Skip to main content

ทำไมบรรดาผู้ที่ได้รับเชิญมาแสดงความเห็นในรายการสนทนาการเมืองทางทีวีส่วนใหญ่จึงมีแต่ผู้ที่มีความเห็นเพียงข้างเดียว? ทำไมไม่เชิญผู้ที่มีความเห็นแตกต่างบ้าง? มีเดีย อินไซด์ เอ้าท์  ตั้งวงสนทนาภายใต้หัวข้อ “การเมืองเรื่องแขกรับเชิญ..จากหลังจอ ถึงหน้าจอ” เมื่อวันพฤหัสที่ 24 เมษายน 2557 ที่จัดขึ้นที่ มีเดีย คาเฟ่ @ มีเดีย อินไซด์ เอ้าท์ ร่วมแลกเปลี่ยนความเห็นโดยผู้คร่ำหวอดทั้งเบื้องหน้าเบื้องหลังการจัดรายการสนทนาการเมือง ได้แก่ พิภพ อุดมอิทธิพงศ์ นักเขียน นักแปลและนักวิจารณ์สื่อ, อธึกกิต แสวงสุข   บรรณาธิการอาวุโสวอยซ์ทีวี และโปรดิวเซอร์รายการ Intelligence เจ้าของนามปากกา “ใบตองแห้ง”, จอม เพชรประดับ ผู้ดำเนินรายการทีวีอิสระ และสมภพ รัตนวลี อดีตโปรดิวเซอร์รายการคมชัดลึก

นวลน้อย ธรรมเสถียร ผู้ดำเนินรายการสนทนากล่าวถึงที่มาของหัวข้อสนทนาว่า ท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมือง หลายสื่อหยิบยกประเด็นการเมืองขึ้นมาเป็นเรื่องพูดคุยได้ทุกๆ วัน แต่ทำอย่างไรผู้ดูจึงจะเห็นหน้าจอที่มีผู้รับเชิญที่มีความเห็นต่างบ้าง ก่อนหน้านี้มีบางคนบอกว่าโปรดิวเซอร์เป็นคนกำหนดผู้รับเชิญ จะด้วยเจตนาหรือมีอะไรเป็นอุปสรรคไม่ให้เป็นไปอย่างใจอยาก มาฟังประสบการณ์ความเห็นของผู้เกี่ยวข้อง เริ่มจากนักสังเกตกาณ์การรายงานของสื่อ พิภพ อุดมอิทธิพงศ์ ตั้งข้อสังเกตการรายงานข่าวของสื่อโทรทัศน์ทั้งภาษาไทยและอังกฤษ และดาวเทียมว่า แต่ละสื่อมีประเด็นแหลมคมต่างกัน เช่น ช่องข่าวฝรั่งเศสออกแนวเสนอข่าวของรัฐเยอะ แต่ก็มีข่าวแปลกๆ ส่วนช่องข่าวที่ทำข่าววิจารณ์รัฐ มี NHK ที่วิจารณ์รัฐโดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องนิวเคลียร์อย่างสม่ำเสมอ และมีรายการสารคดีเจาะลึก ซึ่งเป็นประเด็นที่เป็น cutting edge ในญี่ปุ่น 

ผู้ร่วมสนทนา (จากซ้าย) จอม เพชรประดับ, อธึกกิต แสวงสุข, สมภพ รัตนวลี, พิภพ อุดมอิทธิพงศ์, นวลน้อย ธรรมเสถียร

“สื่อในฐานะที่เป็นฐานันดรสี่ต้องมีหน้าที่ตรวจสอบ ต้องอยู่ตรงข้ามกับรัฐเสมอ เพื่อตั้งคำถามกับรัฐ โดยเฉพาะสื่อทีวีจะหาสื่อที่ทำหน้าที่เป็นฝ่ายตรงข้ามกับรัฐไม่ได้ชัดเจน ส่วนมากจะรายงานข่าวตามกระแสหลัก  ส่วนสื่อไทยโดยภาพรวมมีการวิจารณ์ค่อนข้างน้อย สื่อในฐานะที่เป็นฐานันดรสี่ต้องวิจารณ์ทุกรัฐบาล  ASTV และ Blue Sky ไม่ใช่ เพราะไม่ได้วิจารณ์ทุกรัฐบาล และไทยพีบีเอสเช่นกัน ซึ่งเป็นปัญหา ในสหรัฐฯ สถานีโทรทัศน์บางแห่ง เช่น TBS หรือ CBS ยังมีการเสนอข่าวแบบเจาะลึก ที่ไม่ได้เน้นข่าวกระแสหลักแบบ BBC และ CNN”

การวิจารณ์ทุกรัฐบาลได้ต้องมีหลักการและตรวจสอบได้ พิภพมองว่า “ไทยพีบีเอสไม่ได้ถูกตรวจสอบ รับทุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ไม่ได้ถูกตรวจสอบ ไม่ได้รับทุนจากประชาชนโดยตรง ไม่ได้รับทุนจากโฆษณา ไม่ได้ถูกตรวจสอบโดยเรตติ้ง ปัญหาคือจะทำอย่างไรให้สามารถทำรายการคุณภาพได้ในสภาพที่ไม่มีการแข่งขัน อย่าง CNN แข่งขันไม่เพียงในประเทศ แต่ในระดับโลกเพราะลูกค้าส่วนใหญ่อยู่นอกสหรัฐฯ”

สำหรับสื่อไทย พิภพ เห็นว่ารายการของสรยุทธ สุทัศนะจินดา ที่ทำรายการดีเบตได้ดีกว่าคนอื่นๆ  ตั้งแต่การเลือกคนที่คิดตรงข้ามมานั่งคุย การกล้าตั้งคำถาม และการกล้าตัดบทเพื่อควบคุม 

“สังคมที่ยิ่งวิกฤตยิ่งแตกแยกเท่าไร ยิ่งควรมีการรับฟังข้อมูลมาก   กรณีหลังการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาทั่วประเทศ ไทยพีบีเอสเชิญคุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา มานั่งคุยกับ ส.ว. รสนา โตสิตระกูล อันนี้ คอหอยกับลูกกระเดือก”

เมื่อเทียบกับรายการประเภท chat show ของต่างประเทศ เช่น รายการ HARDtalk ของบีบีซี พิภพวิพากษ์ว่า    ”จุดอ่อนของพิธีกรไทย คือไม่กล้าซัก ไม่กล้าท้าทาย  เช่น คุณเชิญคนที่เห็นว่าโลกแบนมาคุย ผมในฐานะคนดู ไม่เพียงต้องการนั่งฟังอย่างเดียวแต่อยากท้าทายเขาว่ามีเหตุผลอะไรมาสนับสนุนความคิดนั้น หน้าที่ของพิธีกร คือต้องไม่เชื่อ ปัญหาพิธีกรคนไทยคือเชื่อ เห็นว่าเขาเก่ง น่านับถือ”

นวลน้อย ตั้งข้อสังเกตเรื่องที่คนดูวิจารณ์ผู้ดำเนินรายการ จอมขวัญ หลาวเพ็ชร ในรายการคมชัดลึกล่าสุดที่สัมภาษณ์ ศ. ดร. ลิขิต ธีรเวคิน เรื่องรัฎฐาธิปัตย์และวิกฤตประเทศไทย http://www.youtube.com/watch?v=5_ikhS07rmM  มีทั้งคนเห็นว่าพิธีกรไม่ได้เรื่อง ถามวนไปวนมา จะมีน้อยคนที่ออกมาแก้ตัวแทนว่าจริงๆ แล้วพิธีกรถามแทนคนดู

พิภพเห็นว่าการที่พิธีกรไม่เชื่อไว้ก่อนเป็นเรื่องที่ดี “หน้าที่ของพิธีกรคือการถามแย้ง ถ้าเห็นด้วยหมดก็ไม่สนุก การที่พิธีกรแย้งเป็นการทำให้ผู้รับเชิญฉุกคิดตรวจสอบตัวเองมากขึ้นและมีการแจงเหตุผลให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อคนดู”

ในฐานะที่เป็นทั้งคนหน้าจอและหลังจอ จอม เพชรประดับ เห็นด้วยกับพิภพว่าหน้าที่พิธีกรคือ การตั้งคำถามแย้ง ส่วนเรื่องการเชิญแขก จอมเล่าจากประสบการณ์ว่า “โปรดิวเซอร์มีแนวโน้มที่จะพูดว่า คนนี้พูดมันส์ เพราะสนใจในประเด็นที่เขาเคยพูดก่อนหน้านั้น ที่สอดคล้องกับแนวคิดของตนเอง จึงมีแนวโน้มที่เชิญคนที่เห็นพ้องมา และตัวพิธีกรเองก็จะอ่านข้อมูลที่โปรดิวเซอร์นำมาให้ จึงไม่ค่อยมีคำถามที่แย้ง แต่มักเออออห่อหมกกับแขกรับเชิญ”

“ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นเพราะทั้งทีมงานที่เป็นบริษัทที่มาทำรายการให้กับช่อง มีความคิดโน้มเอียงไปในทางเดียวกับช่องนั้น โดยเฉพาะสื่อทีวีของรัฐ ผู้มีอำนาจจะผลัดกันใช้สื่อ มักขึ้นกับยุคไหนใครมา ยุคนั้น บุคคลที่จะมาเป็นแขกในรายการทอล์คก็จะเป็นกลุ่มที่สนับสนุนอำนาจในยุคนั้น นี่คือข้อเท็จจริง ดังนั้นผู้รับเชิญจึงไม่มีความหลากหลาย ขณะเดียวกันพิธีกรต้องถามในลักษณะที่ไม่ไปกระทบกับบริษัทที่มาผลิตรายการให้กับช่อง ขณะเดียวกันก็ไม่กระทบกับทางช่องสถานีและขณะเดียวกันต้องไม่กระทบกับอำนาจรัฐที่มาคุมช่อง นี่คือเหตุผลว่าทำไมพิธีกรไม่พยายามที่จะแย้ง โต้ หรืออัดคำถามแรงๆ นี่คือบริบทที่เป็นอยู่”

เมื่อเทียบบรรยากาศการทำรายการโทรทัศน์ยุคนี้เทียบกับยุคก่อน จอมวิเคราะห์ว่า “เมื่อก่อนผมเห็นการโต้เถียง อย่างสมัยคุณสุทธิชัย หยุ่น และอาจารย์เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง นั้นสนุกมาก ถกเถียงกันชนิดที่เรียกว่าคนดูได้ประโยชน์ แต่ปัจจุบันสังคมเปลี่ยน ในภาวะที่สื่อเองก็ดูประหนึ่งเป็นขั้วขัดแย้งของความขัดแย้งระหว่างอำนาจที่กำลังสู้กันด้วย ทำให้พิธีกรที่จะเกิดมาเพื่อมาเถียง มาตั้งคำถามรุกเร้าอย่างแรงเกิดขึ้นไม่ได้ในภาวะที่สื่อถูกใช้เป็นเครื่องมือในการต่อสู้ทางการเมืองไปแล้ว  แม้จะมีพิธีกรใหม่เกิดขึ้นมากมาย แต่ผู้ที่ตั้งคำถามแรงๆ ไม่มี ทุกคนกลัวหลุดจากผังรายการ หลุดจากการเป็นพิธีกรรายการ เพราะฉะนั้นจึงเออออห่อหมกพกลมไปเรื่อยๆ”

ในกรณีของสรยุทธ สุทัศนะจินดา ที่มีคนตั้งคำถามว่าทำไมสรยุทธทำได้ จอมเห็นว่าเป็นกรณีที่น่าสนใจ “ความแข็งแรงของสรยุทธถูกสะสมมาด้วยบริบทต่างๆ ทั้งตัวคุณสรยุทธเอง ทั้งสถานที่ที่เขาประจำอยู่ เป็นปัจจัยที่ทำให้เขาแข็งแรงได้ คนที่จะทำได้อย่างสรยุทธนั้นมีไม่มาก เพราะมีคนอื่นๆ ที่ถูกกลืนหายๆ ไป ทั้งการเข้าไปสู่ในแง่ธุรกิจและการแย่งชิงเรื่องความขัดแย้งทางการเมือง สภาพบรรยากาศปัจจุบันไม่เอื้อที่จะเห็นรายการ chat shows ที่มีการถกเถียงกันอย่างแรงๆ ไม่เอื้อทั้งในแง่การกำหนดประเด็น เราถูกตีกรอบด้วยความกลัว พอประเด็นถูกตีกรอบ คนที่เป็นโปรดิวเซอร์ที่จะกำหนดแขกรับเชิญก็ถูกตีกรอบเช่นกัน”

จอมยกตัวอย่างความยากลำบากในการเชิญแขกรับเชิญโทรทัศน์ช่อง 11 ที่ทำอยู่ว่า กว่าจะเชิญแขกได้หนึ่งคนต้องผ่านด่านถึงสี่ด่าน “จากน้องโปรดิวเซอร์ที่ถามผม พอเราได้ประเด็นก็ต้องไปผ่านด่านที่หนึ่ง คือกลุ่มการเมืองก๊วนที่หนึ่งในพรรครัฐบาล ด่านที่สองคือกลุ่มการเมืองก๊วนที่สองในพรรครัฐบาล ด่านที่สามคือกลุ่มการเมืองก๊วนที่สามในพรรครัฐบาล และสถานี ถึงจะมาที่โปรดิวเซอร์ ที่มาบอกว่าผ่านแล้วครับพี่”

แม้จอมกล่าวว่าตนเองมีอิสรภาพในการที่จะไปโต้เถียงระดับหนึ่ง แต่ก็ยาก และเวลาตั้งคำถามในเชิงตรวจสอบท้วงติงมากๆ จะมีคำถามกลับมาจากสี่ด่านดังกล่าว เช่น คำถามแบบนี้แรงไป 

ขณะที่ สมภพ รัตนวลี อดีตโปรดิวเซอร์รายการคมชัดลึก ให้ข้อมูลว่ามีอยู่สองเรื่องที่ต้องรู้เกี่ยวกับการทำรายการทีวี ประเด็นแรกคือ รายการที่อยู่ในฟรีทีวีทั้งหลายส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการเมือง เช่น ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ได้รายการมองต่างมุมจากพรรคประชาธิปัตย์ เนชั่นนิวส์ทอล์คได้จากประชาธิปัตย์ หรือรายการของ ดร.เสรี วงษ์มณฑา ได้จากพรรคชาติไทย ในระหว่างพรรคชาติไทยมา ประชาธิปัตย์ก็โดนดีดออกไป ในระหว่างที่ทำกับประชาธิปัตย์ก็ต้องโดนคุมจากคุณหญิงสุพัตรา มาศดิตถ์ ที่เป็นรัฐมนตรีสำนักนายกรัฐมนตรี เช่นเดียวกับช่อง 11 ที่โดนคุมโดยรัฐบาลปัจจุบัน  ประเด็นที่สองคือ การทำรายการเป็นเรื่องธุรกิจ

“ในกรณีของสรยุทธ ผมว่าเป็นเรื่องธุรกิจ โลกธุรกิจก็เป็นแบบนี้แหละ คือต้องทำรายการที่มีเรตติ้ง รอบด้าน ท้าทายคนดู เนชั่นก็ดูเหมือนเกือบจะเป็นแบบนั้นในตอนแรก แต่พอมาถึงยุคหลังการเมืองทำให้เปลี่ยน แม้แต่รายการทีวีคนในข่าว ก็จะเชิญคนอื่นที่คิดไม่เหมือนเขาเลย แต่เมื่อการเมืองเข้มข้นมากขึ้น ก็เลยต้องเป็นฝ่ายเดียวไปเลย ตอนแรกเนชั่นมีรายการ “ฟังความรอบข้าง”, “เนชั่นนิวส์ทอล์ค” ซึ่งเป็นรายการกึ่งดีเบตทั้งนั้น รวมทั้งรายการคมชัดลึกสมัยคุณสรยุทธเป็นพิธีกร แต่เนชั่นเปลี่ยนไปเมื่อการเมืองแยกกลุ่มมากขึ้น จึงเกิดการเลือกข้าง ส่วนรายการคมชัดลึกที่ยังอยู่ได้แท้จริงอยู่ด้วยความยากลำบาก เพียงแค่รายการคมชัดลึกเชิญสองฝ่ายมา ก็ถูกกล่าวหาว่าเป็นแดงโดยพฤตินัย เพราะวิธีคิดของคนส่วนใหญ่ในเนชั่นคือ ต้องไม่เชิญฝ่ายแดงเพราะฝ่ายแดงเผาบ้านเผาเมืองและมีกลุ่มล้มเจ้าอยู่มาก ดังนั้นถ้าเราเป็นสื่อที่ดีเราไม่ควรคบกับคนกลุ่มนี้เลย” 

คมชัดลึกก็เป็นรายการเดียวที่แฟนคลับในเนชั่นด่ากว่า 90 เปอร์เซ็นต์ แต่สมภพกล่าวว่าในการทำงานเขาคิดง่ายๆ ไม่ซับซ้อน ไม่มีเรื่องอุดมคติ เพียงอยากทำรายการให้คนดูเยอะๆ ให้ดูสนุกเท่านั้น

“ผมคิดแบบสรยุทธ เดิมผมเป็นโปรดิวเซอร์ให้กับรายการมองต่างมุมให้กับคุณเจิมศักดิ์ อยากทำรายการที่มีเรตติ้งให้คนพูดถึงให้เป็นรายการ Talk of The Town เหมือนตอนที่ผมเป็นโปรดิวเซอร์รายการเก็บตก สมัยที่เนชั่นแชลแนลแปดที่ออกยูบีซี ผมถูกบังคับให้ทำรายการที่เป็นข่าวหน้าหนึ่งทุกวันในการทำงานให้กับสรยุทธ ผมต้องจับขั้วตรงข้ามกับคนที่มาสัมภาษณ์”

ในความเห็นของสมภพ หน้าที่สื่อคือต้องสัมภาษณ์ในเรื่องที่คนอยากรู้ และต้องสัมภาษณ์ทั้งสองฝ่ายที่ทะเลาะกัน “ในการทำงานมองไม่ยาก คือดูว่าใครอยู่ขั้วไหน สมมติว่าทำเรื่องมาตรา 112 เรารู้ว่าใครสนับสนุนการแก้มาตรา 112 และใครที่ไม่สนับสนุนเลย ถ้าเรารู้เราก็จับคู่ได้ง่าย”

สมภพเห็นด้วยว่ารายการของสรยุทธเป็นรายการที่เชิญขั้วตรงข้ามมาถกเถียงกันได้ดี “จุดเด่นของสรยุทธ คือทำการบ้านเยอะมาก และสามารถสรุปประเด็นได้ว่าอีกคนพูดไปแล้ว อีกคนทำท่าจะลืม หรือทำท่าแกล้งไม่สนใจว่าพูดอะไร เขาจะสกัดตรงนี้แล้วโยนใส่ไปอีกทีหนึ่ง ให้เขายอมรับ อีกฝ่ายหนึ่งก็ยอมรับว่าใช่ ทำให้สนุกมากขึ้น แต่ละวันสถานการณ์การเมืองทำให้คนอยากรู้ เช่น คนอยากรู้ว่าชาวนาจะได้เงินจำนำข้าวไหม ที่ไม่ได้เพราะรัฐบาลไม่ให้ หรือว่าเพราะใครขัดขวาง ก็จะต้องเชิญ เช่น กิตติรัตน์ ณ ระนอง และ กรณ์ จาติกวนิช มาดูว่ามีปัญหาตรงไหน คนดูน่าจะพอใจทั้งสองฝ่ายเพราะได้พูดเท่าๆ กัน แต่ถ้าตรรกะใครแพ้ ไปว่ากันเอง จะเห็นว่าช่วงหลังมีรายการที่นัดแดงกับเหลืองเจอกัน และฝ่ายแดงก็อ้างว่าสลิ่มแพ้หมด เพราะว่าสรยุทธเอามาฆ่าหมด เพราะว่าตรรกะไม่ได้ก็ต้องตาย ซึ่งเป็นเรื่องปกติ”

ในการเชิญแขกที่อยู่ขั้วตรงข้ามสมภพแนะว่า ต้องจับคู่ที่มีน้ำหนักเท่าๆ กัน  “ถ้าจะเชิญอาจารย์ลิขิต ธีรเวคิน มาก็ต้องเจอกับอาจารย์ชัยอนันต์ (สมุทรวณิช) หรือ ถ้าเชิญ ณัฐวุฒิ (ไสยเกื้อ) ต้องเจอกับ ถาวร (เสนเนียม) เป็นต้น ไม่ใช่เรื่องที่ทำง่าย คมชัดลึกแทบจะไม่เคยเชิญฝ่ายเดียวเลย ถ้าเชิญฝ่ายเดียวได้วันนี้ อีกวันก็จะพยายามหาทางเชิญอีกฝ่ายมาให้ได้ กรณีที่ผู้รับเชิญเป็นผู้ใหญ่มากไม่ยอมเผชิญหน้ากับใคร เราก็จะจัดให้วันหนึ่ง และอีกวันหนึ่งก็จะเชิญอีกฝ่ายหนึ่งมา สรยุทธก็เคยทำเช่นนี้”

การทำรายการที่เชิญแขกที่มีความเห็นต่างในองค์กรสื่อที่เลือกข้างนั้นยากและมีปัญหามาก แต่ความเป็นมืออาชีพของพิธีกรและโปรดิวเซอร์ถูกนำไปใช้เป็นการตลาดอย่างหนึ่งขององค์กรสื่อนั้นๆ สมภพ รัตนวลีเล่าย้อนว่า “จอมขวัญอยู่เนชั่นลำบากมาก เช้ามาจะถูกกนก (รัตน์วงศ์สกุล) กระแนะกระแหน หรือตอนที่จอมขวัญ เชิญหมอเหวง (นพ. เหวง โตจิราการ) ไปออกรายการ กนกต้องไปรอแต่งหน้าต่อจากหมอเหวง เพราะรายการข่าวข้นคนเนชั่น เป็นรายการที่ต่อจากรายการคมชัดลึก หมอเหวงแต่งหน้าอยู่ กนกเข้าไปก็ตกใจ พร้อมตะโกนว่า “ใครเชิญมาว่ะ  ไปเรียกโปรดิวเซอร์มาซิ และถามอดิศักดิ์ (ลิมปรุ่งพัฒนกิจ) ว่า คุณเชิญมาได้ยังไง”

“แต่โดยธาตุแท้อดิศักดิ์เป็นนักธุรกิจ เขามีหน้าที่ต้องประนีประนอมทุกฝ่าย เพราะคาถาของเนชั่นคือ เอเยนซี่ 99% เป็นนกหวีด เพราะฉะนั้นเราไม่ต้องกลัว เขาต้องเก็บกนกไว้เพราะเป็นแมกเนต (แม่เหล็ก) ของเนชั่น  ขณะเดียวกันเขาต้องเก็บจอมขวัญไว้ด้วยเพราะว่าจอมขวัญช่วยให้เนชั่นบาลานซ์ เพราะยังเป็นมืออาชีพ มันทำให้เห็นว่า “เนชั่น” ไม่ใช่ “เนชั่ว” ทั้งหมดอย่างที่พวกคุณเข้าใจ เรายังมีจอมขวัญ, นภพัฒน์จักร์ (อัตตนันท์), สุภลักษณ์ (กาญจนขุนดี) และประวิตร (โรจนพฤกษ์) เรื่องพวกนี้ถูกพูดในกองบรรณาธิการทุกวัน”

แม้พิธีกรจะสามารถกำหนดประเด็นและแขกรับเชิญได้ระดับหนึ่งแต่ยังมีข้อจำกัดในแต่ละองค์กรสื่อ มีความลำบากในการที่ต้องทำงานร่วมกับคนที่คิดไม่เหมือนกัน  สมภพเปิดเผยว่า “หมอเหวง, ณัฐวุฒิ, จตุพร เป็นสิ่งต้องห้ามของเนชั่นมาก ถึงขนาดจอมขวัญเคยถามคุณสุทธิชัย หยุ่น ว่า เราจะไม่เชิญคนพวกนี้จริงหรือ คุณสุทธิชัยบอกผมไม่ได้พูด แต่ในความเป็นจริง ถ้าเชิญมา พรุ่งนี้เช้าก็โดนกนกด่า และเป็นประเด็นขึ้นมา ในเนชั่น 90 กว่าเปอร์เซ็นต์ เป็นพวก “รักชาติ”เพราะฉะนั้นผู้ตั้งคำถามจึงเป็นรังสีอำมหิต”

สมภพ รัตนวลี วิเคราะห์ว่าท้ายที่สุดผู้บริหารสื่อเอกชนก็เป็นนักธุรกิจ  “ผู้บริหารเนชั่นปรารถนาจะเดินตามช่อง 3 แต่บังเอิญผลิตผลของเขาพากันเดินสวนทางไปอีกทางและบังเอิญไปด้วยดี ก็แห่กันไปทางนี้หมด” 

ส่วนการทำรายการให้กับสื่อฝ่ายรัฐก็มีความกดดันแบบข้าราชการ  “เมื่อสมัยทำรายการมองต่างมุม อย่าว่าแต่จะต้องบอกว่าจะเชิญใครมา บางทีต้องบอกด้วยซ้ำว่าจะถามอะไร และไม่ใช่ต้องบอกคนเดียว บอกตั้งแต่หัวหน้าฝ่าย รองผู้อำนวยการ ผู้อำนวยการ จนกระทั่งรัฐมนตรี แต่ที่ซับซ้อนกว่าก็คือ ในพรรคการเมืองเดียวกัน ก็มีหลายกลุ่ม ก็ลำบากอีกแบบหนึ่ง” สมภพกล่าว

เช่นเดียวกับสมภพ อธึกกิต แสวงสุข บรรณาธิการอาวุโสวอยซ์ทีวี และโปรดิวเซอร์รายาการ Intelligence เล่าว่ามีความกดดันทางความคิดในการทำงานในองค์กรสื่อที่คิดต่างเมื่อสมัยอยู่หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ซึ่งเป็นสาเหตุให้เขาลาออก 

“สมัยอยู่ไทยโพสต์มีความกดดันทางความคิดบ้างแต่เนื่องจากสนิทกันมานาน เวลาสัมภาษณ์เราเลือกผู้ถูกสัมภาษณ์เองอยู่แล้ว เว้นแต่เรื่องขอโฆษณา หมายถึงคนนี้เป็นสปอนเซอร์ ขอไปสัมภาษณ์หน่อย ซึ่งไม่เป็นปัญหา พอไปอยู่วอยซ์ (Voice TV) เป็นบรรยากาศของคนทำงานที่มีความเห็นเหมือนกันหมด ไม่มีความแตกต่างทางความคิด เนื่องจากวอยซ์ตั้งใหม่ท่ามกลางวิกฤตการเมืองเมื่อสองปีที่แล้ว แต่ความจริงเป้าหมายของวอยซ์จริงๆ คือ smart voice คนรุ่นใหม่อายุไม่เกิน 35 เน้นเรื่องไลฟ์สไตล์ แต่ก็พอตั้งขึ้นมาแล้วเจอวิกฤตทางการเมืองและมาประสบความสำเร็จกับการเมือง กับรายการที่มีปลื้ม (หม่อมหลวง ณัฏฐกรณ์ เทวกุล) และ คำผกา  (ลักขณา ปันวิชัย) เป็นผู้ดำเนินรายการ วอยซ์ก็เลยเดินมาทางนี้ ทั้งๆ ที่ความจริงมีการตลาดอีกแบบหนึ่งเพื่อดึงคนดูเยอะๆ ได้โฆษณาง่ายๆ แต่พอกระโจนมาที่การเมือง กลายเป็นเรตติ้งหลักอยู่ที่การเมือง ขณะเดียวกันก็พยายามเพิ่มส่วนอื่น เช่นรายการดนตรี อย่าง  Big Boom Box พยายามซื้อสารคดีต่างประเทศที่แปลกใหม่หน่อย แต่อย่างไรก็ตามยังหนีการเมืองไม่พ้นอยู่ดี เพราะการเมืองเป็นรายการที่มีเรตติ้งหลัก

แม้จะเป็นสื่อที่ถูกมองว่าเลือกข้าง เป็นช่องของนายพานทองแท้ ชินวัตร อธึกกิตเล่าว่าเขาพยายามเชิญผู้ที่ร่วมรายการที่มีความเห็นต่างขั้วบ้าง แต่บางครั้งก็มีอุปสรรค 

“เริ่มตั้งแต่ฝ่ายตรงข้ามไม่มา ซึ่งเป็นข้ออ้างที่ใช้กันทั่วไป ที่จริงผมลองเชิญฝ่ายตรงข้ามแล้ว ผมสนิทกับพี่พิภพ (ธงไชย) แต่คำตอบของเขาคือ “พี่จะไม่ยอมเหยียบเข้าไปในตึกชินฯ เลย” ช่วงหลังผมเริ่มสรุป ไม่มีประโยชน์ในการเชิญคนที่ต่างขั้วมากไป เพราะคนดูไม่รับ คนดูวอยซ์เลือกข้างแล้ว ถามว่าคนดูวอยซ์ยังมีเหตุผลไหม? มี แต้ถ้ามีความเห็นสุดขั้วมากๆ ก็ไม่ดู หรือยิ่งดูยิ่งโกรธ เช่น เวลาที่เชิญโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ คนดูถล่มเละด่าแหลกเลย ตอนหลังผมก็ไม่เชิญ เนื่องจากเป็นนักการเมืองพูดอะไรจนหาจุดร่วมไม่ได้ เพราะผมคิดว่าถ้าเริ่มต้นคนดูปฏิเสธ เขาจะไม่ดู ไม่ฟัง เช่น ถ้าคิดจะเชิญโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ หนึ่งคนดูแอนตี้ สอง ไม่มีสาระ ไม่ใช่วิชาการ หรือจะให้ความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์อะไร ขณะเดียวกันเราก็ไม่เคยเชิญโฆษกหรือนักการเมืองงพรรคเพื่อไทยมา ส่วนใหญ่ก็พล่ามแบบเดียวกัน ถ้าเป็นบุคคลประชาสังคมที่จ๋าๆ ผมบอกได้ว่าผมไม่สามารถเชิญรสนา (โตสิตระกูล) ความจริงถ้าเราเชิญเขาก็กล้ามา แต่จะมีความรู้สึกว่า เผลอๆ คนดูอาจต้องซื้อทีวีใหม่”

เพื่อให้คนดูยอมรับความแตกต่างมากขึ้น ทางออกของอธึกกิตคือ การเชิญคนเห็นต่างแต่คนดูสามารถยอมรับได้  เช่นเชิญผู้ที่มีบทบาทลดลงมา FTA WATCH ที่มีประเด็นที่คนดูน่าจะรับได้ แต่ก็มีประเด็นที่ใกล้เคียงกับรสนาบางเรื่อง หรือกลุ่มที่ใกล้เคียงรสนา เช่น กลุ่มต่อต้านปัญหายาเสพติด

“เราก็แตกประเด็น ผมจะมีมุมของผม เช่น เชิญอาจารย์สมเกียรติ (ตั้งกิจวานิชย์) ทีดีอาร์ไอ (สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย) คุยเรื่อง กสทช. (คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ) คุยเรื่องการศึกษา ซึ่งทัศนะทางการศึกษา ทั้งฝ่ายเหลือง ฝ่ายแดงคล้ายกันมาก” อธึกกิตกล่าว  แต่จะทำได้มากน้อยแค่ไหนขึ้นกับประเด็น โดยพยายามสร้างจุดร่วมให้คนดูยอมรับว่าเขามองต่างจากเราแต่ก็มีมุมที่เราเห็นด้วยกับเขา

วอยซ์มีข้อจำกัดอยู่สองเรื่อง เรื่องพระและเรื่องมาตรา 112 อธึกกิตเสริมว่า “ถ้าดีเบตเรื่องนี้เยอะ วอยซ์กลัวเพราะเป็นอันตราย เนื่องจากเป็นทีวีที่เลือกข้างอยู่แล้วมันเต็มเหนี่ยวเกินไป ก็ต้องขอกันว่าเอาแค่ไหน  ส่วนการเชิญแขก หากเป็นรายการที่พิธีกรเป็นตัวชูโรง เหมือนกับสรยุทธ โปรดิวเซอร์กลายเป็นมือรอง พิธีกรจะเป็นตัวกำหนดแขกรับเชิญ โปรดิวเซอร์จะทำงานยาก เพราะว่าเหมือนกับทำงานกับดารา ต้องรับสนอง

ส่วนในอนาคตอันใกล้นี้ประเทศไทยมีทีวีดิจิตัล ในฐานะที่เป็นทั้งโปรดิวเซอร์และพิธีกร จอม เพชรประดับ เห็นว่ายังไม่ค่อยมีความหวังว่าจะเกิดการเปลี่ยนเปลี่ยนแปลงในช่องของรัฐ และอนาคตของทีวีดิจิตัลภาคเอกชนไม่ค่อยจะสดใสมากนัก

“ด้วยบริบทที่เรายังอยู่ในความกลัว ผมว่ายังกลับมาจุดเดิม ความกลัวความขัดแย้งที่ถูกครอบงำที่ถูกตั้งเป็นประเด็นให้เราไม่กล้าที่จะขยับ ขยับไปจะโดนโน่น ขยับไปจะโดนนี่ แล้วเราจะอยู่ได้ไหม ธุรกิจจะเป็นอย่างไร สุดท้ายเราก็จะทำอะไรที่ซ้ำๆ วนๆ คล้ายๆ กัน คือ ประเด็นในสังคมไทย ก็มีอะไรที่นำไปสู่ปัญหาได้ทั้งนั้นในภาวะที่ทุกคนพยายามแบ่งขั้วแบ่งฝ่าย ก็เลยไม่ค่อยจะเห็นความน่าตื่นเต้นในการที่จะได้เห็นเนื้อหาที่มีความลึกความต่างหรือการแข่งขันอย่างจริงจังเพื่อจะให้คนดูได้ประโยชน์ ผมกลัวว่าสุดท้ายเราอาจเห็นรายการแข่งขันร้องเพลงเรียลลิตี้โชว์ นำไปสู่การเป็นนักร้องนักแสดงมากขึ้นหรือเปล่า? หรืออาจเป็นตลกมากขึ้น หัวเราะกันมากขึ้น?”

สมภพ รัตนวลี เห็นว่าเด็กรุ่นใหม่จะเป็นผู้ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านเนื้อหาความคิดสร้างสรรค์ “แต่เรื่องการเมือง ถ้ามองในหน้าปัดดิจิตัลทุกวันนี้ ดูแล้วผมสงสัยว่าใครจะมาแข่งกับสรยุทธ เนชั่นก็มีจอมขวัญ ส่วนวอยซ์ ด้วยข้อจำกัดก็ไม่สามารถแข่งได้ ไทยรัฐไม่มีใครเลย อัมรินทร์มีภิญโญ (ไตรสุริยะธรรมา) ซึ่งไม่รู้ว่าจะทำได้แค่ไหน เพราะจริงๆ อัมรินทร์ก็ไม่ต่างจากเนชั่น ผมคิดว่าช่อง 3 ยังเป็นแชมป์อยู่เหมือนเดิม และช่อง 7 ก็ไม่มี เดี๋ยวนี้คนทำข่าวก็ไม่ใช่คิดอย่างเดียวว่าตัวเองเก่งเรื่องข่าว มองประเด็นได้ อ่านประเด็นออก  เพราะมีองค์ประกอบอื่นๆ เช่น ภาพต้องสวย ภาพข่าวอาชญากรรม ภาพข่าวการเมือง ต้องมีมุมมองที่แตกต่างกัน ไทยรัฐจ้างนนทรี นิมิตบุตร ไปคุมเรื่องการดูภาพ กองถ่ายไทยรัฐจะไม่ไปแต่กล้องอย่างเดียว แต่จะมีไฟไปด้วย 2 ดวง ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นนะครับ สัมภาษณ์นายกฯ แล้วเปิดไฟ ไม่เคยมี แต่ตอนนี้เทรนด์ข่าวเป็นแบบนี้แล้ว เพราะว่าภาพต้องสวย มุมภาพต้องดี รายงานพิเศษต้องแข่งขันกัน คิดว่าทุกวันนี้เรื่องประเด็นข่าวไม่หนีกันเลย ที่จะแตกต่างคือ info graphic, การถ่ายภาพ, การดำเนินเรื่อง หรือแม้แต่ characters ของคนที่จะต้องสร้างขึ้นมาแข่งขันกัน โดยรวมทางออกแบบนี้จะเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่มาก”

การเมืองเรื่องแขกรับเชิญ..แทรกแซงสื่อ VS สื่อเลือกข้าง