Skip to main content

                                         

ทุกครั้งของการชุมนุมประท้วงทางการเมืองไม่ว่าจะทางการเมืองหรือทางการอื่น สื่อมวลชนมักจะเป็นผู้มีบทบาทสำคัญเสมอ ในการถ่ายทอดเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งก่อนมีการชุมนุม ระหว่างการชุมนุม และอาจไปถึงภายหลังเมื่อการชุมนุมสิ้นสุดลงแล้ว แต่สถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน ที่สังคมเต็มไปด้วย สีข้าง และฝ่าย บทบาทของสื่อมวลชนที่เกี่ยวข้องกับม๊อบ (บริบทแบบไทย มิใช่ความหมายเดียวกับคำศัพท์ในภาษาอังกฤษ)  มีการขยับตัวเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา และมักปรากฏไปในทางเข้าใกล้การเป็นส่วนหนึ่งของม๊อบเข้าไปทุกที จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ บทบาทอันควรของสื่อในการทำข่าวม๊อบมีเดีย อินไซด์ เอาท์ จึงเปิดระเบียงกาแฟ ครั้งที่ 9  ชวนสื่อทำข่าวม๊อบมานั่งเสวนาถึงบทบาทที่พวกเขาทำ และบทบาทอันควรจะทำ แต่ยังไม่ได้ทำ และบทบาทที่ไม่ควรจะทำแต่ได้มีการทำไปบ้างแล้ว บนเวที ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน ประกอบด้วย สถาพร  พงศ์พิพัฒน์วัฒนา จาก TPBS, พงษ์พิพัฒน์  บัญชาวงศ์ สำนักข่าวอิศรา และ เทวฤทธิ์  มณีฉาย จากประชาไท โดยมี พิณผกา งามสม รับหน้าที่ผู้ดำเนินรายการ

การเสวนาที่ออกรสออกชาติในวันนั้นดำเนินไปกว่า 2 ชั่วโมง ด้วยประเด็นมากมายหลากหลาย สามารถสรุปนำเสนอรายประเด็น ได้ดังนี้

1. หน้าที่ของสื่อในการทำข่าวม๊อบ

สถาพร แห่ง TPBS พูดถึงประเด็นนี้อย่างชัดเจนว่า เขาวางบทบาทตัวเองเป็น gate keeper   หรือคนผู้คอยกลั่นกรองข้อมูลข่าวสาร มากกว่าการรายงานทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาเห็นให้กับสังคมภายนอกได้รับรู้ 

“เราถูกสอนให้รายงานในสิ่งที่เราเห็น ที่เราได้ยิน แต่ประสบการณ์สอนเราว่าบางครั้งมันทำให้การรายงานของเราไปเข้าทางอีกฝ่ายหนึ่งโดยที่เรารู้เท่าไม่ถึงการณ์  เพราะกลุ่มคนที่ทำงานขับเคลื่อนทางการเมืองนั้น ก็จะมาพูดในสิ่งที่เขาอยากให้สังคมรับรู้ให้เราฟัง เพื่อให้เราไปรายงานต่อ” 

สถาพร นักข่าวรุ่นใหม่ ที่คลุกคลี เกาะติดกับการชุมนุมเคลื่อนไหวของกลุ่มต่างๆ มานานกว่า 12 ปี มองว่านักข่าวที่จะอยู่ภาคสนาม โดยเฉพาะคนที่จะต้องยืนถือไมค์หน้ากล้อง เพื่อรายงานสถานการณ์สด ควรจะต้องเป็นผู้มีประสบการณ์มากพอที่จะสามารถพิจารณา แยกแยะได้ว่าสิ่งที่ได้ยินได้เห็นสิ่งใดควรรายงานต่อให้สาธารณะ สิ่งที่ได้ยินได้เห็นสิ่งใดควรปล่อยไป โดยต้องไม้ให้กลายเป็นการเซ็นเซอร์ข้อมูลข่าวสารด้วย

“เคยเจอบางคนที่พยายามทำทุกอย่างให้ตัวเองเป็นข่าว ทำตัวให้โดนจับบ้าง แบบนี้เรารู้ว่าเขาตั้งใจเราก็จะไม่รายงานออกไป หรือความเคลื่อนไหวการแสดงท่าทีในการชุมนุม เราก็เลือกในสิ่งที่เป็นท่าทีใหญ่ๆ การปราศรัยโจมตีนี่อาจจะไม่ต้องรายงาน เพราะมันธรรมดาม๊อบก็ต้องมีการโจมตี แต่หากเป็นการประกาศจุดยืนใหญ่ เช่น ประกาศชุมนุมคัดค้านต่อ อันนี้ต้องรายงาน” สถาพรกล่าว

 สถาพรมองว่าสิ่งสำคัญที่จะทำให้สื่อทำหน้าที่ gate keeper ได้ดีในการทำหน้าที่ในม๊อบคือ

การต้องรู้ท่าทันว่าสิ่งที่คนและเหตุการณ์ที่อยู่ตรงหน้า 

“เมื่อมีคนมาบอกคุณ (นักข่าว) ว่าคนคนนั้นกำลังโกหกผ่านสื่อ แต่คุณยังตั้งคำถามให้เขาตอบอยู่ คำถามของผมคือ คุณรู้หรือไม่ว่าคนคนนั้นกำลังโกหก”

ขณะที่พงษ์พิพัฒน์ แห่งสำนักข่าวอิศรา บอกว่าหลายครั้งในม๊อบเขาต้องทำหน้าที่ในฐานะมนุษย์มากกว่าหน้าที่ของสื่อมวลชน เช่น ครั้งหนึ่งเมื่อเห็นชายคนหนึ่งถูกฝ่ายตรงข้ามใช้กำลังเข้าทำร้ายถึงเลือดตก เขาเลือกที่จะเข้าไปช่วยเหลือชายผู้นั้นแทนการมุ่งสนใจทำข่าว อย่างไรก็ดีในม๊อบนกหวีดล่าสุดเขาได้ยินมาว่ามีผู้สื่อข่าวคนหนึ่งเข้าเจรจากับเจ้าหน้าที่ขอให้เปิดทางให้ผู้ชุมนุมเข้าเข้าไปยื่นจดหมายในหน่วยงานราชการแห่งหนึ่ง

“ผมก็ไม่มั่นใจว่ามันใช่หน้าที่นักข่าวหรือไม่” 

สำหรับพงษ์พิพัฒน์หน้าที่สำคัญประการหนึ่งของนักข่าวที่ทำข่าวการเคลื่อนไหวทางการเมืองคือ การตรวจสอบตัวเองตลอดเวลา

“เรามักระแวงความคิดหรือความเชื่อคนอื่น แต่ผมคิดว่าเราต้องระแวงความเชื่อตัวเองด้วย เราไม่ได้ทำงานเพื่อตอกย้ำความเชื่อของตัวเอง แต่ทำเพื่อตรวจสอบความเชื่อตัวเองว่าสิ่งที่เราเชื่อมันอิงข้อเท็จจริงแค่ไหน การทำข่าวมันทำให้เราโตขึ้นด้วย”  

2.จุดยืนทางการเมืองของนักข่าวในม๊อบ

นักข่าวมีจุดยืนทางการเมืองได้หรือไม่ เป็นคำถามที่มักได้ยินกันเสมอ มุมหนึ่งนักข่าวถูกคาดหวังว่าต้องมีความเป็นกลาง มุมหนึ่งพวกเขาก็มีฐานะของการเป็นสมาชิกคนหนึ่งในสังคม ที่สามารถมีความเห็นทางการเมืองได้ เช่นเดียวกับสมาชิกคนอื่นในสังคม แล้วตำแหน่งที่พวกเขายืนอยู่ระหว่างความเป็นนปัจเจกกับความเป็นสื่อมวลชนควรอยู่ตรงไหน 

สถาพรจาก TPBS แม้จะมองว่าสื่อสามารถแสดงความเห็นทางการเมืองได้ โดยประกาศให้ชัดว่าเห็นการแสดงความเห็นส่วนตัว ไมใช่ในฐานะนักสื่อสารมวลชน แต่เขาก็ยอมรับว่าในสถานการณ์จริง ยากที่ความเห็นทางการเมืองที่เป็นส่วนตัว จะไม่ถูกจับมาเชื่อมโยงกับฐานะของความเป็นสื่อมวลชน และเชื่อมโยงกับองค์กรสื่อที่แต่ละคนสังกัดอยู่

“มันเป็นเสรีภาพที่เราจะแสดงความเห็นหรือจุดยืนทางการเมือง แต่มันยากที่จะบอกว่าผมแสดงความเห็นในเฟซบุ๊กอย่างเป็นส่วนตัว เพราะเมื่อคนเห็นผมผมก็ยืนถือไมค์ของ TPBS อยู่ การแสดงความเห็นทางเฟซบุ๊กทำได้ระดับหนึ่ง ในทางที่จะทำให้สังคมเกิดปัญญา และเราต้องพร้อมที่จะรับผลที่จะเกิดขึ้นตามมา” เขากล่าว

พงษ์พิพัฒน์ แห่งสำนักช่าวอิศรา กล่าวไปในทิศทางเดียวกัน โดยเขามองว่าแม้จะเป็นการแสดงความเห็นผ่านทางเฟซบุ๊ก ก็เป็นสิ่งที่นักข่าวควรพิจารณาอย่างถี่ถ้วนในการแสดงความเห็นแต่ละครั้ง

“ผมคิดว่าเราน่าจะได้ข้อสรุปแล้วว่าโลกโซเชียลไม่ใช่พื้นที่ส่วนตัว การโพสท์อะไรออกไป คนอ่านจะประเมินคุณโดยอัตโนมัติ เขาจะคิดว่าเขาได้ข้อมูลจากนักข่าวอีกทางหนึ่งอาจะป็นข้อมูล inside  หรือเขาอาจจะประเมินว่าคุณอยู่ข้างไหน ผมว่าเรื่องไหนควรเลี่ยง เลี่ยง เรื่องไหนควรให้ข้อมูลก็ให้ข้อมูลไป แต่ถ้าเป็นการแสดงความเห็น การวิเคราะห์ ต้องคิดให้ดีก่อน” พงษ์พิพัฒน์กล่าว

ขณะที่เทวฤทธิ์ แห่งประชาไท ซึ่งถือเป็นน้องใหม่ในวงการสื่อมากที่สุดเมื่อเทียบกับสถาพรและพงษ์พิพัฒน์ มองว่า แม้สื่อจะถูกคาดหวังให้รายงานข่าวอย่างเป็นกลาง แต่ก็เป็นการยากที่สื่อจะยืนอยู่ตรงจุดที่เป็่นกลางได้จริงๆ 

“ความคิดผมคือสื่อแต่ละคนไม่สามารถรวบรวมความจริงหรือมีความเป็นกลางได้ทั้งหมด โดยปราศจากอคติ เพราะเราต่างถูกกล่อมเกลาจากสังคม และอาจมีอุดมการณ์บางอย่างอยู่ แง่หนึ่งผมว่าเราอาจต้องเถียงกันว่าอุดมการณ์จริงโดยไม่มีอัตวิสัยหรือความเป็นตัวตนเข้าไปจับมีจริงหรือไม่”

เทวฤทธิ์ มองว่าไม่ว่านักข่าวจะมีแง่มุมทางการเมืองอย่างไร สิ่งสำคัญที่สื่อควรต้องคำนึงถึงในการทำข่าวการเคลื่อนไหวของม๊อบแต่ละครั้งคือ “แง่มุมแห่งความเป็นมนุษย์”  

“ในสถานการณ์แห่งความขัดแย้ง ความไว้วางใจกันเกือบจะเป็นศูนย์ ไม่ว่าผู้ชุมนุมจะเป็นใครฝ่ายไหน สีใด เขามีความคิด มีอุดมการณ์ชุดหนึ่งที่เขาเชื่อเสมอ บางครั้งอาจมีองค์กร หรือมีใครจ่ายเงินให้มาชุมนุมจริง เราอาจอธิบายว่าม๊อบรับเงิน แต่หากมองด้วยแว่นอีกอันหนึ่ง เราอาจมองได้ว่ามันเป็นการระดมทรัพยากรเพื่อกิจกรรมหนึ่ง คนหนึ่งมีเงิน ไม่มีแรง ไม่มีเวลา ก็อาจสนับสนุนให้คนที่ไม่มีเงิน แต่มีแรงและเวลาทำได้ สิ่งนี้มันผนวกกับความเป็นสื่อที่มีโครงเรื่องที่จะเล่าอยู่ในใจ” เทวฤทธิ์กล่าว โดยเขามองว่านอกเหนือจากข้อเท็จจริงแล้ว สื่อยังมีโครงเรื่องที่จะเล่า ซึ่งโครงเรื่องในใจสื่อบางครั้งถูกโยงอยู่กับจุดยืนทางการเมือง

 

เทวฤทธิ์ เป็นนักข่าวผู้หนึ่งที่ถูกจับจ้องจากกลุ่มอุดมการณ์ทางการเมืองกลุ่มหนึ่ง ที่กล่าวหาโจมตีเขาว่าเป็นสปายจากอีกกลุ่มหนึ่ง ถึงขนาดมีการเผยแพร่ “โฉมหน้า” เขาทางโซเชียลมีเดีย เพื่อให้มีการตามล่าได้ถูกคน เทวฤทธิ์ รับมือกับสถานการณ์นั้นด้วยการประกาศตัวตนและสถานภาพการเป็นคนสื่ออย่างชัดเจนบนโลกโซเลียลมีเดีย 

ประเด็นสำคัญที่มีการถกเถียงกันในวันนั้นเนื่องด้วยการแสดงออกซึ่งจุดยืนทางการเมืองของสื่อคือ การขึ่นเวทีปราศรัย ซึ่งปัจจุบันมีผู้ที่มีภาพลักษณ์ของเป็นสื่อมวลชนหลายคนกระทำอยู่

“การขึ้นเวทีของสื่อใครจะห้ามได้ แต่คุณต้องรับผิดชอบตัวเองให้ได้ อย่าเอาตัวเองไปกระทบกับคนอื่น สังคมจะตัดสินเองว่าจะเชื่อคุณได้หรือไม่ อย่าใช้ตัวเองเป็นมาตรฐานวัดสื่อมวลชน อย่าบอกว่าข้างที่คุณอยู่คือข้างความถูกต้อง คุณแน่ใจได้อย่างไรว่าข้างที่คุณอยู่คือข้างที่ถูกต้อง”  คือความเห็นจากสถาพร แห่ง TPBS

เช่นเดียวกับพงษ์พิพัฒน์ที่มองว่าการขึ้นเวทีของสื่อทำได้ “แต่คุณต้องรับผิดชอบ แต่ละคนโตๆ กันแล้ว ชั้งน้ำหนักเองได้ วุฒิภาวะมีกันแล้ว”

3.แนวทางการทำหน้าที่สื่อในม๊อบ

ท่ามกลางความแตกแยกที่เกิดจากความแตกต่างทางความคิด สถานการณ์รุนแรงสามารถเกิดขึ้นได้เสมอ บางครั้งสื่ออาจเป็นผู้มีบทบาทร่วมในการทำให้เกิดความรุนแรงนั้น การรายงานสถานการณ์ความเป็นจริงเช่นไรที่จะทำให้สื่อไม่ล้ำเส้นไปเป็นผู้กระพือไฟแห่งความรุนแรงนั้นจากการทำหน้าที่ของตนเอง

สถาพรเล่าว่านั้นเป็นเหตุผลสำคัญที่องค์กรสื่อต้องคำนึงถึงประสบการณ์ของผู้สื่อข่าวทั้งในภาคสนามและผู้ประกาศข่าวในห้องส่ง

“วันหนึ่งผู้สื่อข่าวภาคสนามของเราพูดออกมาว่า ‘ผู้ชุมนุมของเรา’ ซึ่งควรจะไม่เป็นอะไร แต่มันกลายเป็นประเด็นเพราะมีคนเฝ้าดูเราอยู่” 

สถาพรบอกว่ารูปแบบการรายงานข่าวเป็นประเด็นสำคัญที่องค์กรสื่อควรคำนึงถึง ทั้งนี้  TPBS มีการประชุมปรึกษากันเป็นการภายในถึงรูปแบบการนำเสนอเนื้อหาในระหว่างสถานการณ์อ่อนไหวทางการเมือง “เราเคยคุยกันถึงขึ้นว่า โฟนอินไม่เอาเลย แต่ก็มีคนมองว่ามันอาจเป็นการเซ็นเซอร์ได้ แต่สำหรับผมนี่คือการกลั่นกรอง หรือการปล่อยเสียงปราศรัย ต้องคิดว่าเสียงที่จะปล่อยนั้นมีนัยความสำคัญขนาดใด หากเป็นการแสดงจุดยืนสำคัญก็สามารถปล่อยเสียงได้แต่หากเป็นการโจมตีกันก็ไม่ควร อย่าให้มวลชนเป็นเบี้ยให้ใครเดิน เราเชื่อกันเลยว่ามวลชนไม่ว่ามาด้วยวิธีการใดก็ตาม แต่เขามาด้วยความเชื่อชุดหนึ่งที่อาจแตกต่างกัน” 

ฐานะนักข่าวที่คลุกคลีกับการชุมนุมเครื่องไหวมานานกว่า 12 ปี  สถาพรมองว่าองค์กรสื่อควรมีการทำ “Style book” หรือแนวทางอันจะเป็นบรรทัดฐานการทำข่าวของตนเองอกมาให้ผู้สื่อข่าวและทุกคนในองค์กรข่าวยึดถือปฏิบัติ

อีกประเด็นหนึ่งที่เกี่ยวกับแนวทางการทำหน้าที่ของการเป็นสื่อในม๊อบคือ พวกเขาควรอยู่กับสถานการณ์ตรงหน้าถึงระดับไหน แค่ไหนที่ึควรถอนตัวจากการทำหน้าที่ ซึ่งสถาพร มีข้อสรุปตรงนี้ได้ดียิ่ง

“นักข่าวที่ตายรายงานข่าวไม่ได้ เราต้องแยกระหว่างความปลอดภัยกับการรายงานข่าว ผมยืนยันว่าระหว่างชีวิตกับการเก็บภาพ ขอให้ทุกคนรักษาชีวิตก่อน” 

สื่อในม๊อบ เราจะทำงานกันอย่างไร