Skip to main content

เสรีภาพสื่อมวลชนเป็นประเด็นที่นำมาพูดถึงกันอยู่เสมอ เพราะเป็นดัชนีสำคัญในการชี้วัดความเป็นประชาธิปไตย ในวาระวันเสรีภาพสื่อมวลชนโลก (วันที่ 3 พฤษภาคม) ปี 2557  มีเดีย อินไซด์ เอ้าท์ และ แอมเนสตี้ ประเทศไทย ติดตามสถานการณ์เสรีภาพและความเคลื่อนไหวของสื่อมวลชนทั้งไทยและต่างประเทศ ร่วมจัดเวที มีเดีย คาเฟ่  สนทนากับคนทำข่าวใน หัวข้อ “อัพเดทเสรีภาพสื่อไทย ในเสรีภาพสื่อโลก” เมื่อวันอังคารที่ 6 พฤษภาคม 2557 ที่สำนักงานมีเดีย อินไซด์ เอ้าท์

สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี บรรณาธิการข่าวภูมิภาคหนังสือพิมพ์เดอะ เนชั่น (The Nation) ผู้ดำเนินการสนทนานี้เปิดประเด็นว่า สถานการณ์เสรีภาพสื่อในแต่ละประเทศแตกต่างกัน หรือแม้แต่ในประเทศเดียวกัน แต่ละท้องถิ่นก็แตกต่างกันไปขึ้นกับสภาพสังคม การเมือง และวัฒนธรรม  และในความเป็นจริงคงไม่มีเสรีภาพแบบสมบูรณ์ เนื่องจากหลายสังคมมีประเด็นอ่อนไหว หรือต้องห้าม และบางสังคมอาจใช้หลักศาสนาเป็นตัวควบคุม ปรากฏการณ์การยกพวกไปปิดสถานีโทรทัศน์ที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่นานก็นับเป็นการคุกคามเสรีภาพสื่ออย่างหนึ่ง เพราะเป็นการทำให้เสรีภาพการสื่อสารผิดเพื้ยนไป 

วงสนทนานี้เริ่มจากประสบการณ์ผู้สื่อข่าวเว็บไซด์ phuketwan.com ชุติมา สีดาเสถียร  เล่าสถานการณ์ว่าเมื่อ วันที่ 17 กรกฎาคมปีที่แล้ว ทางเว็บไซด์เสนอข่าวหนึ่งย่อหน้า ของสำนักข่าวรอยเตอร์สตีแผ่ขบวนการค้ามนุษย์ชาวโรฮิงญา ว่ามีเจ้าหน้าที่บางหน่วยเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องด้วย  ในวันเดียวกันกองทัพเรือแจ้งความว่า ข้อความข่าวหนึ่งย่อหน้านี้เป็นข้อความที่ทำลายเกียรติยศชื่อเสียงของกองทัพเรือ ซึ่งกองทัพเรือก็ไม่ได้บอกว่าทำลายชื่อเสียงอย่างไร หรือเข้าไปมีส่วนพัวพันกับขบวนการนำพาชาวโรฮิงญาหรือไม่อย่างไร

“เราเห็นว่าเรื่องนี้เป็นประเด็นที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนและการคอรัปชั่น จึงเสนอข่าวนี้ แต่คุณอลัน มอริสัน บรรณาธิการ และดิฉันถูกกล่าวหา 2 ข้อหา คือหมิ่นประมาท และละเมิดพระราขบัญญัติคอมพิวเตอร์ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจให้เราพิมพ์ลายนิ้วมือเหมือนเราเป็นอาชญากร ซึ่งเราปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา เพราะไม่มีเจตนาดูหมิ่นหรือทำให้ภาพลักษณ์กองทัพเรือเสียหาย เรารายงานข่าวภายใต้รัฐธรรมนูญที่ให้สิทธิเสรีภาพในการนำเสนอข่าว เรารู้สึกว่าเป็นเหยื่อของการบังคับใช้กฎหมายด้านคอมพิวเตอร์ พรบ. คอมพิวเตอร์ที่สร้างมาไม่สามารถนำมาใช้กับข้อหาหมิ่นประมาทได้ เนื่องจากเราเป็นผู้สื่อข่าว ไม่ใช่อาชญากรทางคอมพิวเตอร์หรือแฮคเกอร์ และข้อมูลหนึ่งย่อหน้าที่นำมาจากรอยเตอร์สนั้นเป็น second hand information ไม่มีการตัดต่อข้อมูลแต่อย่างใด” ชุติมากล่าว

 

หลายคนคงแปลกใจว่า ในขณะที่หนังสือพิมพ์ไทยหลายฉบับก็ตีแผ่เรื่องที่รอยตอร์สเสนอเช่นเดียวกัน แต่ทางกองทัพเรือเลือกที่จะดำเนินคดีกับ ภูเก็ตหวาน ซึ่งเป็นสื่อเว็บไซด์เล็กๆภาษาอังกฤษ แต่สื่อใหญ่ของไทยที่ลงข่าวเช่นเดียวกันรวมทั้งสำนักข่าวรอยเตอร์ไม่ได้ถูกดำเนินคดี และที่สำคัญ รายงานข่าวชิ้นนี้ของรอยเตอร์สได้รับรางวัลพูลิตเชอร์เมื่อไม่นานมานี้  

“ทางภาครัฐเอากฎหมายมาบังคับใช้เพื่อปิดปากสื่อในการรายงานข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นมากกว่าที่จะไปตรวจสอบเจ้าหน้าที่ของตนว่ามีส่วนพัวพันการค้ามนุษย์หรือไม่ โชคดีที่คุณอลัน มีประสบการณ์และเครือข่ายสื่อมากและช่วยกันทำการรณรงค์ว่าในประเทศที่มีประชาธิปไตยไม่มีการบังคับใช้กฎหมายคดีอาชญากรรมกับสื่อแบบนี้”  ชุติมากล่าวเสริม

สุภลักษณ์ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า มีประเด็นสำคัญของการให้ปากคำ (testimony) ในรัฐสภาสหรัฐฯ เมื่อสัปดาห์ที่แล้วกรณี Trafficking in Persons (TIP REPORT) ซึ่งเป็นรายงานประจำปีว่าด้วยการปฏิบัติเรื่องการค้ามนุษย์ อ้างอิงรายงานข่าวของรอยเตอร์ส ว่ากองทัพไทยขายชาวโรฮิงญาให้กับพวกค้ามนุษย์ “ผมว่ากองทัพเรือน่าจะนำไปพิจารณา เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องความเป็นความตายของประเทศชาติ วิธีรับมือกับปัญหาเรื่องนี้คือแก้ปัญหาของตัวเอง ไม่ใช่มาฟ้องสื่อมวลชน หากเกิดประเด็นแบบนี้แล้ววยังมาฟ้องสื่อ จะทำให้สถานการณ์เสรีภาพสื่อของไทยแย่ลงไปอีก”

ด้าน เทวฤทธิ์ มณีฉาย   ผู้สื่อข่าวเว็บไซด์ประชาไท เล่าประสบการณ์ในฐานะรายงานข่าวเรื่องการใช้เสรีภาพสื่อตั้งแต่ปี 2556-2557 ว่า “แม้ขณะนี้ บางเครือข่าย บาง URL ยังเข้าประชาไทไม่ได้ ทางผู้อำนวยการเว็บไซด์ฯ (จีรนุช เปรมชัยพร) ถูกพิพากษาจำคุก 8 เดือน แต่รอลงอาญา  โดยใช้กฎหมายเดียวกันกับที่ทางเว็บไซด์ภูเก็ตหวานถูกดำเนินคดี แต่คนละมาตราและเพิ่มมาตรา 15 ในฐานะเป็นตัวกลาง ซึ่งต้องตั้งคำถามว่า หากเล่นงานตัวกลางในฐานะเป็น web board โดยให้มีคนมาโพสต์ความเห็น ถ้าเช่นนั้นผู้ให้เช่า server, google หรือ facebook ต่างๆ ก็ต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่ถูกอ้างว่ากระทำผิดด้วย? นี่เป็นประเด็นที่ถกเถียงกันอยู่”

เรื่องภัยคุกคามเสรีภาพสื่อไทยในรอบสองปีที่ผ่านมา เท่าที่เทวฤทธิ์สังเกต ปัจจัยหนึ่งคือความรุนแรง  

“ความรุนแรงเป็นที่มาของการเลือกที่จะไม่กระทำหรือไม่สามารถที่จะนำเสนอข่าวสารได้ ทฤษฎีของโยฮัน เกาตุง ที่อ้างโดยนักสันติวิธีอาจารย์ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ แบ่งความรุนแรงเป็น 3 ระดับ คือ ความรุนแรงเชิงกายภาพ เช่น ล่าสุดที่สำนักพิมพ์เดลินิวส์ถูกยิง หรือการทำร้ายผู้สื่อข่าวโดยตรง  และเท่าที่ศึกษามาผู้ที่มีบทบาทคุกคามเสรีภาพสื่อที่เห็นได้ชัด มี 2 ก คือ กสทช (สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ) และ กปปส (คณะกรรมการประชาชนเพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข) ตั้งแต่ นิค นอสติทซ์ ผู้สื่อข่าวชาวเยอรมันที่รายงานความเคลื่อนไหวทางการเมืองทั้งเสื้อเหลืองและเสื้อแดงตลอด  เมื่อปลายปีไปรายงานข่าวกลุ่มประท้วงต่อต้านรัฐบาล ถูกชุมพล จุลศัย ประกาศเรียกให้เอานักข่าวคนนี้ออกไปและถูกของแถมด้วยต่อยหน้าหนึ่งที และถูกเอาภาพเสียบประจานใน facebook ตีตราว่าเป็นนักข่าวของอีกฝ่ายหนึ่ง” รวมทั้งการรายงานข่าวจำนวนผู้ชุมนุมที่น้อยกว่าจำนวนที่พวกเขาอ้างว่าเป็นล้านคน นักข่าวที่รายงานจำนวนไม่ถึงล้านถูกผู้ชุมนุนกดดันจากการรายงานข่าว เช่น คุณวารุณี ซื่อสัตย์สกุลชัย ทางช่อง 3 และ  คุณเพ็ญพรรณ แหลมหลวง ช่อง 9”

                                  นิค นอสติทซ์ ช่างภาพและนักข่าวชาวเยอรมัน ถูกการ์ด กปปส ทำร้ายในระหว่างการทำข่าวที่บริเวณหน้าศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2557 (ภาพจาก Post Publishing)

ส่วนความรุนแรงเชิงโครงสร้างและอุดมการณ์ อาจเป็นเรื่องที่เห็นได้ไม่ค่อยชัดนัก เทวฤทธิ์เห็นว่าในด้านความรุนแรงเชิงโครงสร้าง ปัจจุบันสื่อในฐานะองค์กรธุรกิจที่ต้องผลิตสินค้าป้อนผู้บริโภค การรายงานข่าวบางอย่างต้องอิงกระแสสังคม นำไปสู่การรายงานข่าวที่ฉาบฉวย หากเป็นข่าวในเว็บไซด์ แม้เป็นเรื่องที่สำคัญแต่ถ้าไม่สามารถเพิ่มยอดคลิกได้ก็จะถูกเลือกไม่ให้นำเสนอ

“ส่วนความรุนแรงเชิงอุดมการณ์ หรือวัฒนธรรมนั้น สังคมไทยภายใต้การครอบงำทางความคิดในแบบชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ที่ปลูกฝังตั้งแต่เด็ก ทำให้มีพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ไม่สามารถตรวจสอบได้ เช่น มาตรา 112 ที่นำไปสู่การเซ็นเซอร์ตัวเองในรายงานข่าว เพราะไม่แน่ใจว่าสามารถนำเสนอได้มากน้อยขนาดไหน นอกจากนี้ยังไม่มีความแน่นอนในการวินิจฉัย โดยยกตัวอย่างคดีล่าสุดที่อ้างไปถึงว่า การหมิ่นประมาทรัชกาลที่ 4 เท่ากับการหมิ่นกษัตริย์รัชกาลปัจจุบันด้วย”

กรณีคุกคามเสรีภาพสื่อในรอบปี 2556 เทวฤทธิ์ยกตัวอย่าง วิวาทะระหว่าง ASTV กับกองทัพ มีการตบเท้าแสดงพลานุภาพของทหารที่หน้าสำนักงาน ASTV, กรณีพิพากษานายสมยศ พฤกษาเกษมสุข บรรณาธิการนิตยสาร Voice of Taksin ด้วยมาตรา 112 ทั้งๆ ที่ไม่ได้เขียนเอง  ในระหว่างต่อสู้คดีนายสมยศขอประกันตัวถึง 15 ครั้งแต่ไม่ได้สิทธิ์ประกันตัว ซึ่งไม่ต่างจากการที่นักมวยตัวเล็กถูกนำไปขังมัดมือมัดเท้าไม่ให้ซ้อมก่อนขึ้นเวที นอกจากนี้ยังมีประเด็นร้อนกลางปี กรณี “ชลอการออกอากาศ” รายการตอบโจทย์ประเทศไทย ที่นำเสนอเกี่ยวกับบทบาทกษัตริย์ไทยภายใต้รัฐธรรมนูญ มีกลุ่มที่เรียกร้องให้ยุติการนำเสนอ ซึ่งนำโดยนายแพทย์ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ แห่งเครือข่ายปกป้องสถาบัน รวมทั้งกลุ่มคนหลายจังหวัดออกมาเคลื่อนไหว

“ในฐานะที่เป็นผู้สื่อข่าวในเหตุการณ์ด้วย มีความรุนแรงเชิงกายภาพด้วย คือผมรายงานข่าวหน้าไทยพีบีเอส โดนกลุ่มป้าๆ ที่เป็นมวลชนที่มากับหมอตุลย์ ผลักออกมาแล้วถูกกล่าวหาว่าเป็นลูกน้องโอ๊ค (พานทองแท้ ชินวัตร)”

แต่กลุ่มการเมืองที่คุกคามสื่อไม่ใช่มีเพียงกลุ่ม กปปส. เทวฤทธิ์สังเกตว่ากลุ่มตรงข้ามก็คุกคามสื่อเช่นกัน “กรณีกลุ่มแดงเชียงใหม่ 51 ปิดล้อมเครือข่ายสถานีโทรทัศน์ NBT และไทยพีบีเอสทางเชียงใหม่ เพื่อไม่ให้นำเสนอแถลงการณ์ของคุณสุเทพ”

                                  กลุ่มรักเชียงใหม่ 51 ยกกำลังบุกสถานีไทยพีบีเอสและสถานีเอ็นบีที เชียงใหม่ เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2556

ส่วนบทบาท กสทช. นอกจากคอยกำกับดูแลสื่อ เทวฤทธิ์เสริมว่า “ยังฟ้องโดยตรง  กรณีคุณเดือนเด่น นิคมบริรักษ์ และคุณณัฏฐา โกมลวาทิน แห่งไทยพีบีเอสที่นำเสนอเรื่องประมูลคลื่นความถี่ที่ไปกระทบกับองค์กร ในแง่การนำเสนอข้อมูลรายการต่างๆ กสทช. เซ็นเซอร์ การ์ตูนเคนจิโร ซึ่งอ้างว่าจะไปละเมิดศีลธรรมอันดี เพราะมีฉากบังคับให้ผู้หญิงถอดเสื้อ”

ขณะที่ กุลชาดา ชัยพิพัฒน์ เจ้าหน้าที่ฝ่ายสิทธิเสรีภาพ สมาคมเครือข่ายสื่อมวลชนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ซีป้า) มองว่าภาพรวมสื่อไทยในช่วงปีที่ผ่านมา มีการแบ่งขั้วและแตกแยกทางอุดมการณ์จนถึงจุดสูงสุดอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน

“สื่อถูกบังคับให้อยู่ข้างใดข้างหนึ่ง  คนที่ทำสื่อที่ไม่เห็นด้วยกับบรรณาธิการ หรือเจ้าของสื่อต้องออกไป ตอนนี้คงไม่ต้องพูดถึงความเป็นกลาง แต่เราต้องไม่ใช้อุดมการณ์มากำหนดการนำเสนอ เสรีภาพสื่อดิ่งลงถึงที่สุด นี่ไม่ใช่เพียงคำพูดของ SEAPA แต่เป็นข้อสรุปจากรายงานของฟรีดอมเฮ้าส์ (Freedom House) แต่น่าสนใจคือ Reporter without Border (องค์กรผู้สื่อข่าวไร้พรมแดน) กลับมองว่าสถานการณ์เสรีภาพสื่อไทยดีขึ้น” กุลชาดากล่าว

“มองในแง่ดีไทยมีการกีดกันการรายงานข่าวน้อยลง แต่มีการใช้คำพูดที่สร้างความเกลียดชัง (hate speech) มากขึ้นอย่างน่าตกใจ โดยเฉพาะในโซเชียลมีเดีย ที่สนับสนุนฝ่าย กปปส.  มีการเสียบหัวประจานและไล่ล่าคนที่ไม่สนับสนุนฝ่ายตนเอง ส่วนอีกฝ่ายก็มีการใช้คำที่สมควร และแม้สื่อกระแสหลักก็ยังมีการลงซ้ำข้อความเหล่านี้”

ในระดับภูมิภาค ไทยจัดอยู่ในประเภทที่มีเสรีภาพบางส่วน กุลชาดาเห็นว่า การคุกคามสื่อยังเกิดขึ้น ทั้งทำร้ายร่างกาย ข่มขู่ทางโทรศัพท์ ปาระเบิด คุกคามสำนักงาน ซึ่งเป็นแนวโน้มที่ยังเกิดขึ้น ไม่ต่างจากประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค เช่นเดียวกับกัมพูชา ที่มีการช่วงชิงเพื่อให้ได้มาซึ่งการเลือกตั้ง เกิดภาวะตึงเครียดนำไปสู่การคุกคามสื่อ โดยทั่วไปสื่อกระแสหลักที่มีความคิดต่างถูกปิดกั้น แม้จะเป็นประเทศประชาธิปไตย สื่อยังคงถูกคุกคามอยู่ ส่วนประเทศเวียดนามและลาว ยังมีการคุกคามสื่อแม้ไม่มีการกระทำแบบโจ่งครึ่ม ทำให้เกิดการเซ็นเซอร์ตัวเอง และปัจจุบัน กัมพูชาและลาวมีกฎหมาย cybercrime laws ที่กำกับดูแล social media  ซึ่งเป็นสิ่งสะท้อนความกังวลของรัฐ

                                  ผู้ร่วมสนทนา (จากซ้าย) สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี, ชุติมา สีดาเสถียร, กุลชาดา ชัยพิพัฒน์, เทวฤทธิ์ มณีฉาย

กุลชาดาให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า แม้ฟิลิปปินส์ถือว่าเป็นประเทศที่มีเสรีภาพการแสดงออกมากที่สุดในภูมิภาค แต่ภาครัฐไม่ดำเนินการตามกฎหมายกับผู้คุกคามสื่อ ทำให้จำนวนนักข่าวที่ถูกสังหารในแต่ละปีไม่ได้ลดลง คือประมาณ 10 ราย ส่วนประเทศที่มีการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดี และเปลี่ยนอย่างน่าตื่นเต้นคือ พม่า

“การเปลี่ยนแปลงด้านเสรีภาพสื่อในพม่านับเป็นการยกระดับมาตรฐานเสรีสื่อภาพสื่อของภูมิภาคให้สูงขึ้นด้วย บางประเด็นที่เคยต้องห้ามก็มีการเปลี่ยนไป สื่อพม่าได้รับอนุญาตให้ออกหนังสือพิมพ์รายวัน พม่ายังมีกฎหมายสื่อที่มีผลบังคับใช้ไม่นานมานี้เอง และซีป้ามีส่วนเกี่ยวข้องในการให้หลักประกันว่าสิทธิเสรีภาพของพม่าเป็นการปกป้องสื่อ ไม่ใช่ปกป้องรัฐบาลพม่า

“สื่อพม่าแม้จะมีเสรีภาพมากขึ้น แต่ก็ต้องปรับตัวมาก เพราะรัฐหันมาใช้วิธีใช้กฎหมายมากขึ้น แม้จะไม่มีการเซ็นเซอร์สื่อก่อนพิมพ์ แต่ก็มีกฎ Trespassing Law ที่บัญญัติว่าสื่อผิดกฎหมายหากคุกคามต่อความมั่นคงของประเทศ ซึ่งมีกรณีนักข่าวรายงานข่าวเหมืองแร่ทองแดง ที่ถูกจับกุม ทำให้เห็นว่ารัฐมีกลยุทธในการกำกับดูแลสื่อแต่ภาพลักษณ์ของประเทศพม่าดูดีขึ้นในภาพสากล”

อีกหนึ่งตัวอย่างที่สะท้อนประเด็นนี้ คือ การที่หนังสือพิมพ์ได้รับอนุญาตให้ออกรายวันได้ แต่หลายฉบับของเอกชนต้องระงับการพิมพ์เนื่องจากต้นทุนการผลิตสูง แม้ว่ารัฐจะเปิดเสรีเต็มที่แต่ศักยภาพรวมทั้งบุคลากรของสื่อเอกชนไม่เพียงพอ ดังนั้นสื่อรัฐจึงสามารถทำหน้าที่ต่อไปโดยไม่ต้องแข่งกับสื่อเอกชน

                                  จากซ้าย: สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี จากหนังสือพิมพ์ The Nation, ชุติมา สีดาเสถียร จากเว็บไซด์ข่าว phuketwan.com, กุลชาดา ชัยพิพัฒน์ จากสมาคมเครื่อข่ายสื่อมวชนในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ (ซีป้า),           และ เทวฤทธิ์ มณีฉาย จากเว็บไซด์ข่าวประชาไท

สุภลักษณ์ ตั้งข้อสังเกตว่า ภัยคุกคามสื่อมักเกิดกับสื่อทางเลือกที่มีขนาดเล็กมากกว่าสื่อกระแสหลักที่มีเงินทุนมาก “ผมเข้าใจว่าเป็นการเชือดไก่ให้ลิงดู ประชาไทโดนเรื่องหมิ่นประมาท ที่จริงผู้จัดการก็โดนเรื่องนี้เยอะมาก แต่ประชาไทไม่มีเงินแม้แต่จะจ้างทนาย ผมคิดว่าสถานการณ์เสรีภาพสื่อจะเปลี่ยน (paradigm shift) ทั้งขนาดของธุรกิจที่ใหญ่ขึ้นและซับซ้อนมากขึ้น”

ชุติมา ตั้งคำถามว่า “การที่จะได้รับการสนับสนุนจากสมาคมนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ต้องเป็นสมาชิกก่อนหรือไม่? เพราะที่ผ่านมา ภูเก็ตหวานไม่ได้รับการสนับสนุนจากสมาคมแต่อย่างใด เพราะหากศาลพิพากษาว่าเราแพ้ จะเป็นการปรับมาตรฐานใหม่เกี่ยวกับเสรีภาพสื่อในบ้านเราด้วย”

สุภลักษณ์ เสนอว่า สื่อออนไลน์น่าจะรวมตัวกันเอง เพื่อปกป้องสิทธิ์ซึ่งกันและกัน “ส่วนสมาคมที่อยู่หน้าโรงพยาบาลก็ให้เขาเฝ้าโรงพยาบาลต่อไป อาจมี Hotline สายด่วนที่ช่วยเหลือกัน เพราะเสรีภาพที่จะพูดต้องอยู่ข้างนอก ไม่ใช่พูดในคุก ซึ่งมีแต่จิตร ภูมิศักดิ์เท่านั้นที่ทำได้”

สุภัตรา ภูมิประภาส บรรณาธิการเว็บไซด์ มีเดีย อินไซด์ เอ้าท์ แลกเปลี่ยนและตั้งข้อสังเกตถึงบทบาทของสมาคมวิชาชีพสื่อว่า “มีหลายกรณีที่สื่อถูกฟ้องร้องดำเนินคดีจากการทำหน้าที่สื่อ สมาคมนักข่าวฯ ออกมาช่วยเหลืออย่างเต็มที่ในกรณีคุณณัฏฐา โกมลวาทิน ไทยพีบีเอส ที่ถูก กสทช. ฟ้อง ซึ่งต่างกับกรณีของเว็บไซด์ภูเก็ตหวาน ทำให้รู้สึกว่าสมาคมฯ เลือกปฏิบัติหรือเปล่า? อุดมการณ์ทางการเมืองเป็นสาเหตุให้เลือกปฏิบัติหรือเปล่า? และยังมีกรณีของนายสมยศ  พฤกษาเกษมสุข ซึ่งเป็นบรรณาธิการคนเดียวในภูมิภาคนี้ที่ถูกคุมขังอยู่ แต่เราไม่เคยได้ยินเสียงของสมาคมนักข่าวฯต่อกรณีนี้เลย”

 

ภัยคุกคาม กับ เสรีภาพสื่อไทย เสรีภาพสื่อเพื่อนบ้าน