Skip to main content

เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา มีเดีย อินไซด์ เอ้าท์ จัดมีเดียคาเฟ่-สื่อสนทนา หัวข้อคือ “ส่องสื่อกับ ดิจิทัลลอว์ รุกรานและล้วงลึก” กับ ชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี ที่ปรึกษาสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ และที่ปรึกษาบรรณาธิการข่าวออนไลน์ไทยรัฐ และ อาทิตย์ สุริยวงศ์กุล ผู้ประสานงานเครือข่ายพลเมืองเน็ต โดยมี ผศ.นฤมล ทับจุมพล คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นผู้ชวนสนทนา

ผศ.นฤมล ทับจุมพล เปิดประเด็นชวนสนทนาว่า วันนี้เราจะคุยกันเรื่องร่างกฎหมายที่กำลังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ในขณะนี้ คือ ดิจิทัลลอว์ (Digital Law) หรือที่เราเรียกกันว่า พ.ร.บ. ว่าด้วยเรื่องความมั่นคงคอมพิวเตอร์ ซึ่งขณะนี้หลายคนตั้งข้อสังเกตและแสดงความกังวลว่าจะมีปัญหาในเรื่องของการละเมิดสิทธิ ทั้งในแง่ของต่อคนที่ใช้สื่อดิจิตอล และสำหรับประชาชนทั่วไป วันนี้เราจะมาคุยแลกเปลี่ยนกันดูว่า จากประเด็นเรื่อง ดิจิทัลลอว์ สองท่านนี้มีมุมมองอย่างไร 

ที่มาของกฎหมาย.. จากยุคทักษิณ

ชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี ที่ปรึกษาสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ ย้อนประวัติศาสตร์ที่มาเกี่ยวกับกฎหมายไซเบอร์ ว่าเกิดขึ้นครั้งแรก ปี 2550 หลังการรัฐประหารปี 2549 แต่ต้องทำความเข้าใจว่า พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ เป็นกฎหมายที่อยู่ในแพคเกจกฎหมายที่เกี่ยวกับกฎหมายดิจิทัล ซึ่งเริ่มต้นร่างมาตั้งแต่สมัยรัฐบาล พ.ต.อ.ทักษิณ ชินวัตร มีบทบัญญัติหลายเรื่องที่จำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนและสื่อมวลชนในการแสดงความคิดเห็นทางอินเตอร์เน็ต

ชวรงค์เล่าถึงความเคลื่อนไหวของกลุ่มสมาคมผู้ดูแลเว็บไทยในเวลา (ขณะนั้นยังไม่มีสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์) ว่า ทางสมาคมผู้ดูแลเว็บไทยมองว่าน่าจะสามารถคุยประเด็นนี้กับรัฐบาลที่มาจากรัฐประหารปี 2549 ได้ เพราะข้ออ้างหนึ่งของการทำรัฐประหาร คือข้อกล่าวหาว่ารัฐบาลทักษิณไปแทรกซื้อสื่อ ซึ่งก็มีความจริงอยู่พอสมควร และทางสมาคมฯคิดว่ารัฐบาลจากการรัฐประหารคงไม่ทำในสิ่งที่เขาเคยกล่าวหารัฐบาลทักษิณ

“ร่างที่รัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ เอาเข้ามาเรียกว่าแทบจะเป็นร่างเดิมของสมัยรัฐบาลทักษิณ ซึ่งหนัก มีการจำกัดเสรีภาพหนัก เพราะฉะนั้นบางทีอย่าไปเข้าใจผิดว่า ไปกล่าวหารัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ ซะทีเดียวก็ไม่ได้ รัฐบาลทักษิณซึ่งเป็นต้นร่างก็มีแนวความคิดในการที่จะควบคุมเสรีภาพทางอินเตอร์เนตมาก่อนหน้านี้แล้ว ไม่ได้มีความคิดเป็นประชาธิปไตยเท่าไร เพียงแต่กฎหมายมาออกในช่วงนั้น เลยทำให้มีปัญหา มีประเด็นในเรื่องของตัวบท เนื้อหา และการบังคับใช้มาตลอด”

สำหรับดิจิทัลลอว์ในรัฐบาลชุดนี้ รวมถึงการแก้ไข พ.ร.บ.เกี่ยวกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์  การผลักดัน พ.ร.บ.ข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งกำลังเป็นที่กังวลกันอยู่นั้น ชวรงค์กล่าวว่า ในกลุ่มผู้ผลิตข่าวออนไลน์ หรือเจ้าของเว็บไซต์ข่าวได้คุยกันแล้วมีความเข้าใจกันในเบื้องต้นว่า ในแพคเกจทั้งหมดน่าจะมีปัญหาพอสมควรทีเดียว ทั้งในเรื่องของคอนเซ็ปต์ และเนื้อหา

“เราก็คาดไม่ถึงว่ามันจะถูกผูกเข้าไปกับแพคเกจของกฎหมายที่จะตั้งกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งก็ยอมรับว่าก็เป็นนโยบายรัฐบาลที่เขาพูดมาก่อนหน้านี้ แต่ก็ไม่คิดว่า  พ.ร.บ.เกี่ยวกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ร.บ.ข้อมูลส่วนบุคคล หรือแม้กระทั่ง พ.ร.บ.ความปลอดภัยไซเบอร์ มันจะเข้าไปอยู่ในแพคเกจนี้ด้วย เลยงงว่ามันเกี่ยวข้องกันไหม เลยวอยซ์มาตอนแรกๆว่ามันมีปัญหาอย่างไร” ชวรงค์ กล่าว


ผู้ร่วมสนทนา:  (ซ้าย) อาทิตย์ สุริยวงศ์กุล ผู้ประสานงานเครือข่ายพลเมืองเน็ต และ ชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี ที่ปรึกษาสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ (ขวา)

พ.ร.บ.ความมั่นคงไซเบอร์.. อำนาจซ้ำซ้อนกฎหมายที่มีอยู่

ด้าน อาทิตย์ สุริยวงศ์กุล ผู้ประสานงานเครือข่ายพลเมืองเน็ต  กล่าวว่าถ้าทั้งระบบมันเคลื่อนไปในทางที่ถูกที่ควรก็จะได้ประโยชน์ เป็นเรื่องที่ไม่มีใครปฏิเสธว่า ภาคเศรษฐกิจดิจิทัล โดยหลักการรวมๆ ทุกคนก็ต้องการ หรือสิ่งที่เกี่ยวเนื่องต่อมา

“พูดถึงเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ.ข้อมูลส่วนบุคคล ผมคิดว่าถ้าโดยหลักการ ถามว่าอยากให้มีใครมาคุ้มครอง อยากให้รัฐมีมาตรการอะไรบางอย่างมาคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของเราหรือเปล่า คำตอบแน่นอนว่า เราต้องการ เพื่อที่จะไปบังคับกับหน่วยงานของรัฐเอง หรือหน่วยงานเอกชน หรือหน่วยงานต่างๆที่เอาข้อมูลของเราไปใช้ โดยหลักไม่มีใครปฏิเสธ ร่างตัวนี้ก็อย่างที่คุณชวรงค์ว่า นานมากตั้งแต่สมัยโน้น ทักษิณก็ยังไม่สำเร็จ รัฐบาลสุรยุทธ์ก็ยังไม่สำเร็จ รัฐบาลอภิสิทธิ์ก็พยายามจะส่งเข้าไปในสภาแล้ว แต่ว่าก็ยุบสภาเสียก่อน สุดท้ายรัฐบาลยิ่งลักษณ์ สภาผ่านวาระแรกแล้ว ตั้งคณะกรรมการประชุมอนุฯ ไปแล้ว 3 ครั้ง สุดท้ายก็ไม่รอด ก็รัฐประหาร”

ผู้ประสานงานเครือข่ายพลเมืองเน็ต  กล่าวย้ำว่าโดยหลักการไม่มีใครปฏิเสธกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล แต่เมื่อเข้าไปดูในรายละเอียดของกฎหมายพบว่า  หลายอย่างไม่ได้เป็นไปตามหลักการที่ว่ามา เช่นการที่ให้ตัวคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ไปอยู่ที่เดียวกับคณะกรรมการความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ซึ่งแตกต่างกันโดยลักษณะงาน

“พอเราเจาะเข้าไปในรายละเอียดเรื่องรายมาตรา รายกฎหมาย เรามองไม่ค่อยเห็นภาพ เพราะทั้งหมดจะทำงานร่วมกันอย่างไร รวมไปถึงกฎหมายอื่นๆ ด้วย เช่น ผมคิดว่าสุดท้าย ถ้ากลับไปเรื่อความปลอดภัยในการใช้งานอินเตอร์เน็ต ตัวทำธุรกรรมออนไลน์ต่างๆ ทุกคนก็อยากมีความปลอดภัย ทีนี้ถ้าเกิดมันมีปัญหาเกิดขึ้น อยากจับผู้ร้าย มันมีเหตุเกิดขึ้นจริงๆ มันก็คงจะต้องให้อำนาจเจ้าหน้าที่ ทำอะไรบางอย่างเพื่อที่จะปราบปราม จับกุมคนที่กระทำความผิดมาได้”

อาทิตย์ กล่าวถึงเรื่องการดักข้อมูลว่า เห็นด้วยว่าในบางกรณีมีความจำเป็นจริงๆ หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องให้อำนาจกับเจ้าหน้าที่ ซึ่งในทุกประเทศที่เจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจดิจิทัลก็มีกฎหมายลักษณะนี้  ซึ่งในประเทศไทยนั้น ผู้ร่าง พ.ร.บ.ความมั่นคงไซเบอร์พูดในหลายๆเวที ว่าจำเป็นต้องให้อำนาจเจ้าหน้าที่ เพราะคดีปัจจุบันมีความซับซ้อนมากขึ้น ยกตัวอย่างคดีเช่น ก่อการร้าย ยาเสพติด ความเสียหายทางเศรษฐกิจต่างๆ

“คำถามคือ จริงๆ แล้วก็มีกฎหมายอย่างกฎหมายตัว ปปง. ปปช. หรือกฎหมายค้ามนุษย์อยู่แล้วหรือเปล่า คือมันมีกฎหมายอยู่ประมาณ 4-5 ฉบับ เรื่องยาเสพติดด้วย ที่ให้อำนาจพิเศษกับเจ้าหน้าที่ ในการทำเรื่องพวกนั้นอยู่แล้วหรือเปล่า คือพอมันเป็นแบบนี้ บวกไปกับกฎหมายที่เพิ่มเติมเมื่อกี้ที่พูดถึงด้วย คือ กฎหมาย131/2 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติเสนอ หรือว่าร่าง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามสิ่งยั่วยุพฤติกรรมอัมตราย ที่กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เสนอ ทั้งสองอันนี้มีมาตราที่ว่าด้วยการดักรับข้อมูลเหมือนกัน”

ผู้ประสานงานเครือข่ายพลเมืองเน็ต  ตั้งข้อสังเกตว่า หากต่อไปทุกกระทรวงก็อยากจะมีเจ้าพนักงานที่มีอำนาจในการเข้าไปดักรับข้อมูลเหมือนๆกันหมด มีกฎหมายเฉพาะของตัวเอง ที่ออกมาในลักษณะนี้ จะซ้อนทับกันหรือไม่ นอกจากนี้ ยังเป็นห่วงเรื่องของการอำนวยความยุติธรรมด้วยว่ามีความสม่ำเสมอกับมาตรฐานเหล่านี้หรือไม่

“พอแง่ของกระบวนการยุติธรรมต่างๆ มันไม่มีมาตรฐานที่ดีหรือความสม่ำเสมอ มันก็มีโอกาสเหมือนกันที่ความกลัวในการที่จะถูกใช้อำนาจตามอำเภอใจ ประกอบกับความไม่แน่นอนของระบบกระบวนการยุติธรรม สองอย่างนี้พอประกอบกัน มันก็อาจจะทำให้คนที่ปฏิบัติหน้าที่จะสุ่มเสี่ยงต่อการถูกฟ้องร้อง เกิดความกลัวก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นนักข่าว บล็อกเกอร์ หรือใครก็ตามที่อาจจะรู้ความไม่ชอบมาพากล อยู่ในองค์กรใหญ่ อาจจะเปิดเผยความไม่ชอบมาพากลนั้นให้กับสื่อรู้ ผมคิดว่าคนเหล่านี้ก็อาจจะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นกับความไม่แน่นอนในตัวกฎหมายเหล่านี้”


ผศ.ดร.นฤมล ทับจุมพล

ผศ.นฤมล ทับจุมพล

โจทย์ที่น่าสนใจ ก็คือว่า จะต้องมีกฎหมายพิเศษ เพื่อตอบสนองความเปลี่ยแปลงของโลกสมัยใหม่  ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจแบบดิจิทัล หรือการทำธุรกรรมต่างๆที่เราไม่ได้ใช้กระดาษ แต่ใช้โลกไซเบอร์ไปแล้ว กรอบคิดอันนั้นทำจากอะไร เพราะว่า ถ้าถามคนที่เขาเป็นนักสื่อสารมวลชน หรือนักเศรษฐกิจเอง เขาก็จะบอกเลยว่าหลักการของดิจิทัลอีโคโนมี่ เสรีภาพมันไหลผ่านข้อมูล มันคือพื้นที่สาธารณะ และมันจะสร้างเสรีภาพที่มาพร้อมกับความรับผิดชอบ แล้วก็ไม่ใชไปฝากไว้ที่รัฐ รัฐควรจะทำหน้าที่เป็นกรรมการไม่ใช่พี่เลี้ยงนักมวย แต่เมื่อครู่ที่ฟังทั้งสองท่านพูด รัฐกำลังจะทำหน้าที่เป็นคนไปทำแทน ตรงนี้ก็อาจจะต้องคุยกันก่อนว่า กรอบคิดของกฎหมายนี้ว่าทั้งสองท่านคิดอย่างไร

อันที่สองคือ ตัวบท ตั้งแต่ความผิดต่อ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ในอดีต ตั้งแต่ปี 2550 ที่มันกลายเป็นตัวบทที่เน้นเนื้อหา พูดง่ายๆ ก่อนหน้านั้นเรามีกฎหมายหมิ่นประมาทบนหน้ากระดาษ กฎหมายหมิ่นประมาทบนจอโทรทัศน์ ที่เป็นสื่ออิเล็กทรอนิกส์ คราวนี้คุณมีกฎหมายหมิ่นประมาทบนจอไซเบอร์ แต่ความผิดของกฎหมายหมิ่นประมาทที่เป็นเนื้อหาของที่อยู่บนสื่ออนไลน์ มันดูเสมือนว่ามันรุนแรงกว่ากฎหมายหมิ่นประมาทที่อยู่บนหน้ากระดาษ และอยู่บนจอโทรทัศน์หรือเปล่า ตรงนี้อาจจะลองเถียงกัน คือดูตัวบทอันนั้น

และอันที่สาม ที่ทั้งสองท่านพูดเยอะมากก็คือ การบังคับใช้กฎหมายที่ให้ดุลพินิจเจ้าหน้าที่ ซึ่งอาจจะเป็นการใช้อำนาจตามอำเภอใจ และเนื่องจากเจ้าหน้าที่อาจจะอยู่ในสถานการณ์ที่ตัวกฎหมายมันไม่ชัด และด้วยความกลัว เขาก็อาจจะไม่ยุติธรรม หมายความว่า จับไว้ก่อน ปล่อยที่หลัง เพราะระบบกฎหมายเราคือ กล่าวหาไว้ก่อนแล้วไปปล่อยทีหลัง ซึ่งบางทีก็อาจจะไม่ได้

คำถามที่ทุกท่านค่อนข้างเป็นห่วงก็คือว่า ดูเหมือนว่าเราจะกังวลในเรื่องของการบังคับใช้กฎหมายค่อนข้างมาก แต่ทีนี้คำถามของดิฉันต่อคุณชวรงค์และคุณอาทิตย์ด้วยก็คือว่า ปัญหาเรื่องนี้มันมีมาตั้งแต่กรอบคิดหรือเปล่า รัฐมีสมมติฐานอยู่ความกลัวหรือเปล่า ก็เลยคิดว่าจำเป็นต้องมีกฎหมายพิเศษ

ถามทั้งสองท่านเลยเพราะว่าเกี่ยวข้อง คือว่า ทำไมเราไม่เลือกใช้การแก้กฎหมายที่มีอยู่ในปัจจุบัน  อย่าลืมว่าเรามีกฎหมายการค้ามนุษย์ ปราบปรามการฟอกเงิน ทุจริต ก่อการร้าย เรามีกฎหมายเยอะมากซึ่งมันก็จะมีเครื่องมืออยู่แล้ว ที่เกี่ยวกับดิจิทัล หรือเพราะเขาคิดว่ามันเป็นกรณีเฉพาะ การมีกฎหมายเฉพาะมันง่ายกว่า

ทีนี้ถ้าการมีกฎหมายเฉพาะมันง่ายกว่า เราจะมั่นใจได้อย่างไรภายใต้กรอบคิดแบบเรื่องเฉพาะ แล้วรัฐอยู่ในสถานการณ์ความกลัวปัจจุบันแบบนี้ กฎหมายมันจะไม่กลายเป็นการคุมพื้นที่ทั้งหมด คือ รัฐไม่ได้ทำหน้าที่เป็นกรรมการสนามมวย  รัฐกำลังจะทำหน้าที่ชกมวยด้วย คือหมายความว่ารัฐเข้าไปทำหน้าที่แทน

แล้วก็ถามคุณชวรงค์ด้วยว่า ในฐานะสื่อ ทำไมการคุมสื่อหรือข้อมูลกลับเป็นอำนาจของรัฐ แล้วการทำแบบนี้มันจะยิ่งมีปัญหามากขึ้นหรือเปล่า  เพราะว่าเราจะกลับไปสู่ยุครัฐตำรวจ อะไรแบบนี้ รัฐทหารที่ดักฟัง หรือควบคุมให้ข้อมูลอะไรทั้งหลาย ทำไมมันถึงกลับไปแบบนั้น เพราะดิฉันคิดว่า การดูข้อมูลส่วนบุคคลทางธุรกรรม เวลาเราไปแบงค์เราก็มีการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลอยู่แล้ว แต่นั่นมันเป็นสิ่งที่ปรากฎบนกระดาษ แต่คราวนี้พอมันอยู่บนจอออนไลน์ ทำไมมันจะต้องมาเป็นหน้าที่ของรัฐ อันนี้ลองถามทั้งสองท่าน

ชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี ที่ปรึกษาสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ และที่ปรึกษาบรรณาธิการข่าวออนไลน์ไทยรัฐ

จริงๆแล้ว ผมยังไม่อยากลงรายละเอียดมาก ต้องเล่าถึงสถานการณ์ล่าสุด คือ มีการเจรจาสงบศึกเพื่อที่จะให้ทางรัฐหยุดกรเดินหน้าโดยที่ไม่ฟังภาคส่วนต่างๆ ซึ่งก็เป็นที่น่าดีใจในระดับหนึ่ง ที่ทางฟากรัฐบาลก็รับที่จะหยุดและยินดีที่จะสร้างกระบวนการการมีส่วนร่วม ผมคิดว่ามันก็น่าจะไปได้ระดับหนึ่ง ก็คือว่า เท่าที่คุยกันก็จะมีอีกกลุ่มองค์กรวิชาชีพที่จะเข้าไปช่วยดู ไปสะท้อนความคิดความเห็น ตั้งแต่ระดับตอนนี้ที่มันอยู่ในขั้น กฤษฎีกา และรัฐบาลก็รับปากว่าจะให้เข้าไปมีส่วนร่วมถึงขั้นกรรมาธิการในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ  ผมก็เข้าใจว่าในกลุ่มพลเมืองเน็ตก็อาจจะเข้าไปมีส่วนร่วมแค่ให้ความเห็น แต่อาจจะไม่ได้เข้าไปในกระบวนการที่เป็นทางการ ซึ่งผมว่าก็ดี เป็นการทำงานแบบแยกกันไปทำงาน

ผมคิดว่าหลักการผมคิดตรงกันที่ว่า ทำอย่างไรที่จะไม่ให้มันมีกฎหมาย ที่มีลักษณะตั้งคำถาม ให้รัฐเข้ามาเป็นตัวกำกับเสียเอง ซึ่งอย่างที่ได้คุยกันคือว่า คอนเซ็ปท์เรื่อง เอาตั้งแต่เรื่องนโยบายดิจิทัลอีโคโนมี่ มันควรจะให้ภาคเอกชน มันกลายเป็น รัฐเข้ามาเป็นคนขีดกติกาให้มีการเดิน ซึ่งมันไม่มีที่ไหนที่ประสบความสำเร็จ

วันนั้นที่ได้คุยกับทางตัวแทนรัฐบาล ท่านรองนายกฯ วิษณุ ท่านก็ได้ฟังแล้ว มีตัวแทนภาคเอกชนมาบอกให้ฟังว่า ถ้ากฎหมายออกมาแบบนี้ ไม่ใช่แค่ว่าจะไม่มีคนมาลงทุนในธุรกิจดิจิทัล เศรษฐกิจออนไลน์ แต่ที่มีอยู่อาจจะย้ายออกไปด้วย ที่ย้ายออกไปไม่ใช่ว่าของต่างชาติ แต่เป็นของไทยเองก็อาจจะต้องย้าย เพราะว่ามันมีปัญหา ผมเข้าใจว่ารัฐบาลคนที่รับผิดชอบหลักๆ คือ ดร.วิษณุ ซึ่งเป็นนักกฎหมายมมือหนึ่งของรัฐบาล ก็ทราบปัญหานี้ ผมคิดว่าอย่างน้อยรัฐบาลก็เข้าใจเรื่องพวกนี้และพร้อมที่จะถอย เพราะฉะนั้นผมจึงไม่อยากลงรายละเอียดมากว่ามันตรงนั้นตรงนี้มันไม่ดี มันอยู่ในขั้นตอนที่คงจะต้องไปคุยกัน

อาทิตย์ สุริยวงศ์กุล ผู้ประสานงานเครือข่ายพลเมืองเน็ต

พูดถึงเรื่องความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ถ้าเอาสำนักความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แบบที่เขาเสนอมา ผมก็ไม่เอาแน่ๆ เพราะผมคิดว่า มันทำหน้าที่หลายอย่างมาก และมีกำลังอำนาจในการจะทำอะไรสารพัดสิ่งที่ประหลาดๆ ไม่รู้ว่าจะมีอำนาจแบบนี้ขึ้นมาทำไม แต่ผมยังเห็นด้วยบางอย่างกับตัวผู้ร่าง (กฎหมาย) ว่า ปัจจุบันมันไม่มีศูนย์ประสานงาน ผมเน้นคำว่าประสานงาน คือ ไม่ได้มีอำนาจ ศูนย์ประสานงานในการที่จะบอกว่า เรื่องข่าวสาร เรื่องความปลอดภัย เรื่องความมั่นคงในเชิงระบบ

เพราะว่าความมั่นคงปลอดภัยเชิงระบบของระบบสารสนเทศ ปัจจุบันเรามีเฉพาะตัว ไทยเซิร์ต (ThaiCert คือ ศูนย์ประสานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยระบบคอมพิวเตอร์ประเทศไทย) ซึ่งก็ตัวหน้าที่หลักๆ ของ ThaiCert เป็นตัวคล้ายๆว่า รับข้อมูลจากทุกฝ่ายที่พบข้อผิดปกติ เกี่ยวกับตัวระบบสารสนเทศ มี bug มีความผิดพลาดอะไรต่างๆนาๆ ในเชิงระบบ ก็คือแจ้งเข้ามาที่นี่  เพื่อที่ทางศูนย์จะได้ตรวจสอบแล้วก็แจ้งให้สาธารณะทราบ เพื่อจะได้มีมาตรการป้องกันอะไรต่างๆต่อไป ซึ่งอันนี้ก็เน้นที่ว่าเป็นงานเชิงระบบจริงๆ เน้นที่ตัวระบบสารสนเทศ ซึ่งก็เป็นงานที่อย่างน้อยที่ผ่านมายังไม่มีคนรับผิดชอบโดยตรง รัฐเป็นคนสนันสนุน ซึ่งก็คิดว่าเป็นเรื่องที่ควรจะมี  ThaiCert จะไม่ได้เข้ามายุ่งเกี่ยวกับเรื่องคดีอะไรต่างๆ จะทำหน้าที่เรื่องทางเทคนิคอย่างเดียว

ผมมองว่าปัจจุบันนี้ที่มันขาดไป แล้วมันทำให้ในแง่การบังคับใช้กฎหมาย พอมันไม่มีประสิทธิภาพ หรือไม่มีความรู้ความเชี่ยวชาญเพียงพอ ในทางนี้โอเค เพราะรัฐไม่ได้อยากได้ตามที่ใจเขาอยากได้ อย่างที่สองก็คือว่า ประชาชนเองก็เดือดร้อนด้วย เพราะการที่ไม่รู้ประสีประสาของเจ้าหน้าที่ ก็คงจำเป็นที่จะต้องมีศูนย์ประสานงาน แต่เจ้าหน้าที่ตามศูนย์ประสานไม่ควรที่จะมีอำนาจในการที่เข้าไปจับ ไปยึดอะไรต่างๆได้ด้วยตัวเอง ควรจะต้องทำหน้าที่เฉพาะข้อมูลทางเทคนิคเท่านั้น เพื่อสนับสนุนการทำงานของเจ้าพนักงานต่างๆที่มีอยู่แล้ว ไม่ว่าคุณจะทำเรื่องยาเสพติด เรื่องก่อการร้ายอะไรก็ตาม แต่ละหน่วยงานมีความเชี่ยวชาญเชิงประเด็นของตัวเองอยู่ คือ เจ้าหน้าที่ คนๆนึงก็อาจจะเชี่ยวชาญเรื่องยาเสพติด อีกคนอาจจะเชี่ยวชาญเรื่องประเด็นของเรื่องเด็กเรื่องอะไรก็ว่าไป แต่ทีนี้ในแง่ความเชี่ยวชาญทางเทคนิคเขาอาจจะไม่มี ก็สามารถที่จะใช้บริการของ ไม่รู้จะเรียกว่าศูนย์อะไรก็ตาม ของศูนย์นี้ได้ เพื่อเป็นศูนย์ประสานงานในทางเทคนิคเพื่อช่วยในการเก็บพยานหลักฐานทางอิเล็กทรอนิกส์ ผมคิดว่าอันนี้เป็นอันหนึ่งที่มันพอทำได้ ซึ่งศูนย์นี้มันอาจจะไปขยายมาจากที่ดีเอสไอ มีอยู่ปัจจุบันก็ได้

ข้อสังเกตของกฎหมายทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น พ.ร.บ.ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ร.บ.ความมั่นคงไซเบอร์ กระทั่ง พ.ร.บ.ส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล ทั้งหมดที่ตั้งขึ้นมา พนักงานเป็นพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญาทั้งสิ้น ผมก็งงว่ามันมีความจำเป็นแค่ไหนที่เจ้าพนักงาน กระทั้ง พ.ร.บ.ส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล ถึงกับต้องเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญาด้วย เป็นได้หรือไม่ที่ตัดพวกนี้ออกไปให้หมด ศูนย์ประสานงานในแง่ของการทำคดีที่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์ ผมว่าทำเป็นเรื่องเฉพาะเทตนิคอย่างเดียว ตำรวจ ดีเอสไอ ปปช. ปปง อะไรต่างๆ ที่เขามีเจ้าหน้าที่ที่เข้าใจเชิงประเด็น ก็ปล่อยให้เขาทำงานไป

อีกอันที่อยากทิ้งไว้ก็คือว่า ซึ่งมันเกี่ยวข้องกับเรื่องที่ว่ารัฐคิดอะไรอยู่ เห็นด้วยกับที่ทุกคนว่ามาเลยว่า เรื่องอะไรที่เอกชนเดินหน้าต่อไปได้ ควรปล่อยให้เอกชนทำไป  แล้วรัฐทำหน้าที่สนับสนุนเท่านั้น อะไรที่รัฐควรจะทำหน้าที่เป็น regulator (ผู้วางระเบียบ) ก็ควรที่จะทำได้บ้าง เช่น เรื่องกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ที่จริงรัฐอาจจะทำหน้าที่เป็นเรคกูเรเตอร์กลายๆ คล้ายๆกับว่า ใครก็ตามเอาข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้ แล้วทำผิด รัฐสามารถเข้าไป อาจจะมีมาตรการทางกฎหมายต่างๆได้

แต่ในเรื่องมาตรการทางเทคโนโลยีว่าใครควรจะต้องทำอะไร บังคับอะไรใครต่างๆ อันนี้ผมคิดว่ามันอาจจะไม่ใช่หน้าที่ของรัฐเสียทีเดียว เอกชนที่มีความเชี่ยวชาญมากกว่า คุ้มครองได้ดีดว่า เช่น ธนาคาร ปัจจุบันเขามีเทคโนโลยีของเขาที่คุ้มครองลูกค้าเขาอยู่แล้ว หรือภาคเอกฃนอื่น เขาก็มีที่ทำเรื่องนี้อยู่แล้ว ตามที่กลไกตลาดเขาจัดการ ผมคิดว่ารัฐอาจจะทำหน้าที่เป็นแค่ เรคกูเรเตอร์ กำหนดแค่นั้น ถ้าใครปล่อยปะละเลยจะมีบทลงโทษ  ซึ่งเวลาบอกว่าเรกกูเรท จะต้องบอกไปถึงหน่วยงานภาครัฐเองด้วย เช่น บอกว่าจะมีหน่วยงานเกี่ยวกับตำรวจมาใช้อำนาจตามประมวลกฎหมายอาญา แล้วเข้าไปละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล เรกกูเรทเตอร์ของรัฐก็ต้องควรที่จะเข้าไปลงโทษหน่วยงานด้วย

ก็เลยเป็นคำตอบว่า ทำไมผมถึงไม่เห็นด้วยว่าเอาตัวหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการบังคับใช้เรื่องควบคุม มาอยู่ในหน่วยงานเดียวกับคุ้มครอง เพราะเท่ากับคุณกำลังจะเอาโอปเรเตอร์ กับ เรกกูเรเตอร์ มารวมกันอยู่ในหน่วยเดียว ซึ่งมันเป็นหลักการที่เราคิดว่า มันยอมรับไม่ได้

ชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี

ขอเสริมสั้นๆ ต่อเนื่อง คือ ปัญหาเรื่องบุคลากรเป็นเรื่องสำคัญ อย่างที่เราทราบข้อมูล หลายคนที่เข้าไปอยู่วงในบอกว่า จริงๆ แล้ว พนักงานเจ้าหน้าที่ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดคอมพิวเตอร์ มันควรจะต้องมีการอบรมอะไรต่างๆ อย่างน้อยใช้เวลา 3 เดือน ปรากฎว่าที่ผ่านมา อบรม 3 วัน มันก็เป็นปัญหา เรื่องการเข้าไปทำอะไรให้ระบบมันเลอะเทอะ บางทีเข้าไป ไปยึดเครื่องคอมฯเขามา ทำอะไรวุ่นวายไปหมด เมื่อวานซืนที่ได้ไปฟัง รัฐมนตรีไอซีทีอินโดนีเซีย เพิ่งมีการประชุมรัฐมนตรีไอซีทีอาเซียน เขาบอก เรื่องสำคัญที่สุดที่เป็น priority (ลำดับต้นๆ) คือเรื่องบุคลากร ที่จะเข้ามาดูแลเรื่องระบบ ไม่ใช่เรื่องกฎหมายความปลอดภัยไซเบอร์ เพราะผมเข้าใจว่าทางรัฐมนตรีก็อ้างว่า ที่ประชุมรัฐมนตีไอซีทีนานาชาติกำลังผลักดันเรื่องนี้

ผมไปถาม เขาบอกว่า จริง รัฐมนตรีอินโดบอกว่ากำลังจะมีการคิดเรื่องกฎหมายแบบนี้เหมือนกัน แต่ว่าเรื่องสำคัญที่สุดคือเรื่องคน อันนี้ก็เลยเป็นการตอกย้ำว่าแก้ปัญหาถูกจุดหรือเปล่า อีกส่วนหนึ่งตรงนี้เราก็ต้องให้เครดิตคนที่ร่าง ว่า ตอนนี้เขาก็เปิดเต็มที่ว่า เขาก็พร้อมที่จะรับฟังความคิด พร้อมที่จะให้พวกเราเข้าไปมีส่วนร่วมในการทำ แก้ไขอะไรต่างๆให้มันเป็นไปในทางที่ออกมาแล้วมันเป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย อย่างแท้จริง ครับ

การละเมิดความเป็นส่วนตัว

คำถามจากผู้ฟัง: เส้นแบ่งระหว่างการคุ้มครองกับการละเมิดยังมัวอยู่ ในฐานะผู้บริโภคธรรมดาที่ใช้ เทคโนโลยี หรือว่าโซเชีลมีเดีย เราอยากรู้ว่า ถ้าสมติว่าในกรณี ที่เราถูกละเมิด privacy (ความเป็นส่วนตัว) ของเรา เราจะสามารถฟ้องรัฐได้หรือไม่

ชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี

ก็น่าจะเป็นอันเดียวกัน ในเรื่อง ไพรเวซี่ ว่าทำไม จริงๆเรื่องไพรเวซี่ ใน พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ เขียนคุ้มครองไว้ พอสมควร เพียงแต่ว่ามันยังไม่ค่อยชัดเจน ถ้าตัว พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเข้ามา น่าจะมีความชัดเจนมากขึ้นในการคุ้มครองความเป็นส่วนตัว แต่ว่าการที่ถูกละเมิดความเป็นส่วนตัวก็ชัดเจนอยู่แล้ว เพราะว่าก็มีกฎหมายอื่นๆเช่น กฎหมายหมิ่นประมาท กฎหมายละเมิด แพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยการละเมิด ซึ่งเราสามารถที่จะใช้ในการคุ้มครองได้อยู่แล้ว เพียงแต่ว่า กลไกมันอาจจะยังคุ้มครองได้ไม่โดยตรง

อาทิตย์ สุริยวงศ์กุล

เรื่องกรณีถูกรัฐ ละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล จริงๆแล้วเรามี พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ 2540 ที่พอจะใช้ได้ เพราะว่าจริงๆแล้ว ใน พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารราชการ พูดถึงการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเอาไว้ แต่ว่าพูดเฉพาะข้อมูลส่วนบุคคลที่ดูแลโดยภาครัฐ หรือหน่วยงานของรัฐเท่านั้น  คือเราสามารถใช้อันนั้นได้

เพิ่มเติมจากที่คุณชวรงค์พูด ฟ้องทางแพ่งอะไรต่างๆ ถ้าสมมติ ในกรณีนี้มันเป็นการใช้อำนาจทางปกครองก็อาจจะพอใช้กลไกของศาลปกครองได้บ้าง หรือว่า สุดท้ายแล้วในฐานะที่เป็นพลเมืองทั่วไป กลไกเหล่านี้ก็อาจจะลำบากอยู่ แต่ข่าวดี สมมติว่ามันเป็นกรณีที่ถูกละเมิดโดยคนจำนวนมาก เห็นว่ากำลังจะเข้า สนช. เรื่องการฟ้องคดีแบบกลุ่ม (class action) กำลังเข้าอยู่ ซึ่งผมไม่ได้ตามรายละเอียดว่าเป็นอย่างไร แต่ถ้าสมมติมันออกมาได้ ก็อาจจะช่วยอำนาจของประชาชนทั่วไปในการรวมกลุ่มกันฟ้องก็รัฐหรือเอกชนอะไรต่างๆ เป็นไปได้มากขึ้น

ผมคิดว่าคลาสแอคชั่นมันสำคัญโดยเฉพาะกับอินเตอร์เน็ต โดยเฉพาะหลายๆครั้ง หรือไม่เฉพาะกับอินเตอร์เน็ต แต่เกี่ยวกับบริการสาธารระทั้งหมด ซึ่งบริการอินเตอร์เน็ตหลายๆอันเป็นบริการสาธารณะ เพราะว่าถ้าเกิดมีกรณีถูกละเมิด ถูกฟ้อง ปล่อยปะละเลยโดยผู้ให้บริการ หลายครั้งผู้ได้ผลกระทบมีจำนวนมาก ถ้าเกิดมันมีคลาสแอคชั่นมามันก็อาจจะช่วย แต่ไม่แน่ใจในรายละเอียดว่ามันเวิร์คหรือไม่เวิร์ค ในร่าง (กฎหมาย)ของประเทศไทย

บทบาท กสทช. ในยุคของ ดิจิทัลอิโคโนมี่

คำถามจากผู้ฟัง: บทบาทของ กสทช. ในยุคของ ดิจิทัลอิโคโนมี่ ตอนนี้จะเป็นอย่างไรบ้าง

ชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี

เรื่อง กสทช. คิดว่าอาจจะ ตอนนี้มุ่งเป้าที่ กสทช. เขามุ่งไปเรื่องที่ จะเอาเงิน กสทช. มากกว่า ที่เขาแก้กฎหมาย ไปเอาเงินจากกองทุนพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ กองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เอาเงินตรงนั้นมาไว้อยู่ภายใต้คณะกรรมการ จะมีกองทุนคณะกรรมการกองทุน ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งตั้งโดยรัฐบาล ซึ่งแต่เดิมมันอยู่ในกฎหมายที่ควบคุมดูแลโดยองค์กรของรัฐที่เป็นอิสระ อย่าง กสทช.

ไม่ทราบว่าตอบคำถามหรือเปล่า แต่คำถาม ผมคิดว่ามันก็เป็นปัญหาในเชิงระบบคิดว่า เราจะใช้วิธีการกำกับดูแลปัญหาเหล่านี้อย่างไร ผมคิดว่าในมุมของรัฐเขาคงคิดว่า ถ้ามันมีหน่วยงานอะไรชัดเจนขึ้นมา น่าจะทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากกว่า แต่ว่าอาจจะไม่ได้มองถึงประเด็นว่า อะไรที่มันไปกระทบต่อความเชื่อมัน หรือไปกระทบต่อความรู้สึกของนักลงทุน หรือภาคเอกชนที่เขาเกรงว่า ถ้ามันไม่มีระบบการคุ้มครองอะไรต่างๆมันให้อำนาจรัฐเข้ามาวุ่นวายมากเกินไป มันก็จะทำให้การทำงานหรือการลงทุน หรือการประกอบธุรกิจในส่วนออนไลน์มันมีปัญหา  เพราะฉะนั้น ตรงนี้ก็เป็นระบบคิดที่ต้องไปพูดคุยถกเถียงกันต่อ

อาทิตย์ สุริยวงศ์กุล

เรื่อง กสทช. จะเข้ามามีบทบาทอย่างไรได้บ้าง เรื่องนี้คืดว่า โอเค อันหนึ่งถ้าพูดถึง กลับไปพูดถึงเรื่องกองทุนด้วย ปัจจุบัน ตัวกองทุนวิจัยและพัฒนา จริงๆมันมีงานอันหนึ่งที่บอกว่าอยู่ในวัตถุประสงค์ ก็คืองานส่งเสริมรู้เท่าทันสื่อ ถ้าเรารวมถึงเรื่อง literacy เข้ามามาในส่วน information literacy เรื่องการใช้คอมพิวเตอร์อย่างให้ปลอดภัย คือโอเค ในส่วนหนึ่งเราบอกว่า เราคาดหวังในรัฐเข้ามาคุ้มครองอะไรบางอย่าง แต่ในส่วนหนึ่งผมคิดว่า มันก็คงจะดีขึ้นถ้าเรารู้วิธี มาตรการในการป้องกันตัวเอง ซึ่งกองทุนอันนี้ mandate อันหนึ่งคือมาช่วยในเรื่อง literacy พวกนี้ ก็อาจะพอช่วยได้ ที่ผ่านมา กสทช.ก็มีการ ไม่แน่ใจว่าใช้เงินส่วนไหน พิมพ์เผยแผร่คู่มือ cyber security สำหรับประชาชน เคยขอไปแต่บอกว่าแจกจ่ายหมดแล้ว กำลังจะพิมพ์ครั้งที่สอง แต่ว่าอันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ กสทช. ทำ

ถ้าพูดไปถึงเรื่อง บทบาทหน้าที่ทางกฎหมาย กสทช. มาทำอะไรตรงนี้ได้บ้าง ผมอาจจะยกตัวอย่างเทียบกับ ซึ่งจะต่อเนื่องไปถึงคำถามที่สาม เรื่องบทบาทวิธีคิดเรื่องการคุ้มครอง ถ้าเราลองไปดูกฎหมาย อย่างที่ผู้ร่างกฎหมายยกบ่อยๆ หรือว่ายกตัวอย่างมากจากตัวเกาหลีไต้ เราจะเห็นว่ามันมีกฎหมายอยู่ 2 ฉบับ ที่อาจจะเกี่ยวข้องกับเรื่องคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

อันหนึ่งเป็นกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคล อันนี้พูดถึงหลักการว่า ข้อมูลส่วนบุคคลคืออะไร รัฐมีหน้าที่อะไร ถ้าเกิดถูกละเมิด จะมีการเยียวยาความเสียหายต่างๆ  

อีกอันหนึ่งคือกฎหมายที่ว่า IT network act จะเป็นกฎหมายที่ว่าด้วย ผู้ให้บริการทางโทรคมนาคม มีหน้าที่อย่างไรบ้างในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

กฎหมายฉบับแรกบอกว่า สิทธิในความเป็นส่วนตัวมีอะไรบ้าง ข้อมูลส่วนบุคคลคืออะไร ได้รับการคุ้มครองอย่างไร ส่วนกฎหมายฉบับที่สอง ก็คือว่า ในฐานะที่คุณเป็นผู้ให้บริการ คุณเป็นผู้คุ้มครองสิ่งเหล่านั้นที่ว่าไปตามกฎฆมายแรกอย่างไรบ้าง ถ้าไม่ทำทีความผิดอะไรบ้าง ซึ่งกฎหมายชุดที่สอง หน่วยงานที่ดูแล เรียกว่าเป็น กสทช.ของเกาหลีใต้ ถ้าเทียบกับกฎหมายประเทศไทย กสทช.ตั้งแต่ยังเป็น กทช. ก็มีประกาศ ของ กทช. คล้ายๆแบบนี้เหมือนกัน บอกว่า ผู้ให้บริการมีหน้าที่จะต้องคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งถ้าไม่ทำตามนี้ก็อาจจะมีผลต่อการพิจารณาต่อใบอนุญาต อันนี้ผมคิดว่าก็เป็นบทบาทของ กสทช.ที่ทำได้

ผลกระทบกับการทำงานของสื่อ

คำถามจากผู้ฟัง : ผลกระทบของการทำงานสื่ออนไลน์แลสื่อสังคม สื่อพลเมือง ว่า ถ้ากฎหมายออกมาแบบที่ดูไม่ดีนัก จะกระทบกับการทำงานในฐานะสื่ออย่างไร

ชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี

ส่วนที่กระทบกับการทำงานของสื่อก็มีหลายเรื่อง เช่น เรื่องของ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ซึ่งแต่เดิม ให้อำนาจเฉพาะพนักงานเจ้าหน้าที่ในกฎหมาย พ.ร.บ.คอมฯ เท่านั้น แล้วก็ต้องเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.คอมฯ เท่านั้น จึงจะใช้อำนาจเข้าไปยึด ไปตรวจ ไปอะไรต่างๆ เหล่านี้ ซึ่งมันขยายออกไปว่า ให้ไปสู่ความผิดอื่นๆด้วย แล้วเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายอื่นได้ด้วย ซึ่งตรงนี้มันจะกว้างขวางมากขึ้น แม้ว่าจะยังต้องไปขออำนาจศาล แต่ว่าโดยส่วนใหญ่ศาลจะให้ แต่โดยกระบวนการท่านก็ถือว่ามันยังไม่สิ้นสุด ท่านก็จะให้ ทีนี้ปัญหามันก็คือว่าพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ไม่มีความรู้ เข้าไปตรวจก็ไปทำของเขาเละเทะ อะไรต่างๆเหล่านี้ แล้วยิ่งเอาพนักงานเจ้าหน้าที่นอกจากกฎหมาย พ.ร.บ.คอมฯ อีก อันนี้เป็นปัญหาแน่ในเรื่องการทำงาน ไม่พอใจอันไหนก็มาค้น ไม่พอใจข่าวไหน ไม่พอใจอะไรก็เข้ามายึดมาตรวจมาค้น

อีกส่วนหนึ่งซึ่งคนไม่ค่อยพูดถึงแต่ว่ากระทบเยอะก็คือ ตัว พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ในประเด็นข้อยกเว้นที่ไม่ต้องไปขออนุญาติเจ้าของข้อมูล ในร่างก่อนหน้านี้จะมีการใช้ข้อมูลส่วนบุคคลในกิจการที่เกี่ยวข้องกับสื่อสารมวลชน  ก็คือ เผื่อว่าเราทำข่าวแล้วเราเอา ข่าวแหล่งข่าวได้รับแต่งตั้ง หรือมีปัญหา หรือถูกปลดอะไรต่างๆ เราก็จะมีการหยิบเอาข้อมูลต่างๆของเขา เขาเคยทำงานอะไรมาเพื่อจะประกอบข่าว ให้คนอ่านมีความเข้าใจในข่าวนั้นมากขึ้น เราก็จะต้องเก็บข้อมูลเหล่านี้ไว้ ต่อไปคือ ทำไม่ได้เลย คือ คุณเสนอข่าวคนนี้ ตำแหน่งอะไร จบ ไม่ต้องเขียนว่าเขาเป็ฯใคร อะไรมาจากไหน ห้ามเขียน

แล้วถามว่าต่อไปจะทำข่าวได้ไหม มันก็ทำยาก เพราะว่าถ้าเราไม่สามารถที่จะเก็บข้อมูลแหล่งข่าวได้ เอามาเขียนได้อะไรต่างๆเหล่านี้ มันก็จะเป็นปัญหา ซึ่งตรงนี้ก็เป็นเรื่องที่ไม่ค่อยมีใครพูดถึง แต่ว่ามันถูกตัดไป มันเคยมีอยู่แล้วมันถูกตัดไป ก็คงต้องไปคุยกันว่าจะเอามาใส่ไว้ ถ้าห่วงว่าสื่อมวลชนจะไปทำมิดีมิร้ายกับใครก็ต้องเอามาเขียนว่า สื่อมวลชนจะใช้ได้แค่ไหน ก็ต้องว่ากันไป แต่ว่าไม่ใช่บอกว่า การทำหน้าที่สื่อก็ต้องไปขออนุญาติที่จะนำข้อมูลส่วนบุคคลมาใส่ไว้ด้วยอะไรต่างๆเหล่านี้

นอกนั้นก็คงเป็นเรื่องที่แก้ พ.ร.บ. กสทช. ซึ่งมันก็จะมีหลักการสำคัญเรื่องของการที่บอกว่า จะต้องให้คณะกรรมการเศรษฐกิจดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เข้ามาให้นโยบาย เรื่องนโยบายผมคิดว่าเป็นเรื่องปกติ เพราะนโยบายของ กสทช. กับ นโยบายของรัฐบาล ควรจะสอดคล้องกัน ในเรื่องการพัฒนากิจการกระขายเสียงก็ดี การโทรคมนาคมก็ดี แต่ว่ามันพูดถึงเรื่องแผนแม่บทด้วย ประเด็นคือแผนแม่บทกำหนดไว้แค่ไหน คือถ้ามันไม่ลงรายละเอียดมากมันก็ไม่เป็นไร แต่ถ้ามันลงรายละเอียดว่า แผนแม่บท ไปบอกว่า กสทช.จะต้องทำแผนแม่บทว่า ต้องให้มีทีวีสาธรณะ ของรัฐเพิ่มขึ้นอีก 20 ช่อง อันนี้มันเกิยไป เข้าไปแทรกแซงอำนาจความเป็นอิสระของ กสทช. อันนี้มันเป็นเรื่องที่เราต่อสู้กันมาตั้งแต่ปี 2535 ก่อนหน้านั้นด้วยซ้ำไป ที่จะให้ กสทช.มีความเป็นอิสระ แล้วก็สามารถจัดสรรคลื่นความถี่โดยไม่ต้อง...

อีกส่วนหนึ่งก็เรื่องสำคัญที่จะบอกว่า ให้ ต่อไปนี้การจัดสรรคลื่น ไม่ต้องใช้การประมูล ให้ใช้แบบ beauty contest วิ่งเส้นมันเส้นใครอะไรต่างๆเหล่านี้ ถ้าบอกว่าวิธีการประมูลมีปัญหา ก็ลงมาดูรายละเอียดว่ามันมีปัญหาตรองไหน จะแก้อย่างไร  แต่ไม่ใช่ไปเปลี่ยนวิธีการ เป็นวิธีการถอยหลังเข้าคลอง ที่ประเทศตะวันตกเขาเลิกใช้ beauty contest มาจัดสรรคลื่น ไม่มีใครเขาใช้ เป็นต้น

ตรงนี้ยังไม่รวมเรื่องกองทุน อะไรที่พูดไปแล้วด้วย ว่ากองทุนไปเก็บมาจากผู้ประกอบการ แทนที่จะเอามาใช้เพื่อพัฒนาผู้ประกอบการ พรือพัฒนามาช่วยประชาชนตรงนี้ กลับกลายเป็นเ อาไปตอบสนองอย่างอื่นตามนโยบายรัฐ ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่ากรรมการกองทุนซึ่งมาจากรัฐบาลนี้ เราก็ไม่รู้รัฐบาลข้างหน้าจะเป็นอย่างไร แต่รัฐบาลนี้มาใช้กองทุนอีลุ่ยฉุยแฉก มันก็ไม่ถูกต้องตามวัตถุประสงค์ อันนี้ก็เป็นส่วนที่น่าเป็นห่วง

ดิจิทัลลอว์ รุกรานและล้วงลึก?