Skip to main content

คำว่า “มนุษย์ป้า” เป็นคำค่อนข้างใหม่ที่เริ่มใช้กันไม่นานและใช้กันอย่างแพร่หลายโดยเฉพาะในสื่อและสังคม
ออนไลน์ คำจำกัดความมนุษย์ป้าส่วนใหญ่มีความหมายในเชิงลบ เช่น “สิ่งมีชีวิตที่น่ารำคาญในสังคมไทยชนิดหนึ่ง”, “ชาติพันธุ์ที่เป็นอมตะ และที่ตายยากที่สุด” มนุษย์ป้ามักใช้ความอาวุโสเป็นข้ออ้างในการแหกกฎกติกาในการใช้พื้นที่สาธารณะ ชอบแซงคิว ยืนพิงเสาในรถไฟฟ้า หรือทำทุกอย่างเพื่อประโยชน์สูงสุดของตนเองโดยไม่สนใจผู้อื่น และจะเถียงอย่างไรก็ไม่ชนะ เพราะมนุษย์ป้าถูกเสมอ ในเฟซบุ๊คมีเพจมนุษย์ป้าไม่ต่ำกว่า 5 เพจ
บางเพจมีผู้ชื่นชอบเกือบสองแสนรายแม้ว่าจะเปิดเพจมาเพียงไม่กี่เดือน  แม้ว่าจะมีการพยายามใช้คำนี้ในความหมายเชิงบวกบ้าง หรือกระทั่งบางคนใช้คำนี้เรียกตนเองก็มี แต่หลากหลายฝ่ายเห็นว่าไม่ว่าจะเป็นการใช้คำนี้ลักษณะใดก็ยังเป็นการผลิตซ้ำและเหมารวมเรื่องการเหยียดเพศและวัยอยู่นั่นเอง โดยที่ผู้ใช้จะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม

เมื่อวันศุกร์ที่ 27 มิถุนายนที่ผ่านมา มีเดีย อินไซด์ เอ้าท์ ร่วมกับมูลนิธิไฮน์ริค เบิลล์ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จัดกิจกรรมสภากาแฟ-สื่อสนทนา หัวข้อ “มนุษย์ป้าวาทกรรมสื่อและสังคม เพื่อนำเสนอและแลกเปลี่ยนมุมมองต่อวาทกรรมนี้ของฝ่ายต่างๆในสังคมโดยมีผู้ร่วมเสวนา คือ วิศาลพล อรรถสิษฐ์ และ ขวัญข้าว บรรจง ผู้ดูแลเฟซบุ๊ค มนุษย์ป้าอยู่กับเราทุกที่,
นิธินันท์ ยอแสงรัตน์ สื่อมวลชนอาวุโสและที่ปรึกษามติชนทีวี และพิมพ์สิริ เพชรน้ำรอบ นักเขียน/นักกิจกรรมด้านสิทธิมนุษยชน ดำเนินรายการโดย มณฑิรา นาควิเชียร

วิศาลพล อรรถสิษฐ์ ผู้ดูแลเฟซบุ๊ค “มนุษย์ป้าอยู่กับเราทุกที่” ที่เปิดเมื่อเดือนมกราคมปีนี้ ซึ่งมีผู้กดไล้ค์กว่า 29,000 คน  กล่าวถึงจุดประสงค์ของการสร้างเพจนี้ว่า “ไม่ได้เน้นเฉพาะพฤติกรรมน่ารำคาญของหญิงรุ่นป้า แต่รวมถึงทุกเพศทุกวัย ทั้งเด็ก วัยรุ่น วัยหนุ่มสาวและคนแก่ จึงใช้คำว่ามนุษย์อยู่กับทุกที่ ส่วนการใช้คำเพศหญิงแทน เพราะคิดว่าเป็นการทำให้ Soft หรือเบาขึ้นมากกกว่า” 

สำหรับที่มาของการเปิดเฟซบุ๊คนี้ วิศาลพลเล่าว่า “มีเพื่อนโพสต์ในเฟซบุ๊คตัวเองว่า ตอนขึ้นรถเมล์มีคนลุกให้นั่ง อยู่ดีๆ มีป้าวัยกลางคนมานั่งแทรก ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ และยังมองคนอื่นด้วยสายตาที่มีคำถามว่า “ชั้นทำผิดอะไร”

วิศาลพลเห็นว่าเฟซบุ๊คอยู่ในฐานะสื่อประเภทหนึ่งที่มีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนพฤติกรรม เป็นการแซวๆ โดยเล่าเรื่องในมุมมองของป้า ไม่ได้เป็นการประจานหรือด่าเหมือนเพจอื่นๆ และหลังจากโพสต์สเตตัส เกิดการพูดคุย และมีผู้ร่วมแสดงความเห็นว่าเจอพฤติกรรมแบบนี้เหมือนกัน และเขาย้ำว่า “เราใช้คำว่า “มนุษย์ป้า” ในสังคมเล็กๆของเรา”

ขวัญข้าว บรรจง ผู้ร่วมดูแลเฟซบุ๊ค “มนุษย์ป้าอยู่กับเราทุกที่” เสริมว่า จุดยืนของเพจนี้ไม่ได้หยิบยกเพื่อเหยียด แต่เป็นการบันทึกการไม่ทำตามกติกาของคนทุกหมู่เหล่าในสังคม เป็นจุดระบาย โดยเล่าให้ขำขัน และหวังให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม เพื่อเปลี่ยนสังคมไทยให้น่าอยู่

ขวัญข้าวบอกว่าตัวเองเป็นคนชอบเล่าเรื่องและเอาเรื่องที่พบเห็นมาเล่า อะไรก็ตามที่มันไม่เป็นไปตามครรลองของสังคม แต่จะใช้วิธีเล่าแบบตลกร้าย คือถ้าจะมองให้พฤติกรรมแบบนั้นเลว ก็เลว

“จุดประสงค์ของการทำเพจนี้คือหวังว่าวัยรุ่น ซึ่งเป็นรุ่นลูกหลานเข้ามาอ่าน แล้วไปเตือน หรือถ้าวัยรุ่นอ่านแล้ว ต่อไปไม่ทำพฤติกรรมแบบนี้ ส่วนกลุ่มผู้รับสารที่เป็นพ่อแม่ อยากให้เขาเอาไปสอนลูก หวังให้พฤติกรรมแบบนี้ลดลง”

ขวัญข้าวกล่าวว่าในมุมมองของเขา “มนุษย์ป้า” คือลักษณะพฤติกรรมมากกว่า เป็นพฤติกรรมที่แฝงอยู่กับคนทุกหมู่เหล่า ซึ่งเวลาออกไปในสังคม ก็ต้องเจออยู่กับเราทุกที่อยู่แล้ว

“ผมพยายามสลัดคำว่า “มนุษย์ป้า”  กับ “ป้า” ออกจากกัน พยายามสลัดภาพที่เป็นเหยื่อ ไม่ได้หยิบยกเหยื่อให้สังคมรุมทึ้ง คำว่า “มนุษย์ป้า” เป็นลักษณะพฤติกรรมของคนทุกหมู่เหล่า อยากให้ Focus ที่ตัวพฤติกรรมมากกว่า”

ผู้ดูแลเพจ “มนุษย์ป้าอยู่กับเราทุกที่” อธิบายว่า การตั้งเพจนี้ยืนอยู่บนฐานของการรักษาสิทธิ์ของตนเอง เราต้องไม่ระรานสิทธิ์ของผู้อื่น ต้องเรียนรู้ที่จะเคารพสิทธิ์ของผู้อื่น ป้าเค้าอาจถือของหนัก แต่บางทีป้ามองในมุมมองของป้าเอง เช่นคิดว่ามีสิทธิ์ที่วางของตรงนี้ได้ แต่ไม่ได้มองว่าคนอื่นก็มีสิทธิ์ที่จะนั่งตรงนี้ได้เพราะเป็นที่สาธารณะ

“ผมหวังจะสร้างบรรทัดใหม่ที่เมืองไทยยังไม่เคยมี กลายเป็นว่าคนตกขอบนี้ไป เหมือนกลายเป็นคนที่ไม่ได้การยอมรับจากสังคม แต่ผมว่าก็ควรที่ทำให้พวกเขากลับมาอยู่ในเส้นที่ควรจะเป็น”

ผมสนับสนุนว่า เมื่อเจอพฤติกรรมต่อหน้า ให้ตอบโต้ต่อหน้าและเชื่อว่าจะสามารถหยุดพฤติกรรมนั้นได้ เมื่อสังคมต่อต้านผู้กระทำอาจเริ่มเรียนรู้ ส่วนในกรณีที่ไม่สามารถตอบโต้ต่อหน้า คือเราเป็นเด็ก มีความเป็นอาวุโสเข้ามาเกี่ยว เราจะไปนั่งสั่งสอนป้าไม่ได้


ผู้ร่วมสนทนา (จากซ้าย) พิมพ์สิริ เพชรน้ำรอบ, นิธินันท์ ยอแสงรัตน์, วิศาลพล อรรถสิษฐ์, มณฑิรา นาควิเชียร, ขวัญข้าว บรรจง 

นิธินันท์ ยอแสงรัตน์ สื่อมวลชนอาวุโส กล่าวว่าในฐานะผู้ติดตามปรากฏการณ์สื่อ มองว่าวาทกรรมมนุษย์ป้าเป็นเรื่องช่องว่างระหว่างวัย และการเหยียดเพศและชนชั้น 

“เด็กในสังคมรุ่นใหม่โตขึ้นโดยมีความคิดที่ไม่สามารถเชื่อมโยงกับกลุ่มที่อยู่ในวัยผู้ใหญ่ ไม่ได้ยกย่องผู้หญิงมากนัก ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม โดยส่วนตัวไม่ชอบคำนี้อย่างมาก ยิ่งไปกว่านั้นปัจจุบันหญิงอายุ 30 ก็ถูกเรียกเป็นป้าแล้ว ซึ่งตลกมาก”

ในฐานะนักข่าวอาวุโสที่เปี่ยมประสบการณ์งานข่าวทั้งข่าวสังคมและการเมือง นิธินันท์ตั้งคำถามกลับว่า “คนที่ยึดอำนาจประชาธิปไตยของประชาชนในขณะนี้ไม่ทราบว่าเป็นเพศใด แต่เพศชายกลับไม่โดนรังเกียจ อยากถามคนที่ต้านมนุษย์ป้าว่าคุณได้ต้าน Big Brothers ที่แย่งชิงอำนาจอธิปไตยของประชาชนในระดับเดียวกันหรือไม่” และเพิ่มเติมว่าในเมืองไทยมักมีการเหยียดเพศหญิงสูงวัยที่ไม่สวย แต่งตัวไม่เข้าท่า และตั้งข้อสังเกตว่าไม่มีใครเรียกสาวไฮไซสูงวัยที่แต่งตัวสวยว่าเป็นอาซิ้ม อาซ้อ หรือมนุษย์ป้า

นิธินันท์วิพากย์สื่อไทยว่า ผลิตซ้ำภาพของผู้หญิง ให้เป็นผู้หญิงที่อ่อนหวาน เชื่อฟัง เป็นแม่ที่ดี ซึ่งมีต้นแบบมาจากแม่พลอย ตัวละครในเรื่องสี่แผ่นดินโดย ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ซึ่งผู้เขียนเองได้บอกไว้ว่าแม่พลอยนั้นโง่มาก ไม่เป็นตัวของตัวเอง นั่นคือภาพผู้หญิงในขั้นที่หนึ่ง และผู้หญิงก็มักเป็นลักษณ์นี้ ขั้นที่สอง นักเขียนหรือสื่อไทยที่ก้าวหน้าหน่อยได้รับอิทธิพลจากขบวนการเฟมินิสต์ต่างประเทศ ได้ภาพผู้หญิงที่เปลี่ยนมาเป็น หญิงที่กล้าคิดกล้าทำ กล้าแสดงออก และผู้หญิงเหล่านั้นก็มีอยู่ตามวงการสื่อพอสมควร แต่ผู้ชายไทยที่ทำสื่อก็ให้ค่าพวกนางเป็น “เจ๊”

“ในยุคแรก ผู้หญิงในวงการสื่อเป็นเจ๊ทั้งนั้นนะคะ ผู้หญิงที่เริ่มขึ้นต้น 40-50 แล้วเสียงดังฟังชัด เธอเป็นเจ๊หมด เจ๊วิภา เจ๊ผุสดี และเจ๊เหล่านี้สัมพันธ์กับสิ่งที่คุณพิมพ์สิริพูด คือ อยู่ในกระบวนการทำงานนอกบ้านว่า “เจ๊” และเรียกผู้หญิงที่สวยดูดีว่า “คุณ” ส่วนคำว่า “มนุษย์ป้า” สื่อก็เรียกตามเพราะเป็นคำที่อยู่ในกระแสเป็นการมองจากสายตาผู้ชาย และเป็นการเล่นตลกร้ายที่เด็กรุ่นใหม่สนุกไปกับมัน นิธินันท์เสนอแนะให้ใช้คำอื่นๆ ด้วย เช่น “มนุษย์ลุง”, “มนุษย์วัยรุ่น” เนื่องจากพฤติกรรมด้านลบของมนุษย์มีในทุกเพศทุกวัย

ขวัญข้าวกล่าวถึงข้อสังเกตนี้ว่า ต้องย้อนกลับไปดูที่มาของคำว่า “มนุษย์ป้า” ต้องดูสถิติว่าเป็นพฤติกรรมของป้าที่เกิดขึ้นเยอะกว่ากลุ่มคนอื่นๆ หรือเปล่า ทำไมไม่เป็นลุง ไม่เป็นเด็ก ไม่เป็นวัยรุ่น

“ตัวอย่างคนในพันทิป pantip.com ที่มีการถกเถียงโต้ตอบกัน มีการให้ความหมายมนุษย์ป้าที่ชัดเจน และสังคมได้ตีเส้นคำจัดกัดความคำนี้ไปแล้ว แต่เราต่างจากเพจอื่นที่ประจานผู้กระทำ ผมพยายามคิดแทนป้า สมมุติตัวเองเป็นป้า โดยใช้ชื่อ ป้าน้ำหมาก เวลามีแฟนเพจเข้ามาด่า ผมจะบอกว่าป้าก็เป็นแบบนี้”  ขวัญข้าวกล่าวและเสริมว่ากว่า 70% ของผู้ที่เข้ามาตอบโต้ในเฟซบุ๊คนี้เป็นผู้หญิง   

อย่างไรก็ตามขวัญข้าวยอมรับว่าพฤติกรรมแบบนี้มีในกลุ่มผู้ชายเช่นกัน  “ผมพยายามเปลี่ยนเล่นประเด็น “มนุษย์ลุง” ก็เยอะ ยกตัวอย่างผมเอง ผมไปเที่ยวต่างประเทศ เช่นที่ญี่ปุ่น มีหญิงมาแทรกคิว ผมรู้สึกหงุดหงิด แต่พอมองลงไปที่พื้น มีตัวหนังสือเขียนไว้ว่า Ladies’ lanes ก็นึกในใจถามตัวเองว่า ผมเป็นมนุษย์ลุงหรือเปล่า” 

พิมพ์สิริ เพชรน้ำรอบ นักเขียนที่เกาะติดสื่อร่วมสมัย ให้ความเห็นว่าการ scope อยู่กับคำว่า “มนุษย์ป้า” ทำให้ความรับรู้ของคนส่วนใหญ่มุ่งไปที่ผู้หญิงวัยเลย 30

 “วาทกรรมมนุษย์ป้าเป็นการสร้างสองมาตรฐาน การเหมารวมในสังคมออนไลน์ ประเด็นแรก เป็นไปได้หรือไม่ว่าวาทกรรมมนุษย์ป้าที่เกิดขึ้นนั้นเห็นชัดๆ คือคนที่แต่งตัวไม่เก๋ คนที่เป็นไทยๆบ้านๆ เป็นการพูดถึงอาซิ้มอาซ้อที่อาจเป็นคนในครอบครัวที่ไม่ได้ออกไปทำงานนอกบ้านในลักษณะสร้างผลผลิตให้สังคม แต่เป็นคนที่เลี้ยงดูลูกและดูแลครอบครัวซึ่งในสังคมสมัยไม่ได้ให้คุณค่ามากเท่าที่ควร ขณะที่หญิงทำงานที่อยู่ใช่ช่วงการผลิตจะได้รับการยอมรับเพราะเข้าไปทำงานในพื้นที่ของผู้ชาย ทำให้นึกย้อนกลับไปในสมัยเพลโตที่ไม่ให้คุณค่าทางสังคมแก่ผู้หญิง ซึ่งเป็นแนวคิดพื้นฐานของศาสนาคริสต์ และเกิดแนวคิดกระแสเฟมินิสต์ในเวลาต่อมา”

อย่างไรก็ตาม พิมพ์สิริสังเกตว่าวาทกรรมมนุษย์ป้าในสื่อยังถูกใช้ในด้านบวกด้วย “ในช่วงวิกฤตการเมืองขณะนี้  มีหญิงวัยกลางคนกลุ่มหนึ่งที่อยู่แนวหน้า คนที่ช่วยเหลือผู้ที่โดนแก็สน้ำตา ส่วนใหญ่เป็นรุ่นป้า เป็นกลุ่มแรกที่วิ่งเข้าใส่ทหาร ต่อต้านทหาร  ไม่ทราบว่าวัยรุ่น นักศึกษา และผู้ชายหายไปไหนหมด และจะแปลกตรงไหนที่หญิงวัยกลางคนจะมีส่วนร่วมทางการเมือง” พิมพ์สิริยกตัวอย่างมนุษย์ป้าที่เท่ๆ  เช่น อังคณา นีละไพจิตร ที่เป็นแม่บ้าน เมื่อสามีถูกอุ้มหาย ได้ลุกขึ้นมาต่อสู้จนมีส่วนสำคัญในการผลักดันให้ไทยลงนามในสนธิสัญญาต่อต้านการอุ้มหาย  เธอแบ่งปันประสบการณ์ว่า “คนไม่ทำตามกติกาส่วนใหญ่ที่เจอบนรถไฟฟ้า คือคนหนุ่มสาวที่เล่นเกมบนแท็ปเล็ต” พร้อมกับเสนอผู้ที่ดูแลเฟซบุ๊คมนุษย์ป้าว่าอาจต้องสร้างความหมายใหม่ให้กับคำนี้

มณฑิรา นาควิเชียร ผู้ดำเนินรายการ ตั้งประเด็นด้านมานุษยวิทยาไว้อย่างน่าสนใจว่า สังคมได้จัดเตรียมพื้นที่สาธารณะ เช่นพื้นที่วางของ ให้สำหรับหญิงวัยกลางคนที่หอบของพะรุงพะรังขึ้นรถไฟฟ้าบีทีเอสหรือไม่ เราได้สร้างสังคมที่มีโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้อต่อการอยู่ร่วมกันกับบุคคลเหล่านี้หรือไม่ “เราสามารถเห็นต่างได้ ตราบใดที่ไม่มีการเหยียดศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์”

 

‘มนุษย์ป้า’ ในวาทกรรมสื่อและสังคม