Skip to main content


กรณีข่มขืนและฆ่าเด็กหญิงอายุ 13 บนรถไฟเมื่อเร็วๆ นี้ ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นเหตุการณ์สุดสะเทือนใจ นำไปสู่การรณรงค์ล่ารายชื่อของดารานำทีมโดยอดีตนางสาวไทยให้เพิ่มโทษกฎหมายกรณีข่มขืนเป็นโทษประหาร กลายเป็นประเด็นใหญ่ที่ถกเถียงกันอย่างมากในสังคม โทษประหารนี้จะเป็นการแก้ปัญหาได้หรือไม่ หรือมีปัจจัยทางสังคมร่วมอื่นๆ ที่สำคัญไม่น้อยกว่าแต่คนส่วนใหญ่ในสังคมยังมองข้าม เช่น วัฒนธรรมชายเป็นใหญ่, เพศศึกษาที่ยังเป็นเรื่องต้องห้าม และสื่อที่ผลิตซ้ำละครหลังข่าวที่ยังมีบทพระเอกข่มขืนนางเอก อันเป็นเหตุให้สังคมไทยยังไม่พ้นจากวังวนนี้

ฟังความเห็นคำวิจารณ์จาก นักข่าว คอลัมนิสต์ พิธีกร และนักกฎหมายด้านสิทธิสตรี ในเวทีมีเดียคาเฟ่-สื่อสนทนา หัวข้อ “ข่มขืนจากจอสู่จริง” ที่ร่วมจัดโดย มีเดีย อินไซด์ เอ้าท์ และมูลนิธิไฮน์ริค เบิลล์ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เมื่อวันศุกร์ที่ 18 กรกฎาคม 2557 ผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วย สิรินยา วัฒนสุขชัย ผู้ช่วยบรรณาธิการข่าว หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์, อารีวรรณ จตุทอง นักกฎหมายด้านสิทธิสตรี, ทัศนวรรณ บรรจง พิธีกร Divas Inter แห่งว็อยซ์ทีวี และอธึกกิต แสวงสุข คอลัมนิสต์อิสระ และนักวิจารณ์สังคมและการเมือง โดยมีเพ็ญนภา หงษ์ทอง บรรณาธิการร่วมของมีเดีย อินไซด์ เอ้าท์ เป็นผู้ชวนสนทนา

สิรินยา วัฒนสุขชัย ผู้ช่วยบรรณาธิการข่าว หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์แสดงความเห็นเกี่ยวกับกรณีล่าสุดที่เด็กหญิงถูกข่มขืนและฆ่าบนรถไฟว่า “ไม่ต่างกับกรณีอื่นที่เคยเกิดขึ้น แต่กรณีนี้เป็นเหตุการณ์สะเทือนขวัญ เพราะเกิดกับเด็กอายุแค่ 13 และเหตุเกิดในสถานที่ที่น่าจะได้รับความปลอดภัย และกรณีนี้เจ้าพนักงานที่น่าจะเป็นคนที่ดูแลปลอดภัยให้พวกเรา กลับกลายเป็นผู้กระทำผิด ทำให้คนรู้สึกว่า ชีวิตเราไม่มีความปลอดภัยไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน มันสะเทือนใจมากขึ้นเป็นหลายเท่า และหลังจากนั้น ผู้บริหารที่ควรจะรับผิดชอบก็ปัดความรับผิดชอบ ให้สัมภาษณ์คำแรกว่าผู้กระทำไม่ใช่พนักงานรถไฟ ยิ่งทำให้รู้สึกว่าไม่มีคนรับผิดชอบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเลย เหมือนกับทุกอย่างเพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ จึงทำให้คนให้ความสนใจมากขึ้น คนส่วนใหญ่เรียกร้องโทษประหารมากขึ้น ทั้งๆ ที่ในความจริงก็มีอยู่แล้ว และคนส่วนใหญ่มองว่านี่คือทางแก้ แต่น้อยคนที่จะพูดถึงความปลอดภัยบนรถโดยสารสาธารณะ น้อยคนจะพูดถึงความรับผิดชอบขององค์กร ไม่มีคนพูดถึงการเลี้ยงดูในครอบครัว ความเท่าเทียมในการเลี้ยงดูเด็กหญิงและชาย”


ผู้ร่วมสนทนา (จากซ้าย) อธึกกิต แสวงสุข, สิรินยา วัฒนสุขชัย, อารีวรรณ จตุทอง, ทัศนวรรณ บรรจง, เพ็ญนภา หงษ์ทอง

ด้านทัศนวรรณ บรรจง พิธีกรรายการ Divas Inter ทาง Voice TV และเจ้าหน้าที่บริหารโครงการมูลนิธิฟรีดริค เอแบร์ท ประเทศไทย กล่าวถึงสถิติการข่มขืนในไทยว่า เมื่อปีที่แล้ว 2013  Women and Men Progressive Movement Foundation (มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล) เก็บสถิติกรณีข่มขืนและการกระทำรุนแรงทางเพศต่อผู้หญิงและเด็ก 31,866 กรณี คิดเป็น 87 ครั้งต่อวัน หรือ หนึ่งครั้งต่อทุกๆ 15 นาที  ซึ่งยังไม่ร่วมกรณีที่ไม่มีการแจ้งความ เธอเห็นว่า “ประเทศไทยมีบรรยากาศทางสังคมที่เห็นว่าการข่มขืนเป็นเรื่องธรรมดา ผ่านจอผ่านละคร ที่ส่งเสริม rape culture (วัฒนธรรมการข่มขืน) คนทั่วไปอาจคิดว่าไม่เป็นปัญหา ใน subconscious ของเขา เขาไม่มีปฏิกิริยาอะไรกับสิ่งที่เห็น ไม่ตั้งคำถามว่า เป็นธรรมดาหรือที่พระเอกนางเอกต้องมีฉากแบบนี้ก่อนจะลงเอยกัน ทำให้เห็นว่า rape culture ฝังลึก และมีสัญลักษณ์อื่นๆ ที่บ่งบอกถึง rape culture ด้วย เช่น การที่มีโฆษณาที่อาจบ่งบอกถึงความรุนแรงทางเพศ แต่เราก็คิดว่าไม่เป็นอะไร แค่โฆษณา”

เพ็ญนภา หงษ์ทอง ตั้งข้อสังเกตว่า “เหมือนกับว่าสิ่งเหล่านี้ถูกนำเสนอในสื่อในรูปแบบของละคร หรือโฆษณา คนจะเฉยๆ แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ข่มขืนจริง คนจะด่วนสรุปว่าคนกระทำเป็นคนผิด”


ภาพจาก gossipstar.mthai.com

ทัศนวรรณเห็นด้วยและเสริมว่า การมองแบบนี้เป็นการมองความจริงระดับปัจเจกมากกว่าความจริงของความรุนแรงเชิงโครงสร้างทางสังคม หรือการหล่อหลอมทางสังคม “อยากให้พ้นการมองเชิงปัจเจก อยากให้มองเชิงโครงสร้างสังคมว่าสังคมกำลังทำอะไรอยู่ คนที่กระทำก็ผิด แต่ต้องมองเชิงสังคมด้วย เช่น สิ่งแวดล้อมที่โตมา การเลี้ยงดู หรือกฎหมายที่ยังมีส่วนทำให้เขาทำได้ง่ายขึ้นหรือเปล่า”


ข้อวิพากษ์จากนักเขียนการ์ตูนชื่อดังต่อการที่ดารานำเสนอภาพ “กระตุ้นอารมณ์ทางเพศ” ที่อาจเป็นมูลเหตุหนึ่งของการข่มขืน

ส่วนประเด็นที่มีการวิพากษ์วิจารณ์และเรียกร้องให้ดาราหญิงระมัดระวังการแต่งกายหรือการนำเสนอภาพที่อาจเป็นเหตุ “กระตุ้นอารมณ์เพศ” จนเป็นประเด็นวิวาทะถึงสิทธิในการแต่งตัว ซึ่งอดีตนางสาวไทย ผู้รณรงค์ให้มีโทษประหาร กล่าวกับมติชนออนไลน์ว่า “ต่อให้บุ๋มเดินแก้ผ้า คุณก็ไม่มีสิทธิ์มาข่มขืน”

http://www.youtube.com/watch?v=IAeGAkQwxYE

อารีวรรณ จตุทอง นักกฎหมายด้านสิทธิสตรีวิพากษ์ว่า “แต่ละคนมีสิทธิ์และเสรีภาพบนเนื้อตัวร่างกายของตนเอง แต่ในการใช้สิทธิ์ของตนเอง ต้องมีการเคารพสิทธิ์ของคนอื่นด้วย และต้องคำนึงถึงความสงบสุขและศีลธรรมอันดี ถามว่ามีบทลงโทษการเปิดเผยเนื้อตัวหรือไม่ มีโทษทางอาญาคือ ปรับ 500 บาท ทำไมแค่ 500 บาท โดยเจตนารมณ์ของผู้ร่างกฎหมายอาจคิดว่า ไม่ส่งผลกระทบในวงกว้าง เคยมีกรณีเมื่อสงกรานต์ปีที่ผ่านมา มีชายโชว์อวัยวะเพศ ตำรวจจับเพราะทำอนาจาร”  ส่วนดาราที่แต่งตัวโชว์สัดส่วน นุ่งน้อยห่มน้อยชิ้นลงเรื่อยๆ อารีวรรณเห็นว่า “อยู่ที่การตีความ ถ้าไม่เผยจุดสำคัญ เช่น หัวนม, อวัยวะเพศ ก็ไม่เป็นความผิด แต่จะเห็นว่ามีการออกแบบเสื้อผ้าที่เผยเนื้อตัวหมด ยกเว้นไม่เห็นจุดสำคัญ”

อธึกกิต แสวงสุข  เจ้าของนามปากกา ToTo ในคอลัมน์ Scenes of Nudity ที่ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ไทยไพสต์อยู่หลายปี ยอมรับว่าการที่ผู้ชายชอบดูภาพโป๊เป็นเรื่องธรรมดา แต่การแต่งตัวหรือการเผยเนื้อตัวร่างกายต้องดูบริบท และกาลเทศะด้วย “การที่ดาราแต่งตัวโป๊ไปงานศพ ผิดกาลเทศะ  ส่วนเวลาดาราขึ้นรับรางวัล ผมว่ามันเว่อร์แต่เขาเจตนาสร้างชื่อ” พร้อมยกตัวอย่างกรณีลูกสาว Bruce Willis ที่เดินเปลือยอกในนิวยอร์ค เพื่อประท้วงอินสตาแกรมที่ห้ามโพสต์ภาพเห็นหัวนม “กรณีนี้ผมชื่นชม อาจเป็นบริบทสังคมที่ต่างกัน ผมสนับสนุนการกระทำภายใต้เสรีภาพ ไม่ใช่ผมอยากดู” http://pantip.com/topic/32122355#!

ในกรณีของมันแกว https://www.facebook.com/munkaw.chaos อธึกกิต เห็นว่า “เป็นจุดขายตัวเองนะ แต่มีการสอดแทรกความคิด ทำให้อยากติดตาม ชอบมันแกวที่มีความคิดอิสระ ดูนมอย่างเดียว 2-3 วันก็เบื่อ”

ต่อกรณีข่มขืน อธึกกิตให้ความเห็นว่า “ไม่ใช่ผู้ชายทุกคนที่จะทำ ตอบแบบมันแกวก็ได้ว่าเป็นโรคจิต ถ้าพูดเฉพาะตัวคน ผมว่าเป็นปัญหาทางจิต แต่ก็อยู่ที่สังคมนั้นด้วยว่าเคารพสิทธิ์ของคนอื่นอย่างไร เป็นสังคมที่เอื้อหรือนิยมความรุนแรงหรือเปล่า เป็นสังคมชายเป็นใหญ่ และไม่เคารพสิทธิ์เสรีภาพผู้อื่น รู้สึกว่าผู้หญิงด้อยกว่าหรือเปล่า และกระบวนการยุติธรรมเราบกพร่องหรือเปล่า?”

อธึกกิตวิพากษ์สังคมไทยว่า “เป็นสังคมเหยียดเพศ ผู้หญิงที่ถูกกระทำไม่อยากขึ้นศาลเพราะอับอายทำให้คนผิดได้ใจ  นอกจากนี้การเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมไม่เท่ากัน ทำให้คนเหลืออด คิดว่ายาแรงหรือการประหารชีวิตเป็นทางออกที่น่าจะดีที่สุด การปิดกั้นเรื่องเพศในสังคมไทยก็มีส่วนทำให้เกิดกรณีข่มขืนและกระทำความรุนแรง”

“เราไม่เคยมีการพูดคุยว่า เมื่อเกิดความต้องการทางเพศแล้วต้องทำอย่างไร?” เพ็ญนภาตั้งข้อสังเกต

“เป็นข้อสอบโอเน็ต คำตอบคือ ให้ไปแตะฟุตบอลไง”  อธึกกิต กล่าว “ผมคิดว่าสังคมไทยเบี่ยงเบน  เราต้องทำให้เกิดความเข้าใจว่าเป็นเรื่องสวยงาม ไม่ใช่หยาบช้า ถ้าคุณจะมีความสุขทางเพศไม่ใช่ใครก็ได้ มันคือคนที่คุณรัก ซึ่งอาจไม่สวยเท่านางแบบในหนัง  ในสังคมไทยเรื่องเซ็กซ์ถูกปิดกั้นหมด ผมชอบเรื่อง Cinema Paradiso  ตัวเอกฉายหนัง มีบาทหลวงเซ็นเซอร์ฉากจูบ ผมรู้สึกขัดใจทุกครั้งที่หนังถูกเซ็นเซอร์ ทำให้อารมณ์ขาดไป ที่กำลังจะบอกคือหนังที่ไม่ได้ดูอาจเป็นหนังดีๆ เช่น หนังของฝรั่งเศส หนังนู้ดมักเป็นหนังอินดี้ ต่างกับหนังตลาดของอเมริกาซึ่งเป็นนู้ดโชว์ สังคมไทยปิดกั้นฉากนู้ดที่เป็นธรรมชาติ แต่เราหาวิดีโอโป๊ที่ไหนก็ได้ เต็มไปหมด เราได้ดูแต่หนังเซ็กซ์ที่รสนิยมต่ำ โผล่มาก็เอากันเลย ผมชอบดูหนังอาร์ เป็นการปูอารมณ์ ให้คนดูรู้จักผู้ชายผู้หญิงคู่หนึ่ง มีการสร้างความผูกพัน ยอมรับว่าสมัยเด็กๆ เพื่อนพาเมาและเที่ยวซ่อง มีผู้หญิงนอนบนเตียง ข้างๆมีขวดน้ำ นั่นมันเป็นการระบายอารมณ์แบบสัตว์ คุณต้องเมาแล้วคุณต้องหน้ามืดมากๆ”

ในแง่ของเพศศึกษา ทัศนวรรณ ที่เติบโตและศึกษาในประเทศตะวันตก เห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญและการศึกษาที่ถูกต้องสามารถแก้ปัญหาเรื่องความรุนแรงทางเพศได้ เธอแบ่งปันประสบการณ์ว่า “การศึกษาเรื่องเพศที่ถูกต้องไม่ใช่แค่สอนด้านกายภาพอย่างเดียว แต่ต้องสอนว่าการมีเพศสัมพันธ์แบบสองฝ่ายยินยอม กับการละเมิดต่างกันอย่างไร ในต่างประเทศมีการถกเถียงในห้องเรียนเกี่ยวกับการเปลือยตัว การมองความแตกต่างทางเพศ ให้เด็กปรับทัศนคติไม่ให้มองผู้หญิงเป็น object และการที่วัยรุ่นดูหนังโป๊เป็นเรื่องธรรมดา แต่ถ้าเข้าใจว่าการมีเพศสัมพันธ์จำเป็นต้องเป็นแบบในหนัง ก็ไปผลิตซ้ำจากหนังโป๊”

อารีวรรณ กล่าวว่า ในประเทศไทยแม้จะมีการผลักดันการสอนเพศศึกษา แต่ยังมีอุปสรรคหลายด้าน “มีมูลนิธิสร้างความเข้าใจเรื่องสุขภาวะผู้หญิงพยายามผลักดันสอนเรื่องเพศศึกษา เช่น การใช้ถุงยาง แต่ก็มีกระแสจากผู้ใหญ่ผู้มีอำนาจที่ไม่เห็นด้วยวิจารณ์ว่าวิธีนี้เป็นการชี้โพรงให้กระรอก ทำให้ผู้หญิงไม่รักนวลสงวนตัว  ทุกวันนี้สถิติเด็กหญิงท้องในวัยใสของไทยติดอันดับ 1 ใน 5 ของโลก สะท้อนให้เห็นว่าสังคมไทยดัดจริตหรือเปล่า มันเป็นฝีที่กลัดหนอง ขณะที่เราพูดถึงเสรีภาพ ผู้ชายยังเป็นใหญ่เป็นผู้กำหนด ผู้หญิงเป็นผู้ตอบสนอง ถ้าเราดูสถิติข่มขืนกันจริงๆ หญิงที่ตกเป็นเหยื่อมีอายุตั้งแต่ไม่กี่เดือน จนถึงคุณยายอายุ 80 พอตรวจสอบกันจริงๆ พบว่าชายที่เป็นผู้กระทำดูวิดีโอโป๊ กินเหล้า ไม่เงินไปซื้อบริการ ซึ่งสะท้อนหลายอย่าง ส่วนใหญ่ผู้กระทำจะเลือกผู้ที่อ่อนแอที่คิดว่าจะไม่ลุกขึ้นมาต่อสู้ เราต้องดูทั้งโครงสร้างสังคม ครอบครัว การศึกษา และสื่อมวลชนที่เป็นตัวหล่อหลอมสังคมโดยปริยาย”


ฉากพระเอกข่มขืนนางเอกในละครที่ผู้ชมจำนวนมากชื่นชอบ

เพ็ญนภาตั้งข้อสังเกตว่าท่ามกลางกระแสที่เหล่าดาราออกมารณรงค์โทษประหาร ก็มีกระแสหนึ่งที่วิจารณ์ว่าละครที่มีฉากตบจูบและข่มขืนนั้นเองเป็นตัวหลอมทัศนคติของคนในสังคม

ทัศนวรรณกล่าวว่าทุกวันนี้ภาษา (ไทย) ของตัวเธอเองดีขึ้นเพราะดูละครไทย “แต่ถ้าเทียบกับต่างประเทศ ค่อนข้างช็อคเมื่อพบว่าละครไทยมีฉากปล้ำ เป็นเลิฟซีน โดยจะใช้คำว่า “ปล้ำ” ไม่ใช้คำว่า “ข่มขืน” การผลิตซ้ำวาทกรรมแบบนี้ให้กับกลุ่มคนดูที่มีจำนวนเยอะมาก กลายเป็นเรื่องปกติ เชื่อว่าคนที่ข่มขืนก็ถูกหล่อหลอมมาในสังคมแบบนี้  อยากให้มีการรณรงค์ไม่มีการ glorify (ยกย่องชื่นชม) ฉากข่มขืนในละครที่นำไปสู่การลงเอยของพระเอกนางเอก”

อารีวรรณ เสริมว่าองค์กรผู้หญิงเคยเชิญสื่อมวลชนผู้จัดละครมาพูดคุยถึงการแก้ปัญหานี้ แต่มีการอ้างถึงความต้องการผู้บริโภค “ดิฉันเองมีโอกาสเข้าร่วม ทราบว่าอยู่ที่คนเขียนบท และคนเขียนบทก็บอกว่าตอบสนองความต้องการของคนดู เราถามว่ารู้ไหมว่าบทแบบนี้ส่งผลกระทบต่อสังคม โปร์ดิวเซอร์ตอบว่ารู้ แต่ถือการตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคเป็นหลัก เมื่อเราถามว่าทราบได้อย่างไรว่าผู้บริโภคต้องการ เขาตอบว่าเรตติ้งไงคะ ถ้าเรตติ้งดีก็ยังต้องทำ ผู้ผลิตละครทำละครป้อนให้กับช่อง หรือบางครั้งทางช่องเองเป็นผู้ออกแบบทั้งโครงเรื่องและตัวเอก นี่เป็นการสะท้อนถึงการหล่อหลอมค่านิยมความรุนแรงเรื่องเพศ ในละครพระเอกที่ข่มขืนนางเอกไม่เคยถูกแจ้งความดำเนินคดีสักเรื่อง ก็เป็นวงจรเดิมๆ สุดท้ายอาจต้องไปดูที่การศึกษา  ที่จริงมีคนตั้งคำถามแต่สุดท้ายเราก็ติดอยู่กับอะไรก็ไม่รู้ สุดท้ายก็ผลักภาระให้หน่วยอื่นดูแล”

ด้านทัศนวรรณยังเชื่อมั่นในพลังผู้บริโภคโดยกล่าวว่า “ผู้บริโภคต้องลุกขึ้นมาต่อต้านสิ่งเหล่านี้ ซึ่งทำได้หลายวิธี ที่ว่าโปรดิวเซอร์อ้างว่าสนองความต้องการผู้บริโภค ทำไมซีรีส์เกาหลีทำได้ เขามี Ministry of Culture (กระทรวงวัฒนธรรม) ที่ดูแลไม่ให้มีเนื้อหาความรุนแรงทางเพศ ทำให้คนมี mindset (ความเชื่อที่มีผลต่อพฤติกรรม) ว่า รุนแรงแบบนี้รับไม่ได้ ทำไมสังคมไทยทำไม่ได้”

สิรินยาให้เหตุผลว่า “สื่อบ้านเราถูกกำหนดด้วยการตลาดและโฆษณา สินค้าหลายตัวไม่เคยถูกต่อต้าน ทั้งๆ ที่เรารู้ว่าโรงงานผลิตสินค้านั้นปล่อยน้ำเสีย อีกประเด็นคือบ้านเรามองละครเป็นการบันเทิง ดูเพื่อฆ่าเวลา เวลาดูหนังเราเสียสตางค์ต้องเลือกดู ในขณะที่คนส่วนใหญ่ดูละครเปิดทีวีไว้เป็นเพื่อน”

อย่างไรก็ตามอารีวรรณชี้ให้เห็นถึงความแปลกและความลักลั่นในสังคมไทย “พลังผู้บริโภคที่คุณทัศนวรรณพูดถึงมีจริง ที่ผ่านมามีทั้ง กสทช. (สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ), กลุ่มภาคประชาชน, กลุ่มพ่อแม่, เครือข่ายครอบครัว, เคลื่อนไหววิจารณ์ละครหลายเรื่องว่าแย่มาก แต่สุดท้ายกลับกลายเป็นว่าทำให้ละครเรื่องนั้นๆ ยิ่งดังกว่าเดิม คนยิ่งแห่ไปดู”   

อธึกกิตแย้งว่า “ฉากข่มขืนในละคร ผู้สร้างละครไม่ได้ทำให้คนดูเข้าใจว่าเพราะพระเอกนางเอกรักกันแล้ว ไม่ใช่โดนลากไป” แต่ทัศนวรรณยังยืนยันว่า “ยังรุนแรง เพราะมีบางฉากเห็นผู้หญิงร้องไห้ ไม่ใช่ความยินยอมของผู้หญิง ไม่เข้าใจว่าทำไมคนดูแล้วไม่มีปฏิกิริยาใดๆ”

“พระเอกข่มขืนนางเอก เรียกว่า “ปล้ำ” แต่ผู้ร้ายข่มขืนนางเอก เรียกว่า “ข่มขืน” สิรินยากล่าว “เคยดูหนังเรื่องหนึ่งจำไม่ได้ว่าชื่ออะไร นางเอกชอบพออยู่กับหลานพระเอก พระเอกแสดงโดยฉัตรชัย (เปล่งพานิช) นางเอกโดนพระเอกข่มขืนแล้วท้องต้องแต่งงาน ดูแล้วขัดใจมากสงสัยว่าทำไมถูกข่มขืนโดยผู้ชายที่ตนไม่ได้ชอบแต่อยู่กันมาได้ตลอดชีวิต”

ผู้ร่วมวงสนทนาเห็นต้องกันว่าต้องแก้ปัญหาแบบองค์รวม และทุกภาคส่วน รวมทั้งรัฐ และสื่อมีบทบาทสำคัญในการปรับเปลี่ยนทัศนคติเรื่องเสรีภาพทางเพศที่ถูกต้อง ทัศนวรรณกล่าวว่า “โทษประหารเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ต้องดูองค์รวม และอยากให้เน้นกระบวนการเยียวยาทั้งผู้ถูกระทำและผู้กระทำ ที่ฮอลแลนด์ต้องปิดคุกเพราะไม่มีคนเข้าคุก ทำไมเราไม่มีการดูงานว่าเค้าทำอย่างไรให้มาถึงจุดนี้ คิดว่าสื่อก็มีบทบาท ไม่ค่อยเห็นสื่อที่พยายามวิเคราะห์ปัญหา มีแต่เสนอข้อมูลเดี่ยวๆ อยากให้สื่อเปิดเวทีเหมือนที่พี่ๆ คุยกันในวันนี้”

ขณะที่อารีวรรณชี้ให้เห็นว่า “การที่คิดว่าใช้โทษประหารแล้วจะแก้ไข อาจต้องคิดใหม่ เพราะจากสถิติที่ผ่านมาไม่ได้ช่วยอย่างที่คิด ที่จริงอาจต้องไปปรับเปลี่ยนที่กระบวนการยุติธรรมมากกว่า สร้างกระบวนการที่เป็นมิตรกับผู้หญิง ทำอย่างไรให้ผู้หญิงกล้าลุกขึ้นมาแจ้งความ อาจต้องสร้างพนักงานสอบสวนผู้หญิงให้มากขึ้น สร้างห้องพิจารณาคดีที่เหมาะสมให้กับผู้หญิงที่ถูกละเมิด หรือสร้างกฎหมายที่ช่วยเยียวยาสภาพจิตใจ หรือถ้าคิดว่าอยากให้ผู้กระทำความผิดไม่ทำผิดซ้ำ ก็ต้องสร้างกลไกที่ทำให้เขารู้ว่าสิ่งที่เขาทำไม่ถูกต้อง และจะทำให้เขาเปลี่ยนวิธีคิดอย่างไร

“ที่สำคัญที่สุด รัฐเองเป็นผู้กำหนดกฎหมายทุกเรื่อง แต่สาเหตุที่แท้จริงคือเราเขียนกฎหมายแบบแบ่งส่วน ให้อำนาจกันไป หน่วยงานต่างๆ อ้างว่าได้อำนาจมาเท่านี้ ทำแค่นี้ ถ้าก้าวพ้นหน้าที่ ตัวเองอาจถูกฟ้องถูกเล่นงาน สุดท้ายพอมีปัญหาเรื่องหนึ่งไม่ใช่แค่หน่วยงานเดียวจะแก้ปัญหาได้ ต้องร่วมมือกันทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องต้องมาถกกันว่าคุณจะร่วมมือกับหน่วยงานอื่นในการแก้ปัญหานี้อย่างไร แต่ว่ายังไม่เคยมีคนเห็นความสำคัญโดยหยิบจากฐานรากของปัญหาแล้วลุกขึ้นมาแก้ในระดับนโยบาย ฝ่ายนโยบายคิดว่าฉันมีอำนาจออกคำสั่งนี้ แต่ไม่เคยสามารถแก้ปัญหาได้ตรงจุด แม้กระทั่งการแก้ปัญหาบ้านเมือง คุณบอกการเมืองไม่มีเลยไม่ต้องมีการเลือกตั้ง มาจากสรรหาแล้วกัน นี่สะท้อนวิธีคิดของคนที่มีอำนาจเองไม่เคยคิดที่จะค้นสาเหตุต้นตอที่แท้ของปัญหา มันคือฝีที่กลัดหนองจนแตกออกมาแล้ว คุณรีดหนองออก แต่ไม่เคยไปหาเชื้อเพื่อหยุดวิธีการเติบโตของหนองนี้ มันก็เกิดขึ้นมาอีก”

ข่มขืน…จากจอสู่จริง?