นอกเหนือไปจากที่คณะรัฐประหารต้องการให้คิดได้เลย

“ผมยังนึกไม่ออกเลยว่าที่คุณประวิตรโพสต์ในเฟสบุ๊คชิ้นไหนที่ทำความเดือดเนื้อร้อนใจให้กับประเทศไทยมากถึงขนาดที่ว่าเขาจะต้องไปเปลี่ยนแปลงทัศนคติตัวเองใหม่ ผมก็ไปไล่ดู [twitter, facebook] ของเขานะ ผมเป็นแฟนของเขาอยู่เหมือนกัน ก็หาดูว่าอันไหนที่มันคิดว่ามันล่อแหลมมากที่สุด ถึงขั้นบอกว่าถ้าใครได้อ่านทวิตนี้หรือเฟสบุ๊คอันนี้แล้วนี่จะเกิดการกระด้างกระเดื่องต่อประเทศชาติอย่างมากมายหาที่เปรียบมิได้ ผมก็ยังหาไม่เจอนะ ส่วนใหญ่มักจะแบบว่ามันเป็นเหมือนพูดเล่นๆ รำพึงรำพันอะไรบ้าๆ บอๆ ซึ่งถ้าปกติผมคิดว่าผมไม่อ่านนะครับ เพราะฉะนั้นมันก็ไม่ค่อยมีเหตุผลอะไรนะที่จะเรียกคุณประวิตรไปเปลี่ยนแปลงทัศนคติแบบนี้ หรือสองคิดว่าคุณประวิตรมีอิทธิพลทางความคิดต่อใครในโลกนี้มากมายถึงขนาดว่าเขาจะเป็นผู้นำเปลี่ยนแปลงโค่นล้มระบอบ คสช. เหรอ ผมก็ว่ายิ่งตลกนะ เพราะว่าแม้แต่ข่าวที่เขาเขียน สิ่งที่เขาพูดก็มีคนเห็นด้วย ไม่เห็นด้วยมากมายเต็มไปหมดนะครับ ผมว่าคนไม่เห็นด้วยคงจะมากกว่าด้วยซ้ำไป ฉะนั้นมันก็ไม่ค่อยมีเหตุผลอะไร จริงๆแล้ว สังคมมีการควบคุมความเห็นกันอยู่ไปมาอยู่แล้วนะครับ โดย คสช. ไม่ต้องทำอะไรเลย ผมว่าคนที่ตามด่าคุณประวิตรมากกว่าคนที่ตามชมนะ เพราะฉะนั้นมันก็ไม่ค่อยมีอิทธิพลอะไรมากมาย”

มานพ ทิพย์โอสถ  อุปนายกฝ่ายสิทธิเสรีภาพและการปฏิรูปสื่อ และโฆษกสมาคมนักข่าวฯ กล่าวถึงสภาวการณ์ที่สื่อมวลชนเผชิญในปัจจุบันว่า เจอความยากลำบากในการทำงานจากสภาพการณ์ของสังคมที่มีความขัดแย้งทางการเมืองเรื่อยมา หลังการรัฐประหารก็มีคำสั่งจิปาถะมากมาย ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นคำสั่งที่ไม่จำเป็นใดๆ เลยในบรรยากาศแบบนี้ เพราะมีคำสั่งหรือมีกฎหมายที่ออกโดยพระราชบัญญัติต่างๆ ที่ควบคุมดูแลสื่ออยู่แล้วซึ่งกำหนดโทษของสื่อไว้ทั้งทางแพ่งและอาญา “มีวิธีการจัดการกับสื่อนี่มากมาย ซึ่งถ้าเป็นผม ถ้าผมมีโอกาสได้ยึดอำนาจแบบท่านผมคงไม่ทำ ออกประกาศหลายๆ ฉบับมาจนเวียนหัวไปหมดนี่ อ่านแล้วอ่านอีก ผมจะไม่ทำแบบนั้น ใช้เครื่องไม้เครื่องมือที่มีอยู่เดิมของรัฐนี่ครับดำเนินการ คุณจะไม่เปลืองตัวไปมากกว่านี้”

มานพ เล่าถึงการที่สมาคมนักข่าวฯ ออกแถลงการณ์กรณีที่ คสช. ควบคุมตัวนายประวิตร โรจนพฤกษ์ ผู้สื่อข่าวอาวุโสของหนังสือพิมพ์ The Nation ว่า ตนไม่ได้บอกว่าสื่อแตะต้องไม่ได้ ตนยินดีมากถ้าเกิดว่าใครจะฟ้องร้อง ใครจะดำเนินคดีหรือว่าลุกขึ้นมาใช้สิทธิในการที่สื่อนั้นไปละเมิดสิทธิของบุคคล ของหน่วยงาน ซึ่งตนคิดว่ามีความจำเป็นที่สื่อจะต้องรับฟัง “แต่ว่าประเด็นที่เราต้องออกมา หรือเราต้องพูดถึงว่าในการควบคุมตัวคุณประวิตรนี่ เข้าไปโดยที่ไม่ได้มีข้อหา ไม่ได้อะไรเลย ผมไม่อยากเรียกว่าปรับทัศนคติ เพราะผมเชื่อว่ามันปรับกันไม่ได้ ผมอยากใช้คำว่านี่คือการต่อรอง นี่คือการต่อรองกับคนที่เห็นต่างจาก คสช. หรือว่า พี่สุภลักษณ์บอกว่ารู้สึกว่าเขารู้สึกว่าไม่มั่นคง ผมรู้สึกว่านอกจากความไม่มั่นคงในเรื่องของอำนาจ ในเรื่องของหลักการที่จะจัดการเพื่อให้สังคมเกิดความเงียบขึ้นนี่ ประเด็นหนึ่งรู้สึกว่าผมเกรงว่าจะเกิดความไม่มั่นคงในอารมณ์ของผู้ใช้อำนาจรัฐ ซึ่งเป็นเรื่องที่อันตรายนะครับ”

โฆษกสมาคมนักข่าวฯ กล่าวว่ามีทั้งสื่อมวลชนฝ่ายที่ชื่นชม และที่ไม่ชื่นชมพลเอกประยุทธ และ คสช. เป็นเรื่องที่สังคมต้องยอมรับว่ามันเกิดขึ้นแล้วบนความแตกแยก ซึ่งสื่อมวลชนนั้นก็ถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งเสียด้วยซ้ำไป “ผมก็นั่งมองอยู่ มันจริงขนาดนั้นเลยไหม คือถ้าสื่อมันมีอิทธิพลมากถึงขนาดที่ทำให้สังคมไทยนี่เกิดความหวาดระแวงเกิดการเข่นฆ่ากันเหมือนรวันดานี่ ผมก็ยังพอรับได้ แต่นี่ผมยังถือว่าสื่อกระแสหลักในประเทศของเรานี่ยังเป็นพอยังเป็นที่พึ่งหวังได้อยู่ อย่างน้อยก็คือ ถ้าสื่อในแต่ละเล่ม แต่ละฉบับ ในแต่ละสถานีสามารถที่จะเปิดพื้นที่ให้กับคนที่มีความเห็นต่างกัน ได้มีโอกาสได้พูด สื่อได้มองเพื่อนมนุษย์ด้วยกันมองอย่างเข้าอกเข้าใจว่า เขาเป็นเพื่อนมนุษย์นะ เขาไม่ใช่สิ่งของ เขาไม่ใช่ผ้า เขาไม่ใช่เศษผ้า เขาไม่ใช่แมลง เขาไม่ใช่สัตว์ที่จะให้ทำนา ตราบใดที่สื่อไม่เปิดพื้นที่ให้เกิดการผลิตวาทกรรมที่มันเสียดสีเสียดแทง สิ่งเหล่านี้มันอยู่ในสื่อกระแสหลักนี่ค่อนข้างที่จะน้อย แต่ถามว่าเราห้ามโลกออนไลน์ โลกของความเป็นปัจเจกบุคคลที่จะสื่อสารกับใครต่อใครในเรื่องแบบนี้มันห้ามไม่ได้นะครับ เมื่อก่อนคนอาจจะพูดจากัน เรื่องที่ไม่สุภาพ เรื่องที่มันเห็นต่างจากรัฐ จากอะไรในสภากาแฟ ในบ้าน ในทุ่งนา ในโรงแรม แต่ปัจจุบันมันสื่อสารกันผ่านโลกออนไลน์ ซึ่งไปถึงกันไว ถามว่าเราห้ามพวกเขาได้ไหม มันก็ห้ามไม่ได้”

มานพ เห็นด้วยกับสุภลักษณ์ว่า ข้อความแสดงความเห็นต่างๆ ของนายประวิตร โรจนพฤกษ์ หรือบุคคลที่เห็นต่างจาก คสช. นั้นไม่ได้มีอิทธิพลที่จะกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ หรือว่าจะทำให้กลไกต่างๆของรัฐดำเนินต่อไปไม่ได้ “ดีเสียอีกนะครับในท่ามกลางที่มันมีความขัดแย้งนี่ เราได้ฟังคนเห็นต่าง อย่าลืมนะคนที่เห็นต่างจากรัฐนี่หรือไม่ชอบนโยบายของรัฐนี่นะ เขาต้อง อยู่กับรัฐและอยู่กับพวกเรา  และอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ที่รัฐเห็นว่านี่คือสิ่งที่ฉันได้หยิบยื่นให้กับพวกคุณนะ ถ้าเขาเห็นต่าง แล้วแม้กระทั่งที่จะพูด ถ้าเขาพูดไม่ได้นี่ ผมว่ามันก็เป็นเรื่องแปลกอยู่ดี อย่าลืมนะว่าอะไรมันที่ยิ่งกด ยิ่งกดทับไว้ เหมือนสปริงนะครับกดแรงเท่าไรแรงสะท้อนยิ่งกลับมามากเท่านั้น”


ผู้ร่วมสนทนา (จากซ้ายไปขวา) สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี, รศ.อุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์, จีรนุช เปรมชัยพร, มานพ ทิพย์โอสถ

รศ.อุบลรัตน์: “เล่าเบื้องหน้าเบื้องหลังของการทำแถลงการณ์นิดหนึ่ง เพราะว่าจะมีเสียงทั้งชม ทั้งทวงถามว่าทำไมยังไม่มา ทำไมมาช้า มาแล้วมาแล้ว อะไรอย่างนี้ เล่านิดหนึ่ง”

อุปนายกฝ่ายสิทธิเสรีภาพและการปฏิรูปสื่อ เล่าว่าสมาคมนักข่าวฯ มีกรรมการทั้งหมด 15 คน โดยในวันที่นายประวิตร โรจนพฤกษ์ ถูก คสช. ควบคุมตัวนั้น มีกรรมการสองคนเดินทางไปต่างประเทศ เหลือกรรมการอยู่ 13 คน “ปกติคือเราก็มีข้อตกลงกันนะว่าถ้าเกิดมีเรื่องอะไรเกี่ยวกับเรื่องกระทบองค์กรสื่อกระทบสื่อโดยรวมนี่ ก็จะให้ผมเป็นคนทำความเห็นเสนอไปว่ามีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นแล้วก็ปรึกษาหารือกัน ที่ผ่านๆ มาก็อาจจะช้า ออกใจเย็นบ้าง อะไรอย่างนี้นะ ยาวบ้างอะไรบ้าง แต่ผมเห็นว่าบางเรื่องนี่ สถานการณ์ถ้ามีความจำเป็นยืนยันบนหลักการพื้นฐานมันก็ควรจะได้ งั้นผมก็ทำความเห็นผ่านออนไลน์ ผ่านไลน์ไปนะครับ และก็บอกว่าขอให้ทุกท่านได้อ่านและก็ให้เจ้าหน้าที่โทรตามทุกท่านให้อ่านและแสดงความเห็นหนึ่ง สอง  สาม สี่ แล้วใครแย้งใครอะไรก็ปรับประเด็น ก็ออกได้ภายในครึ่งชั่วโมง ผมเขียนประมาณสักบ่ายสามนะ คือผมรอดูสถานการณ์อยู่นะไม่ใช่จะไม่ออกนะครับ”

มานพ อธิบายว่ากรณีที่อาจมีบางคนที่อาจมองว่านายประวิตรใช้พื้นที่ส่วนตัว แต่ในข้อเท็จจริงก็จะเห็นได้ว่าในเครือเดอะเนชั่นก็ให้ผู้สื่อข่าวทุกคนสามารถใช้พื้นที่สื่อสารออนไลน์เป็นสื่อได้ เพราะฉะนั้นปฏิเสธความเป็นสื่อของนายประวิตรไม่ได้ “และสายตาต่างชาติเขาก็มองนะครับ วิธีการแบบนี้มันเกิดขึ้นในประเทศที่อยู่รอบๆบ้านเราไม่กี่ประเทศเท่านั้นเอง และก็ในโลกที่มันยังไปไม่ไกล เพราะฉะนั้นในฐานะที่เราอยู่ในสังคมโลก ซึ่งเราเคยจะพาตัวเองออกไปสู่ประเทศที่มันพัฒนาไปได้มากกว่านี้ มันจำเป็นที่ผมจะต้องพูด ทั้งก่อนจะพูดก็มีข้อแย้งในหลายเรื่องหลายๆ ประเด็น แต่สุดท้ายก็ได้อย่างที่เห็นนะฮะว่าเราไม่เห็นด้วยและต้องระมัดระวัง “

รศ.อุบลรัตน์: “คิดว่าที่ท่านนายกฯ ตอบกลับคงจะเป็นครั้งแรกๆ ที่หลังรัฐประหารแล้วนี่สื่อเริ่มไม่อยู่กะร่องกะรอยในสายตาของท่านนายกฯ  เพราะที่ผ่านมาคือเถียงกันบ้างเล็กๆ น้อยๆ ในแวดวงเวลาไปทำข่าว แต่มาในแบบสถาบันสื่อบอกว่าท่านนายกฯ ทำแบบนี้ไม่ได้นะ ท่านคงรู้สึกหงุดหงิดมาก”

มานพ กล่าวว่าตนคิดว่าเป็นเรื่องประหลาดมากถ้าสื่อเหมือนกันหมดเลย ตนเจอแต่ประเทศในแถบเวียดนาม แถบจีนเท่านั้นที่มีข่าวแนวเดียวกันหมด ข่าวจากภาครัฐทั้งหมด “ผมให้คำจำกัดความง่ายๆ ว่า คสช. นี่พักชั่วคราวนะครับไม่ใช่ค้างคืน เพราะฉะนั้น ประเทศนี้มันต้องเดินทางต่อไป พรุ่งนี้คุณต้องเดินทางนะ คุณต้องพาประเทศเดินทางต่อไป เพราะฉะนั้นมันอยู่แบบนี้ อยู่ภายใต้การที่บอกว่าสื่อมันต้องเป็นบล็อคเดียวกันหมด  ผมว่าถ้าสื่อบล็อคเดียวกันหมดผมกลับไปทำนาบ้านผมดีกว่านะครับ ได้ลุ้นข้าวแห้งตาย ดีกว่ามานั่ง มาทำทำไมสื่อแบบนี้ สื่อบล็อคเดียวกันหมด ใช่ไหมครับ”

รศ.อุบลรัตน์ กล่าวว่าหลังหนึ่งปีของรัฐบาล คสช. เริ่มจะเห็นว่าสื่อกระแสหลักแสดงสถานภาพที่ไม่ยอมรับการถูกคุกคาม หรือการปิดกั้น สื่อมีสภาพจิตแข็งขึ้น ไม่ตกอยู่ในสภาวะย่ำแย่จากที่เคยโดนนายกรัฐมนตรีดุอยู่ตลอดเวลา โดนดุรายวัน “พูดตามจริง คนที่ไปทำข่าวรอบๆ ท่านนายกฯ นี่เรียกว่าโดนเฉ่งตลอดเวลา คราวนี้มีการเหมือนกับยืดอก แล้วก็ขอโทษนะคะเถียงกลับหน่อย ตอนนี้สภาพมันจะเปลี่ยนไปหน่อยล่ะ คุณจีรนุชที่มีข้อหา แล้วก็ต้องสู้ โดยต่อสู้คดีในศาลมายาวนาน ก็อยู่ในสภาพที่รู้ซึ้งแก่ใจว่าการถูกลิดรอนนี่เป็นอย่างไงบ้าง”

จีรนุช เปรมชัยพร กล่าวว่าการพูดประเด็นเรื่องเสรีภาพสื่อในสถานการณ์ปัจจุบันนี้ ในหัวข้อ “เสรีภาพสื่อย้อนยุค” ตนเพิ่งกลับมาจากพม่าก็เลยนึกได้ว่าเรากำลังย้อนไปสู่ยุคที่พม่ายังไม่เป็นประชาธิปไตย สิ่งที่น่าสนใจคือ เจอผู้คนในประเทศพม่าซึ่งพูดชัดเจนว่าประเทศของเขาอยู่ในช่วงของการเปลี่ยนผ่าน ประเทศไทยก็เป็นช่วงเปลี่ยนผ่านเหมือนกัน แต่วิ่งสวนทางกับประเทศพม่า “คิดว่าก็เป็นโจทย์ที่น่าสนใจ เพราะว่าเป็นสิ่งที่ได้ยินบ่อยครั้งมากในพม่าเวลาที่คนพูดกันบอกว่าในสมัยที่สังคมเขายังปิดอยู่ คือตอนนี้เขาอยู่ในภาวะที่เขามีความมั่นใจขนาดหนึ่ง แต่ไม่ได้แปลว่าเขามองไม่เห็นความจริงว่ามันยังมีข้อจำกัดอยู่ และเขาให้ความเห็นอกเห็นใจกับประเทศไทยมากเลย เขาก็กำลังตื่นเต้นจะได้เลือกตั้งเดือนพฤศจิกายน ของเรานี่ยังตั้งตารอไม่รู้ว่าเมื่อไรจะได้เลือกตั้งนะคะ”

จีรนุช กล่าวถึงเสรีภาพสื่อในสังคมไทยหรือสังคมไหนก็ตามว่าไม่สามารถแยกออกจากประเด็นเรื่องเสรีภาพในการแสดงออกหรือเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นได้ และสิ่งที่ตนเองคิดว่าอาจจะเป็นปัญหาที่มีความไม่ลงรอยกันนักในกลุ่มของวิชาชีพสื่อ รวมทั้งเป็นความไม่ลงรอยกับประชาชนด้วย มีประชาชนจำนวนไม่น้อยที่จะรู้สึกว่าเวลาสื่อพูดเรื่องเสรีภาพสื่อ เป็นลักษณะของเสรีภาพในฐานันดรพิเศษ แต่ไม่ค่อยนับรวมเรื่องเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชน กรณีของประวิตร โรจนพฤกษ์ ผู้สื่อข่าวอาวุโสของหนังสือพิมพ์ The Nation หรือว่ากรณีอื่นๆ ของสื่อมวลชนไทยนั้น ตนรู้สึกว่าเป็นเรื่องตลกมากว่าถ้า คสช.จะกังวลว่าสื่อมวลชนจะทำอะไรที่ทำให้เกิดอันตราย หรือเกิดภัยต่อความมั่นคงของรัฐ เพราะว่ากลไกการตรวจสอบตรวจทานความเป็นภัยต่อความมั่นคงถูกทำงานอย่างแข็งขันในกระบวนการทำงานขององค์กรสื่อแต่ละที่อยู่แล้ว ไม่ว่าจะในสื่อที่เป็นสื่อวิทยุโทรทัศน์ หรือสื่อภาคหนังสือพิมพ์ซึ่งอาจจะมีเสรีภาพมากกว่าสื่ออื่นๆ ก็ตาม

“แต่ด้วยความเคารพนะคะ เข้าใจว่าเนชั่นก็ไม่เคยตีพิมพ์ ไม่ค่อยตีพิมพ์บทวิเคราะห์ หรือบทวิพากษ์วิจารณ์อะไรที่จะแรงๆ ต่อ คสช. ถ้าคุณประวิตรเขียน หลายครั้งก็จะโดนเด้งว่าเซ็นเซอร์อันนี้ลงไม่ได้อะไรอย่างนี้นะคะ ดังนั้นคนซึ่งอาจจะเชื่อเรื่องสิทธิเสรีภาพก็อาจจะไปใช้พื้นที่ของโซเชียลมีเดียในฐานะของคนที่เชื่อเรื่องสิทธิเสรีภาพและก็แสดงออกอันนั้น ดังนั้นตอนนี้ผู้มีอำนาจรัฐก็จะใช้วิธีมากดดันเอาที่ระดับของตัวบุคคล”

จีรนุช กล่าวว่าตนรู้สึกยินดีที่ครั้งนี้ทั้งทางหนังสือพิมพ์ The Nation รวมทั้งสมาคมสื่อได้ออกมาแสดงบทบาทในการปกป้องคุ้มครองเสรีภาพสื่อในกรณีที่มีการควบคุมตัวนายประวิตร แต่แนวโน้มของการถูกลิดรอนเสรีภาพสื่อนั้นได้ลงไปสู่ระดับปักเจกแล้ว มีการคุกคามเป็นรายบุคคล รวมทั้งการใช้เครื่องมืออย่าง กสทช. [คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ] ในการจำกัดเสรีภาพสื่อ

“กสทช. ซึ่งควรจะทำหน้าที่ในการเป็นกลไกที่จะทำให้สื่อวิทยุโทรทัศน์ สื่อภาคอิเล็กโทรนิคทั้งหลายนี่มีสิทธิเสรีภาพมีความเป็นอิสระในการทำงานโดยปราศจากการคุกคามหรืออะไรมากขึ้นนี่ กลายเป็นว่าถูกจำกัดมากขึ้นทั้งโดยการเรียกไปตักเตือนตาม memorandum ตามข้อตกลงที่มีกันไว้ มันเกิดปรากฏลักษณะแบบนี้ รวมทั้งมีลักษณะของการที่จ้องพิจารณาที่จะตักเตือนคนที่เป็นคนสื่อรายบุคคลของตัวสำนักสื่อนั้นๆ ที่จะทำให้เหมือนกับต้องปิดปากหรือว่ายุติบทบาท หรือจำกัดบทบาทของคนทำงานสื่อ”

ผู้อำนวยการสำนักข่าวประชาไท กล่าวถึงประสบการณ์ของตัวเองในเรื่องคดีความ ว่าในฐานะคนทำสื่อนั้นการเกิดคดีความคง ไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดอะไรนัก ใครก็มีโอกาสเกิดขึ้นได้ เรื่องหมิ่นประมาท โดยเฉพาะถ้าหมิ่นประมาทมันยังเป็ความผิดทางอาญา แต่ในสังคมไทยนั้นอาจจะมีเรื่องบางเรื่องหมิ่นประมาทบางเรื่องที่ไปสัมพันธ์กับเรื่องความมั่นคง แล้วทำให้เป็นบรรยากาศความกลัว ในคดีที่ตนถูกฟ้องร้องนั้น ดีใจอยู่นิดหน่อยที่เป็นคดีที่เกิดขึ้นในสมัยรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ไม่ต้องมีความกังวลว่าจะต้องขึ้นศาลทหาร หรือจะมีกฎหมายพิเศษแบบมาตรา 44  “กรณีของคุณประวิตรนี่ มีการถูกเตือนหรือว่าถูกขู่ เรียกว่าถูกขู่ละกันนะคะ ถูกขู่จากเจ้าหน้าที่ว่าถ้าไม่เชื่ออีกนี่ ทำอีกนี่...ก็อาจจะถูกดำเนินคดีและความผิดที่จะถูกดำเนินคดีนี่มีอายุความ 15 ปี คือยังนึกไม่ค่อยออกนะคะว่าเป็นความผิดฐานอะไร หรือความผิดข้อไหน ข่าวประชาไทก็เขียนเรื่องนี้ไม่ค่อยชัด กำลังสงสัยอยู่ว่าเราก็อาจจะเข้าใจไม่ค่อยชัดว่ามันคือความผิดในกฎหมายฐานข้อไหน แต่นี่คือบรรยากาศความกลัวที่เกิดขึ้นในสังคมไทย แล้วสังคมที่เต็มไปด้วยบรรยากาศความกลัวนี่ไม่มีทางจะเป็นสังคมที่คนทำงานสื่อจะมีความสุข หรือประชาชนในสังคมจะมีความสุข หรือการปฏิรูปที่แท้จริงจะเกิดขึ้นได้”

หมายเหตุ: ประวิตร โรจนพฤกษ์ ผู้สื่อข่าวอาวุโส หนังสือพิมพ์ The Nation ถูกเจ้าหน้าที่ทหารควบคุมตัวบ่ายวันอาทิตย์ที่ 13 กันยายน 2558 เขาถูกนำไปควบคุมตัวโดยไม่มีการเปิดเผยสาเหตุและสถานที่กักขังอยู่ 2 คืน และได้รับการปล่อยตัวในช่วงเย็นของวันอังคารที่ 15 กันยายน ทั้งนี้ ประวิตร โรจนพฤกษ์ ได้ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีไทยในบ่ายวันที่ 16 กันยายน ว่าเขาถูกผู้บริหารหนังสือพิมพ์ The Nation ขอร้องให้ลาออก       

วันที่ 22 กันยายน 2558 ประวิตรโพสต์ข้อความบนเฟสบุ้คว่า “เซ็นหนังสือลาออกจากนสพ.เดอะเนชั่นเป็นที่เรียบร้อยแล้วเมื่อตอนเที่ยง การพูดคุยกับผู้บริหารเป็นไปด้วยดี ขอบคุณเดอะเนชั่นสำหรับโอกาสและความทรงจำดีๆตลอด 23 ปี”        

ติดตามการสนทนาฉบับเต็มได้ที่นี่...