Skip to main content

เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2557 มีเดีย อินไซด์ เอ้าท์ ร่วมกับ มูลนิธิไฮน์ริค เบิลล์ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จัดเสวนาหัวข้อ 20 ปีปฏิญญาปักกิ่ง…20 ปี ภาพสะท้อนของผู้หญิงในสื่อ” ณ ระเบียงกาแฟ สำนักงานมีเดีย อินไซด์ เอ้าท์  โดยมีผู้ร่วมสนทนาจากองค์กรสตรี นักวิชาการ และนักข่าว ได้แก่ ศิริพร สะโครบาเน็ค ประธานมูลนิธิผู้หญิง, สุธาดา เมฆรุ่งเรืองกุล อาจารย์ประจำศูนย์อาเซียนและเอเชียศึกษา สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, มณฑิรา นาควิเชียร ผู้เชี่ยวชาญสื่อสารองค์กรยูเอ็นวีเม่นประ­จำภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิค, และ พิณผกา งามสม บรรณาธิการข่าวประชาไท เป็นผู้ชวนสนทนา

ปฏิญญาปักกิ่ง คืออะไร มาจากไหน

พิณผกา งามสม บรรณาธิการข่าวประชาไท เกริ่นนำถึงปฏิญญาปักกิ่งว่า ปฏิญญาฉบับนี้เกิดขึ้นจากการประชุมเกี่ยวกับสถานภาพผู้หญิงในสังคมเมื่อ 20 ปีที่แล้ว (ปี พ.ศ 2538) มีการกำหนดวาระของผู้หญิงขึ้นมา 12 ประเด็นและต่อมามีพัฒนาเพิ่มอีก 7 ประเด็น จากนั้นมามีการทบทวนการปฏิบัติของรัฐต่างๆ ในการเสริมศักยภาพผู้หญิงทุกๆ 5 ปี โดยทบทวนครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 17-21 พฤศจิกายน 2557 ที่ผ่านมา ในการประชุมระดับภูมิภาคเอเซียแปซิฟิก ว่าด้วย “ความเสมอภาคทางเพศ และการเสริมศักยภาพสตรี: ทบทวน 20 ปีปฎิญญาปักกิ่ง”  (Asian and pacific Conference on Gender Equality and Women’s Empowerment: Beijing +20 Review) ที่ศูนย์การประชุมสหประชาชาติ กรุงเทพ

ปฏิญญาปักกิ่ง ประกอบด้วย ประเด็นสำคัญที่กระทบต่อผู้หญิง 12 เรื่อง ได้แก่ 1. ผู้หญิงกับสิ่งแวดล้อม, 2. ผู้หญิงกับอำนาจและการตัดสินใจ, 3. เด็กหญิง, 4. ผู้หญิงกับเศรษฐกิจ, 5. ผู้หญิงกับความยากจน, 6. ความรุนแรงต่อผู้หญิง, 7. สิทธิมนุษยชนของผู้ญิง, 8. ผู้หญิงกับการศึกษาฝึกอบรม 9. กลไกเชิงสถาบันในการพัฒนาความก้าวหน้าของสตรี, 10. ผู้หญิงกับสุขภาพ, 11. ผู้หญิงกับสื่อ, 12. ผู้หญิงกับความขัดแย้งที่มีการใช้กำลังอาวุธ

 

ก่อนมาถึงปฏิญญาปักกิ่ง

ศิริพร สะโครบาเน็ค ประธานมูลนิธิผู้หญิง ซึ่งได้เข้าร่วมในการประชุมประกาศปฏิญญาปักกิ่งเมื่อปี 2538 เล่าว่า ก่อนปี 2538  ขบวนการสตรีประสบความสำเร็จในการผลักดันให้มีการยืนยันว่าสิทธิมนุษยชนของผู้หญิงเป็นส่วนหนึ่งของสิทธิมนุษยชนสากล และความรุนแรงต่อผู้หญิงเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนและเลือกปฏิบัติต่อสตรี โดยได้มีการบรรจุสองประเด็นดังกล่าวไว้ในปฏิญญาเวียนนาและแผนปฏิบัติการเวียนนา ในระหว่างการประชุมเกี่ยวกับเรื่องสิทธิมนุษยชนที่กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย

“จุดนี้ตอกย้ำว่าสิทธิมนุษยชนของผู้หญิงเป็นส่วนหนึ่งของสิทธิมนุษยชนสากลที่ไม่อาจลิดรอนได้ แบ่งแยกไม่ได้ การทำความรุนแรงต่อผู้หญิงเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน” ประธานมูลนิธิผู้หญิงกล่าว

ต่อมา ได้มีการผลักดันให้บรรจุเรื่องเรื่องสิทธิอนามัยเจริญพันธุ์ (reproductive rights)  เพิ่มเข้าไปในการประชุมระดับโลกที่กรุงไคโร ประเทศอียิปต์  ขณะที่เรื่องสิทธิทางเพศ (sexual rights)  เป็นประเด็นที่ยังมีการถกเถียงกันอย่างมาก

“ฉะนั้นปฏิญญาปักกิ่งคือการพยายามยำทุกเรื่องที่ผู้หญิงดำเนินการมารวมไว้เป็น 12 ประเด็น ถ้าอ่านแผนปฏิบัติการปักกิ่งจะเห็นว่ามีการพูดถึง reproductive rights (สิทธิอนามัยเจริญพันธุ์) และ sexual rights (สิทธิทางเพศ) ด้วย ซึ่งก็จะมีข้อถกเถียงว่า sexual rights ไม่ได้รวมอยู่ใน international bill of human rights (กฎหมายสิทธิมนุษยชนสากล) เลย ตรงนี้ยังเป็นข้อโต้แย้งกันมาจนถึงการ review ที่เอสแคปจัดก็ยังมีการพูดประเด็นนี้อยู่”

ประธานมูลนิธิผู้หญิง กล่าวว่าแผนปฏิบัติการปักกิ่ง 12 ประเด็นเท่ากับเป็นแผนปฏิบัติการให้บรรลุตามอนุสัญญาการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีทุกรูปแบบ

 

ปีสตรีสากล, ทศวรรษสตรี และความไม่ลงรอยเพื่อสิทธิสตรี

ประธานมูลนิธิผู้หญิง เล่าย้อนถึงการประชุมระดับโลกเรื่องสตรีที่ประเทศเม็กซิโก ว่าสหประชาชาติได้ประกาศให้ปี 2518 เป็นปีสตรีสากล และปี 2519-2528 เป็นทศวรรษสตรี โดยมีคำขวัญว่า “ความเสมอภาค การพัฒนา และสันติภาพ”

หลังจากนั้น ในปี 2522 สหประชาชาติได้มีมติรับอนุสัญญาเรื่องขจัดการเลือกปฏิบัติในทุกรูปแบบต่อสตรี ถือเป็นกฎหมายระหว่างประเทศเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนของผู้หญิง

การประชุมเรื่องสตรีครั้งที่สอง จัดขึ้นในปี 2523 ที่กรุงโคเปนเฮเกน และครั้งที่สามในปี 2528 ที่กรุงไนโรบี หลังจากนั้น 10 ปีถึงได้มีการประชุมที่ปักกิ่ง

 “ถึงแม้ว่าสหประชาชาติจะมี international bill of human rights (กฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ) ซึ่งรวมไปด้วยเรื่องปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน, อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิการเมืองและสิทธิพลเมือง รวมไปถึงกติกาเกี่ยวกับเรื่องสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม แต่พวกผู้หญิงไม่เคยมั่นใจเลยว่าเรารวมอยู่ในนั้น”

ศิริพรเล่าถึงประสบการณ์การประชุมที่ปักกิ่ง เมื่อปี 2538 ว่าเธอทำเรื่องการค้ามนุษย์ ต้องการให้แยกการค้ามนุษย์ออกจากการค้าประเวณี จึงร่วมผลักดันให้ในแผนปฏิบัติการปักกิ่งมีการใช้คำว่า “forced prostitution” นอกจาก ”prostitution” ด้วย “เพื่อไม่ให้ละเมิดสิทธิผู้หญิงที่เขาเลือกจะค้าประเวณี ทำให้เขาถูกเลือกปฏิบัติ”

อย่างไรก็ตาม ผู้หญิงก็ไม่ได้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

“อีกฝ่ายหนึ่งเขาก็พยายามที่จะให้ขจัดการค้าประเวณีโดยให้ยืนยันตาม อนุสัญญาว่าด้วยการค้าบุคคลและการแสวงหาประโยชน์ทางเพศของคนอื่น 1949 ซึ่งเราไม่เห็นด้วยกับอนุสัญญานี้อยู่แล้วเพราะมองว่ามันล้าสมัย”

ผู้หญิงกับสื่อมวลชน

พิณผกา งามสม: มีข้อห่วงกังวลเรื่องอะไรที่ต้องบรรจุเรื่องผู้หญิงกับสื่อเข้าไปในปฏิญญาปักกิ่ง

ศิริพร สะโครบาเน็ค: ในปฏิญญาปักกิ่ง เรื่องผู้หญิงกับสื่อมวลชน มีอยู่ 2 ประเด็นคือ ภาพลักษณ์ของผู้หญิงที่ปรากฏในสื่อมวลชน กับ การมีส่วนร่วมของผู้หญิงในสื่อ คนที่ทำงานในด้านสื่อโดยเฉพาะที่เป็นผู้หญิงก็คงต้องดูแลประเด็นของตัวเองด้วย

พิณผกา งามสม: ในฐานะที่เป็นคนที่ทำงานด้านนี้มานานมาก ความท้าทายในการสื่อสารประเด็นผู้หญิงมันได้ลดน้อยลงบ้างไหม หรือมีข้อท้าทายเพิ่มเติมอย่างไรบ้างในช่วงยี่สิบปีที่ผ่านมา

ศิริพร สะโครบาเน็ค: ดิฉันคิดว่ามันมีความก้าวหน้าของผู้หญิงที่ทำงานในสื่อมวลชน มีจำนวนผู้หญิงเยอะขึ้นมาก และถ้าดูโดยรวมก็มีตำแหน่งที่สูงขึ้น แต่ข้อห่วงใยคือ ผู้หญิงพวกนี้ gender blind (ขาดมุมมองเรื่องเพศสภาพ) เป็นเรื่องที่ถกเถียงกันได้ แต่เราเห็นว่าเขานำเสนอไม่มีมิติละเอียดอ่อนในประเด็นหญิงชาย

ฉะนั้น ดิฉันคิดว่าคนทำงานสื่อ แม้แต่ที่เป็นผู้หญิงก็ยังไม่ละเอียดอ่อนในประเด็นผู้หญิง และไม่ค่อยทำการบ้านเท่าที่ควร บางทีมาสัมภาษณ์เรา เมื่อก่อนดิฉันให้สัมภาษณ์เยอะมาก แต่ 5 ปีมาแล้วที่ไม่ออกสื่อไหนเพราะเจอว่าบางทีเอาสิ่งที่เราไม่ได้พูดมาใส่ปากเรา เพราะเขาอาจจะมีวาระเรื่องนี้อยู่ และเรารู้สึกว่าไม่มีอำนาจพอที่จะไปต่อสู้กับเขา หรือต่อรองกับเขาว่านี่มันผิดนะ สื่อต่างประเทศเสียอีกที่เวลาสัมภาษณ์เราเขายังส่งมาให้เราอ่านดูก่อนว่าอย่างนี้ใช่ไหม เพื่อเช็คความชัดเจนความถูกต้อง แต่สื่อไทยไม่ละเอียดอ่อนกับประเด็นนี้และรู้สึกเหมือนกับว่าจะทำอะไรก็ได้กับผู้หญิง พอถึงวันสตรีสากลก็ลุกมาทำอะไรบ้าง วันต่อต้านความรุนแรงบ้าง แต่มันไม่มีความต่อเนื่อง และอาจเป็นได้ว่าถ้าคนไหนทำงานเรื่องผู้หญิงอาจจะไม่มีความก้าวหน้าเท่าที่ควร หรือถ้าเราดูหน้าสตรีก็จะเห็นว่ามันเป็นการรายงานเรื่องของผู้หญิงระดับข้างบน และจะรู้สึกว่ามีความหมั่นไส้นิดๆ กับพวกนักสิทธิสตรี


ผู้ร่วมสนทนา (จากซ้าย) มณฑิรา นาควิเชียร, ศิริพร สะโครครบาเน็ค, สุธาดา เมฆรุ่งเรืองกุล, พิณผกา งามสม

ดร. สุธาดา เมฆรุ่งเรืองกุล : เมื่อก่อนเมื่อพูดถึงผู้หญิงกับสื่อในปฏิญญาปักกิ่ง มีสาระสำคัญในแผนปฏิบัติที่ให้ 189 ประเทศพิจารณามี 3 เรื่อง เรื่องแรกคือเสียงของผู้หญิงสามารถผ่านสื่อมวลชนได้อย่างไร สะท้อนเสียงผู้หญิงได้มากแค่ไหน ข้อห่วงใยคือ ผู้หญิงเข้าถึงการใช้สื่อเพื่อสะท้อนปัญหา ความคิดของพวกเขาได้น้อยมาก อีกประเด็นคือ การเข้าถึงสื่อของผู้หญิง หมายความว่า ผู้หญิงสามารถรับรู้ข้อมูลข่าวสารผ่านสื่อได้มากน้อยแค่ไหน การเข้าถึงโดยเอกเทศของผู้หญิงเอง ผู้หญิงอ่านออกเขียนได้ไหม มีทีวี มีวิทยุให้เสพไหม รายการเหล่านั้นตอบสนองความต้องการของผู้หญิงไหม สุดท้ายสำคัญมาก นอกจากเข้าถึงได้แล้วอย่างเสรี ไม่ถูกปิดกั้นแล้ว องค์กรสื่อก็ดี ผู้เป็นสื่อมวลชนก็ดี ได้พัฒนามุมมองที่จะเป็นการส่งเสริมความเสมอภาคในการผลิตสื่อของตัวเอง ในการบริหารองค์กรของตัวเอง เราจะพบว่าไม่เห็นความขยับเขยื้อนสักเท่าไรในสามประเด็นนี้

ย้อนกลับไปใน 20 ปีนี้ ในแง่ของคนที่อยู่ในวงการนิเทศศาสตร์ นักสื่อสารมวลชน ดิฉันเห็นงาน อ.กาญจนา แก้วเทพ ท่านเดียวที่ยึดหลัก gender ในสื่ออย่างมาก ในปี 2534 อาจารย์มีผลงานเป็นหนังสือเชิงวิชาการ คือ ม่านแห่งอคติ ความสัมพันธ์ระหว่างสตรีกับสถาบันสังคม, ปี 2535 เรื่อง ภาพลักษณ์ของผู้หญิงในสื่อมวลชน 2536 เรื่อง มายาพินิจ การเมืองทางเพศของละครโทรทัศน์, ปี 2545 เมื่อสื่อส่องและสร้างวัฒนธรรม , สื่อบันเทิง อำนาจของความไร้สาระ, ปี 2547 เรื่อง เพศวิถี วันวาน วันนี้และวันพรุ่งนี้ที่จะไม่มีวันเหมือนเดิม, ปี 2548 เรื่อง ทั้งรัก ทั้งใคร่ ทั้งใช้ความรุนแรง, เพศสถานะและเพศวิถีในสังคมไทย, ปี 2554 ผู้คนที่หลากหลายเด็ก สตรี และผู้สูงอายุ

ที่ดิฉันไล่มาทั้งหมดอยากให้เห็นการทำงานของนักวิชาการด้านการสื่อสารที่เกาะติดกับประเด็นเรื่องเพศ ความเป็นหญิง เป็นชาย และการเลือกปฏิบัติทางเพศ มันเป็นตำราที่สอนนักสื่อสารมวลชนที่จุฬาฯ เราก็ไม่เข้าใจว่าถ้าอาจารย์สอนมากขนาดนี้แล้วทำไมประเด็น gender ในหมู่คนทำงานสื่อมวลชนจึงไม่เกิดหรือเกิดน้อย อันนี้เป็นประเด็นหนึ่งที่อยากฝากไว้

สุธาดา แบ่งภาพสะท้อนผู้หญิงในสื่อ ออกเป็น 4 ยุค นับต้งแต่ปี 2516 ได้แก่ ยุคแรกที่งานวรรณกรรมสร้างภาพผู้หญิงให้อ่อนช้อย เดินตามผู้ชาย, ยุคที่สอง เป็นยุคที่นักสตรีนิยมมีความพยายามไปกระตุ้นผลักดันให้สื่อเสนอภาพผู้หญิงที่หลากหลายขึ้น อาทิ ตัวแทนเกษตรกร แรงงาน กลุ่มชาติพันธุ์ ศาสนาต่างๆ, ยุคที่สาม เป็นยุคของการลดทอนหรือตีความผู้หญิงในความหมายที่ก้าวหน้าขึ้น พยายามไม่ให้เกิดภาพประทับต่างๆ, และยุคปัจจุบันที่ความหมายของความเป็นผู้หญิงผ่านสื่อกระจัดกระจายมาก

ผู้หญิงในสื่อเอเซียแปซิฟิก

ด้าน มณฑิรา นาควิเชียร ผู้เชี่ยวชาญสื่อสารองค์กรยูเอ็นวีเม่นประ­จำภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิค แสดงความเห็นว่า ประเด็นผู้หญิงและเรื่องความเท่าเทียมนั้นมีวิวัฒน์ตลอดเวลา สื่อจำเป็นต้องได้รับการพัฒนามุมมองในการเสนอภาพข่าวอย่างมีมิติ ทุกอย่างเปลี่ยนไป สื่อก็ต้องลดทอนภาพเหมารวมและมีมิติความเสมอภาคทางเพศ การอบรมสื่ออย่างต่อเนื่องและการจัดสรรงบประมาณผ่านการพัฒนาอบรมสื่อยังมีน้อยมาก และในการจัดอบรมสื่อมวลชน หรือบรรจุไว้ในหลักสูตรของคณะนิเทศศาสตร์ คณะวารสารศาสตร์ นั้น กลายเป็นแค่วิชาเลือก แทนที่สถาบันการศึกษาจะให้ทุกสาขาวิชาได้เรียนรู้

“ที่สำคัญรัฐต้องมีการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องในการให้เงินอุดหนุนสถาบันพัฒนาสื่อ เช่นของไทยพีบีเอส ซึ่งดิฉันก็ได้มีโอกาสในการไปแลกเปลี่ยนหรือแสดงความคิดเห็น ไทยพีบีเอสได้ทำการฝึกอบรมสื่ออย่างต่อเนื่อง และมีการนำมิติทางเพศมาใช้ในการบริหารงานขององค์กร แต่อย่างไรก็ดีไทยพีบีเอสยังไม่มีระบบการทำ mapping  ที่ชัดเจนว่าดีอย่างไร ดีแค่ไหน indicator ไหนที่ใช้ได้เพื่อให้สถาบันอื่นๆ นำไปปรับใช้”

 

มณฑิรา กล่าวถึงผลงานศึกษาเรื่องผู้หญิงกับภาพยนตร์ที่ยูเอ็นวีเม่นทำร่วมกับสถาบัน Gina Davis ในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา พบว่า ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกนั้น ภาพยนตร์ที่ผู้หญิงมีบทบาทสำคัญอย่างมีพลัง จำนวนสูงสุดคือ ภาพยนตร์ของประเทศจีน

ผู้เชี่ยวชาญสื่อสารองค์กรยูเอ็นวีเม่นประ­จำภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิค วิจารณ์ว่าสถาบันสื่อในปัจจุบันไม่ได้มองว่าตัวเองเป็นผู้เฝ้าระวัง (watch dog) หรือ กลไกที่ตรวจสอบได้ (accountability mechanism) ตัวหนึ่งในการติดตามการทำงานของภาครัฐ ซึ่งสื่อควรต้องทำความเข้าใจโดยเร็วว่าสื่อมีบทบาทสำคัญในการปรับทัศนคติของประชาชนและสังคม และพลเมืองมีบทบาทในการเฝ้าติดตามการทำหน้าที่ของสื่อด้วย

“ยกกรณีดูเร็กซ์ที่ออกข่าวการวิจัยว่า กี่เปอร์เซ็นต์ของผู้หญิงที่ไม่ยอมมีเพศสัมพันธ์แต่ในที่สุดแล้วก็ยอม ภาคประชาสังคมก็รีบให้ข้อมูลแย้งทันทีว่าการให้ข้อมูลแบบนั้นเป็นการตอกย้ำให้เห็นว่าการข่มขืนเป็นสิ่งที่โอเค เมื่อภาคประชาสังคมออกมากรี๊ดร้องค่อนข้างดัง มีการแซงก์ชั่น สุดท้ายก็มีการถอดโฆษณาและการศึกษาชิ้นนี้ของดูเร็กซ์ออกไป ภารกิจของประชาชนผู้รับสารเป็นภารกิจที่สำคัญ”

มณฑิรากล่าวว่า ในส่วนของยูเอ็นวีเม่นนั้นมีโครงการอบรมในเรื่องการเสนอข่าวอย่างมีมิติทางเพศให้สื่อในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกว่า เพื่อให้ความรู้กับสื่ออย่างตรงไปตรงมา

“เราได้สร้างเครือข่ายสื่อมวลชนในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกในการนำผู้สื่อข่าว บรรณาธิการข่าวเข้ามาฝึกอบรมเรื่องการเสนอข่าวอย่างมีมิติทางเพศ รายงานข่าวอย่างไรเป็นการรายงานเพื่อ empowerment รายงานข่าวอย่างไรไม่เป็นการฉายภาพซ้ำ ไม่เป็นการ re-victimize (ซ้ำเติมเหยื่อ) ไม่มีการเจืออคติ พร้อมทั้งแสดงภาพให้เห็นว่าสื่อมีอิทธิพลใน transformative change อย่างไร”

“HeForShe” (ชายเพื่อหญิง)?

มณฑิรา นาควิเชียร ผู้เชี่ยวชาญสื่อสารองค์กรยูเอ็นวีเม่นประ­จำภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิค กล่าวถึงแคมเปญ “HeForShe”  การรณรงค์ให้สุภาพบุรุษทั่วโลกตระหนักและให้ความสำคัญกับสิทธิและความเสมอภาคระหว่างเพศ ตลอดจนรณรงค์ให้ยุติความรุนแรงต่อสตรีด้วย ว่าการทำงานเพื่อให้เกิดความก้าวหน้าของผู้หญิงก็ต้องทำงานกับผู้ชายด้วย ดังนั้น สิ่งที่ยูเอ็นวีเม่นกล้าทำคือ การเรียกร้องให้ผู้ชายทำงานกับเรา เราพร้อมทำงานกับผู้ชาย เพื่อให้ผู้หญิงก้าวไปข้างหน้าได้ปิดช่องว่าง

“แล้วเราก็พยายามควานหาตัวแทนในประเทศไทย ซึ่งเพิ่งได้คุณป๋อ ณัฐวุฒิ สะกิดใจ เป็นผู้ชาย HeForShe คนแรกของประเทศไทย ตามมาด้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เรายังต้องการอีก ต้องการผู้สื่อข่าวไทย นักแสดง เยาวชน เพื่อเป็นตัวแทนในการผลักดันความเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะเยาวชนนั้นต้องเปิดพื้นที่ให้เขามากๆ ในการแสดงออกซึ่งความคิด”

ด้าน ศิริพร สะโครบาเน็ค ประธานมูลนิธิผู้หญิง แสดงความเห็นว่าแคมเปญนี้ว่าถ้ามองในแง่สิทธิมนุษยชนและสิทธิของผู้หญิง ค่อนข้างมีปัญหา “ดิฉันก็คิดว่ามันค่อนข้าง patronized”

สุธาดา เมฆรุ่งเรืองกุล ตั้งข้อสังเกตว่า การกระทำความรุนแรงไม่ได้หยุดอยู่ที่การไปหา idol (บุคคลแบบอย่าง) และการหา idol ที่เป็นเพศตรงข้ามนั้น “ในทางกลับกันเรากำลังจะบอกว่า ผู้ชายเหล่านี้ออกมาล้างบาปให้ผู้ชายที่เหลือหรือเปล่า?”

พิณผกา งามสม บรรณาธิการข่าวประชาไท กล่าวว่า ในฐานะที่ทำสื่อใหม่ เรามีมายาคติแบบหนึ่งว่า เราไปถึงความเท่าเทียมทางเพศ ความเสมอภาคแล้ว มันอาจเป็นยุค post คือ ผ่านความบูมของประเด็นผู้หญิงมาแล้ว และที่เห็นในคนรุ่นเดียวกันนี้ พยายามจะเข้าใจแคมเปญ HeForShe เหมือนกัน เพราะผู้ชายจำนวนไม่น้อยก็รู้สึกว่าตัวเองถูกกีดกันออกจากกระแสอันนี้ ผู้ชายเริ่มไม่เข้าใจว่าทำไมต้องโปรโมทเรื่องการศึกษาของผู้หญิง เป็นช่องว่างอย่างที่อาจารย์บอกเพราะข้อมูลข่าวสารนั้นเรามักจะสื่อสารอยู่แต่กับคนที่มีกำลังซื้อสื่อ เป็นคนอีกระดับหนึ่งซึ่งอาจจะห่างไกลจากอีกหลากหลายประเด็นที่ผู้หญิงอื่นๆ เผชิญ เช่น สิทธิในการเข้าถึงการศึกษา

ประธานมูลนิธิผู้หญิง เสริมว่า gender stereotype หรือภาพลักษณ์แบบตายตัวระหว่างความเป็นหญิงความเป็นชายนั้น ทรมานกันทั้งสองฝ่าย ผู้ชายก็ต้องพยายามไปให้ถึงสิ่งที่ถูกคาดหวังในความเป็นชาย ผู้หญิงเองก็มีปัญหาในเรื่องนี้

“ดิฉันคิดว่าก็ต้องให้การสนับสนุนยูเอ็นวีเม่นด้วย ถ้าเทียบกับยูนิตอื่นๆ ก็ถือว่าอ่อนแอที่สุด ได้รับงบประมาณสนับสนุนน้อยที่สุด และเพิ่งเกิดในทศวรรษสตรีนี้เอง จึงยังเป็นอะไรที่คงต้องเกื้อกูลช่วยเหลือซึ่งกันและกัน แต่สารที่ยูเอ็นวีแมนส่งไปน่าจะเป็นเรื่อง gender stereotype อาจดีกว่า เพราะทำเรื่อง HeForShe ในเมื่อ He ไม่เปลี่ยน ยังไงก็มา exploit She อีกเหมือนเดิม”

 

“20 ปี ปฏิญญาปักกิ่ง…กับภาพผู้หญิงในสื่อ”