Skip to main content

                                                                                                                                                  สื่อสนทนา (จากซ้าย) สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี, วาสนา นาน่วม, เอกรินทร์ ต่วนศิริ, ปกรณ์ พึ่งเนตร

วงเสวนา “โจรใต้ กบฎแบ่งแยกดินแดน นักรบญีฮาด ในสายตาสื่อไทย” จัดโดย กลุ่ม Media Inside Out เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2556 มีผู้ร่วมวงพูดคุยคือ ปกรณ์ พึ่งเนตร บรรณาธิการศูนย์ข่าวภาคใต้ สำนักข่าวอิศรา, วาสนา นาน่วม ผู้สื่อข่าวสายทหารจากหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ (Bangkok Post),      เอกรินทร์ ต่วนศิริ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาลัยเขตปัตตานี,                 สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี บรรณาธิการข่าวต่างประเทศ จากหนังสือพิมพ์เดอะเนชั่น (The Nation)  และ     พิณผกา งามสม บรรณาธิการข่าว หนังสือพิมพ์ออนไลน์ประชาไท

ผู้ร่วมวงเสวนาตั้งข้อสังเกตประเด็นความรุนแรงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทยที่ยืดเยื้อมานาน ส่วนหนึ่งอาจเป็นผลพวงสื่อที่แยกข้างอคติ หากไม่ครอบคลุมรอบด้าน เป็นการเติมเชื้อไฟสนับสนุนให้ใช้กองกำลังได้อย่างเต็มที่ ย้ำรายงานข่าวสามจังหวัดชายแดนใต้ต้องเป็นกลาง สะท้อนความจริง เพราะประวัติศาสตร์ระยะใกล้สำคัญกว่าประวัติศาสตร์ระยะไกล

เอกรินทร์ ต่วนศิริ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี นักวิจัยและนักเขียนเกี่ยวกับปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้, ผู้ร่วมก่อตั้งปาตานี ฟอรั่ม (Patani Forum) และเป็นผู้เขียนบทความเรื่อง "มะรอโซ จันทราวดี : จากเหยื่อสู่ แกนนำ RKK"

“ประเด็นที่น่าสังเกตคือ นักข่าวที่ทำข่าวไปกับรถทหาร มีทหารคุ้มกันตลอด การทำข่าวน่าจะต้องตั้งคำถามว่าทำไมต้องไปกับทหาร ผมไม่เห็นนักข่าวลงไปคุยกับชาวบ้านว่าเป็นอย่างไร รู้สึกอย่างไร และการปล่อยรูปกองกำลังเพื่อใช้ประกอบข่าวที่ไม่ใช่รูปเหตุการณ์นั้นจริง แต่เป็นรูปที่มาจากนิตยสารนิวส์วีค (Newsweek) สามารถทำให้คนที่ไม่พร้อมจะเข้าใจอยู่แล้วยิ่งไม่เข้าใจไปกันใหญ่ จะกลายเป็นการสมคบคิด ผมคิดว่าถ้าเราไม่มั่นใจในข้อมูล มันจะเป็นการเพิ่มแรงสนับสนุนให้ใช้กองกำลังได้อย่างต็มที่”

อาจารย์เอกรินทร์กล่าวเสริมว่า กรณีคลิปชาวบ้านแห่ศพ แล้วใส่เสียงเพลงตัดต่อเผยแพร่ออกมา ทำให้เข้าใจว่าเป็นการแห่ศพของกลุ่มนักรบญีฮาด 16 ศพ แต่หากมองในแง่สังคมวิทยาถือว่าเป็นเรื่องปกติมากที่จะมีคนจำนวนมากไปร่วมพิธีฝังศพโดยเฉพาะคนที่เป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวาง เพราะตามความเชื่อของศาสนาอิสลาม หากมีงานแต่งงานกับงานศพในวันเดียว ให้เลือกไปงานศพ เป็นเรื่องปกติมาก แต่คลิปที่แพร่ออกมาอาจทำให้สังคมไทยมองว่าชาวบ้านเหล่านั้นสนับสนุนนักรบญีฮัด ในความเห็นส่วนตัวตนไม่เชื่อว่าคนเหล่านั้นจะมองว่า มะรอโซ เป็นฮีโร่ และหากว่าฮีโร่ถูกสร้างโดยชุมชนเอง สังคมต้องตั้งคำถามว่า เห็นดีแล้วหรือที่ฮีโร่ต้องมาจากความรุนแรง  การที่ตนเขียนบทความเรื่อง "มะรอโซ จันทราวดี : จากเหยื่อสู่ แกนนำ RKK" นั้นไม่ได้ต้องการทำให้มะรอโซ เป็นฮีโร่ เพียงต้องการนำเสนอชีวิตอีกด้านของเขาที่มีครอบครัว มีความฝันเหมือนเรา ต้องการเสนอมุมมองความรู้สึกชาวบ้านจริงๆ 

“เราต้องตั้งคำถามว่าสื่อทำข่าวที่ไม่เอียงข้างแล้วหรือ?” อาจารย์เอกรินทร์ถามพร้อมยกตัวอย่างนักข่าวทีวีรายการสามมิติ คุยกับชาวบ้านแต่มีทหารไปนั่งคุม ชาวบ้านจะกล้าพูดอย่างถึงที่สุดได้หรือไม่ “คุณอาจได้แต่ภาพ แต่ไม่ได้ความจริงของเขาทั้งหมด”

หากสื่อเอียงข้าง ทำให้คนรุ่นใหม่ไม่เอากับสื่อกระแสหลักมากขึ้น “ผมสอนวิชาความขัดแย้งกับประวัติศาสตร์ พบว่าคนรุ่นใหม่ไม่รู้จักประวัติศาสตร์ เช่น ประวัติศาสตร์ปัตตานี หรือขบวนการหะยีสุหลง แต่มักจะมีเรื่องเล่าที่เพื่อนบ้านในหมู่บ้านถูกกระทำ ผมตั้งข้อสังเกตว่าคนรุ่นใหม่จะได้ผลกระทบจากประวัติศาสตร์ใกล้มากกว่าประวัติศาสตร์ไกล”

วาสนา นาน่วม ผู้สื่อข่าวสายทหารจากหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ (Bangkok Post) ยอมรับว่าเป็นจุดอ่อนที่ตนเป็นนักข่าวสายทหาร อาจจะรายงานข่าวจากมุมมองของทหารมากกว่า "เราก็มองว่าในพื้นที่ก็จะมีนักข่าวคนอื่น ซึ่งเขาก็จะแบ่งงาน แบ่งความรับผิดชอบ เป็นสตริงเกอร์ เป็นมุสลิม เขาก็จะเข้าได้ง่ายกว่า เราก็จะมีในมุมมองทหาร" นอกจากนี้ “บางครั้งหัวหน้าโต๊ะข่าว ต้องการให้เขียนเรื่องยุทธวิธีทางทหาร ตัวเองรู้มา แต่ต้องจำกัดตนเอง เพื่อนำไปสู่ความสงบ”
 

สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี บรรณาธิการข่าวต่างประเทศ หนังสือพิมพ์เดอะเนชั่น (The Nation) เห็นว่านักข่าวสามารถเลือกที่จะไม่ไปกับกองทัพ นักข่าวก็อยากได้ข่าว แต่การที่นักข่าวถูกใช้เป็นเรื่องที่ต้องระวังมากๆ นอกจากนี้นักข่าวต้องรู้ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมและศาสนาในการรายงานข่าว “หลายครั้งที่ผมปฏิเสธความเห็นของกองทัพ หรือของรัฐ ผมคิดว่ารัฐไทยก็มีปัญหากับการใช้คำเรียกกลุ่มกบฏแบ่งแยกดินแดน  บางครั้งใช้คำว่า ผู้ก่อการร้าย separatists บ้าง หรือผู้ก่อความไม่สงบ insurgents บ้าง  นักข่าวต้องศึกษาประวัติศาสตร์ให้ดี เริ่มต้นตั้งแต่ทำข่าวเมื่อปี 2004 ผมเปลี่ยนคำมาเรื่อยๆ ใช้คำว่า insurgents มาหลายครั้ง ภายหลังใช้คำว่า separatists”

ความซับซ้อนของการรายงานข่าวสำหรับนักข่าวรุ่นปัจจุบันมีมาก สื่อจะรายงานอย่างไรให้เป็นกลาง ไม่ใช่รายงานสิ่งที่เราอยากเห็น บางสื่อใช้คำว่า “โจรใต้” หรือ “กบฏแบ่งแยกดินแดน”   “สิ่งที่สื่อต้องตระหนักคือ ต้องระวังมากๆ ผมเชื่อว่า บางคนที่ไม่เป็น แต่ถูกกล่าวหาว่าเป็น สุดท้ายก็จะเป็น เพราะประวัติศาสตร์ระยะใกล้มีผลมากว่าประวัติศาสตร์สมัยก่อน”

“กรณีสังคมไทย คนส่วนใหญ่แม้สื่อเองก็ยังถูกครอบงำความคิดจากรัฐ ถูกสั่งสอนเรื่องดินแดนความเป็นไทย คนต่อต้านรัฐหรือจับอาวุธสู้ เป็นเรื่องที่รับไม่ได้ เป็นพวกเหิมเกริมท้าทายอำนาจรัฐ ซึ่งถือว่ามันสร้างแรงกดดันเพิ่มเข้าไปอีก เห็นการต่อสู้แบ่งแยกดินแดนออกไปเป็นความไม่ชอบธรรม แต่ถ้ายอมรับว่าการต้องการแบ่งแยกดินแดนเป็นเรื่องธรรมดา มีมานานและเกิดขึ้นทั่วโลก นักข่าวที่ไปจากกรุงเทพ หากไม่ปิดหูปิดตา ชาวบ้านจะอธิบายสิ่งที่พวกเขาทำ ว่าพวกเขาทำเพราะเหตุใด ในสังคมใต้มีทั้งสื่อพุทธ สื่ออิสลามที่อยู่ด้วยกันได้”

ปกรณ์ พึ่งเนตร บรรณาธิการศูนย์ข่าวภาคใต้ สำนักข่าวอิศรา ให้ความเห็นว่า “การเป็นนักข่าวพุทธจากกรุงเทพ ลงไปทำข่าวมีข้อจำกัดมาก เข้าไปคุยกับผู้นำแต่ผ่านด่านยาก คุยกับชาวบ้านก็ได้ข้อมูลไม่ลึก แต่อยากให้มองอย่างเข้าใจว่าสื่อสังคมกระแสหลัก ก็มีข้อจำกัด อยู่ที่กรุงเทพธุรกิจผมก็ต่อสู้มานานกว่าจะไม่ใช้คำว่าโจรใต้ สื่อชอบใช้คำสั้นเพราะกระชับและเข้าใจง่าย เช่น แทนที่จะเรียกนายกด้วยชื่อเต็ม ก็จะพาดหัวสั้นๆ ว่า “ปู” ซึ่งเป็นชื่อเล่นแทน  สำหรับเรื่องภาคใต้ โชดดีที่ผมมีซับเอดิเตอร์เป็นมุสลิม”

ผู้ร่วมเสวนาต่างเชื่อว่าการลงนามเจรจาสันติภาพ ระหว่าง พล.ท.ภราดร พัฒนาถาบุตร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) กับตัวแทนจากกลุ่มบีอาร์เอ็น โคออร์ดิเนต (BRN Coordinate) เพื่อแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ประเทศมาเลเซีย เมื่อวันที่ 28 ก.พ.ที่ผ่านมานั้นเป็นสัญญาณที่ดี

 

“โจรใต้ กบฎแบ่งแยกดินแดน นักรบญีฮาด ในสายตาสื่อไทย”